ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 699 ทาบทามจูซาน
บทที่ 699 ทาบทามจูซาน
เรื่องเสินอิงอวี่คราวก่อนมอบบทเรียนให้เย่อวี๋หรานว่า เรื่องที่สมควรใส่ใจยังคงต้องจับตามองเอาไว้
โดยเฉพาะตอนนี้จูชียังเป็นซิ่วไฉแล้ว กลายเป็น ‘ลูกเขยที่สมบูรณ์แบบ’ ในสายตาคนอื่น ถ้านางไม่จับตามองเอาไว้ แล้วเขาถูกคนไม่ดูตาม้าตาเรือที่ไหนล่อลวงไปจะทำอย่างไรเล่า?
ถ้าคนอื่นเป็นคนดี นางก็ไม่อยากทำให้คนดีต้องเสียเวลา ถ้าคนอื่นไร้มโนธรรม เป็นคนต่ำช้า นางก็ไม่อยากให้จูชีต้องรับเคราะห์
เฮ้อ…
เรื่องนี้คงบอกได้แค่ว่าจัดการยาก!
“ท่านแม่ ข้าเป็นห่วงศิษย์พี่เจี้ยนถงขอรับ” จูชีตอบ
“หืม? เจ้าหมายถึงคุณชายหลิว หลิวเจี้ยนถง ที่ไปเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อผู้นั้นน่ะหรือ?” เย่อวี๋หรานรู้จักคนผู้นี้ ประการแรกเป็นเพราะตอนพวกจูชีไปสอบเสี้ยนซื่อ เขาคนนี้คอยดูแลทุกคน อีกประการเป็นเพราะเหตุที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้หยุดเรียนก็เพราะศิษย์พี่ผู้นี้ต้องไปสอบ
อาจารย์เสินสอนหนังสือมาหลายปี นอกจากกรณีพิเศษแบบจูชี ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนคล้ายกับหลิวเจี้ยนถง ต่างกันแค่สอบผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น
“ขอรับ!” จูชีกล่าวอย่างเป็นกังวล “ศิษย์พี่เจี้ยนถงได้ที่สุดท้ายในการสอบเสี้ยนซื่อ ข้ากลัวว่าเขาจะสอบไม่ผ่านรอบฝู่ซื่อขอรับ”
“ทำไมเจ้าถึงคิดว่าสอบได้ที่สุดท้ายในรอบก่อนแล้วจะต้องสอบไม่ผ่านในรอบนี้ล่ะ? ปกติเขาก็เรียนได้ดีไม่ใช่รึ?”
จูชีส่ายหน้า “ไม่ใช่ขอรับ เขาเรียนเก่งมาก ตอนอยู่ที่สำนักศึกษา อาจารย์ก็มักจะชมเชยเขาบ่อย ๆ แต่คราวก่อนเขาสอบได้ที่สุดท้าย ย่อมหมายความว่าคนอื่นทำได้ดีกว่าเขาไม่ใช่หรือขอรับ…”
เขายังอธิบายว่า หลิวเจี้ยนถงเป็นที่หนึ่งในสำนักศึกษาสกุลเสิน แต่เมื่อไปอยู่ที่อื่นยังจะเป็นที่หนึ่งหรือไม่ก็ไม่อาจบอกได้
นี่เป็นเรื่องที่อาจารย์บอกต่อพวกเขา สอบได้ดีแค่ไหนก็ไม่อาจลำพองใจ เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน
เย่อวี๋หรานย่อมเข้าใจหลักการข้อนี้ แต่นางยังคงยิ้มบาง ๆ ฟังจูชีอธิบายไปจนจบ จากนั้นค่อยเอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า “อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เจ้าจะกังวลใจก็เป็นเรื่องธรรมดา แสดงว่าพวกเจ้าสนิทกันพอสมควรสินะ แล้วเจ้าได้คาดการณ์ความเป็นไปได้ที่ดีที่สุดกับความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้หรือยัง?”
“อะไรนะขอรับ?” จูชีไม่เข้าใจ
เย่อวี๋หรานอธิบายว่า “ความเป็นไปได้ที่ดีที่สุดก็คือเขาสอบผ่าน ไม่เพียงแต่จะได้เป็นถงเซิง แต่ยังจะได้ไปเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อกับเจ้าด้วย เช่นนั้นเจ้าก็ควรคิดไว้ใช่ไหมว่าจะแสดงความยินดีต่อเขาอย่างไร?”
“แต่ถ้าสอบไม่ผ่านล่ะขอรับ?”
“นั่นคือความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด กรณีนี้เจ้าควรคิดเอาไว้ว่า ถึงยามนั้นจะปลอบใจเขาและให้กำลังใจเขาสู้ต่อไปอย่างไรใช่ไหม?”
“จริงด้วย…” ทันใดนั้นจูชีก็พบว่าเขามีเรื่องที่สามารถทำได้แล้ว และเริ่มต้นขบคิดอย่างจริงจัง
ไม่เพียงครุ่นคิดเท่านั้น แต่ยังคว้ากระดาษกับพู่กันมาจดบันทึกเอาไว้อีกด้วย
นี่คือสิ่งที่เย่อวี๋หรานสอนเขา… ความจำดีอย่างไรก็ไม่สู้การจดบันทึก
ต่อให้เขามีความจำเป็นเลิศแค่ไหนก็ต้องเรียนรู้ที่จะจดบันทึกเอาไว้ หากลืมเลือนไปในภายหลัง เขาก็ยังสามารถพลิกหน้ากระดาษกลับมาดูสิ่งที่ตนจดบันทึกเอาไว้ได้
ความจริงแล้วเหตุผลสำคัญที่สุดที่เย่อวี๋หรานสอนวิธีนี้ให้เขาก็เพราะอยากช่วยให้เขาพัฒนาความคิดเชิงตรรกะของตนเองผ่านการเรียบเรียงความคิดและจดบันทึกออกมาเป็นตัวอักษร
จูชีอาจโง่งมไปบ้าง ตอบสนองช้าไปหน่อย แต่ขอเพียงเขาเรียนรู้แนวทางนี้ได้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะไม่มีความคิดของตนเอง ทำความเข้าใจความคิดเชิงเหตุผลไม่ได้
ขอเพียงเขาสามารถแยกแยะถูกผิดได้ชัดเจน ทราบว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่และไม่นึกเสียใจทีหลังเมื่อตนเองตัดสินใจทำอะไร เย่อวี๋หรานก็ไม่มีสิ่งใดให้กังวลแล้ว
เพียงมองจูชีก้มหน้าก้มตาครุ่นคิดอย่างจริงจัง พร้อมกันนั้นยังพึมพำอะไรบางอย่างขณะจดบันทึกไปด้วย เย่อวี๋หรานก็นึกยินดี
ความเพียรพยายามเนิ่นนานไม่สูญเปล่า เริ่มมีเค้าแล้ว!
ป้ายเชิดชูเกียรติคุณป้ายแรกของหมู่บ้านสกุลจูก็แกะสลักเสร็จสิ้นในช่วงฤดูกาลชิงหมิงนี้เอง
เมื่อผู้อาวุโสได้รับแจ้งว่างานเสร็จสิ้นก็รีบเรียกรวมคนหนุ่มแข็งแรงหลายคนจากในหมู่บ้าน บอกให้ลูกชายตนนำทางไปรับป้ายกลับมา
ทั้งรัวกลองตีฆ้อง บรรยากาศรื่นเริงครึกครื้น
หลังผ่านพิธีการยิบย่อยทั้งหลาย ป้ายศิลาขนาดสูงเกือบแปดฉื่อ (เกือบ 2 เมตร) กว้างราวสิบหกชุ่น (40 ซม.) หนาสี่ชุ่น (10 ซม.) ก็ถูกอัญเชิญมาตั้งไว้หน้าศาลบรรพชนของหมู่บ้านสกุลจู บนนั้นสลักชื่อจริงของจูชี รวมถึงปีที่เข้าร่วมการสอบเคอจวี่ อันดับที่สอบได้ และวันที่ตั้งป้ายเชิดชูเกียรติคุณ
ผ้าไหมสีแดงยังพาดไว้บนนั้น คนในหมู่บ้านทุกเพศทุกวัยยืนล้อมอยู่รอบป้ายด้วยสีหน้าเบิกบานยินดี
กระทั่งคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านยังแลดูปลาบปลื้มปีติ
จะไม่ยินดีได้อย่างไร ในหมู่บ้านไม่เพียงแต่มีซิ่วไฉ แต่ยังมีวิธีการทำนารูปแบบใหม่ เห็นทีฤดูกาลเก็บเกี่ยวปีนี้คงได้ผลงามเป็นแน่แท้
แม้ตอนนี้กล้าข้าวยังเล็กจ้อย ยังพยายามเติบโตอย่างเต็มที่อยู่ในแปลงเพาะกล้า แต่ทิวทัศน์เขียวชอุ่มเป็นแผ่นผืนเช่นนั้นก็ชวนให้คนเห็นรู้สึกปลาบปลื้มใจ
กลับเป็นต้นข้าวในแปลงนาข้างกันที่ใช้วิธีการดั้งเดิมปลูกเสียอีกที่เติบโตไม่ได้ดั่งใจเท่าไหร่
แต่ไม่เป็นไร พวกเขาเพิ่งทดลองเป็นครั้งแรก เมื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในปีนี้ได้แล้ว ปีหน้าก็สามารถใช้วิธีปลูกแบบใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบ มิหนำซ้ำ นอกจากกล้าข้าว มันเทศในไร่ก็ยังเติบโตได้ดียิ่ง
ผ่านไปราวสองเดือน มันเทศที่นำมาเพาะก็มีเถาเล็ก ๆ งอกออกมา ตัดเถามาปักชำชุดแรก เมื่อได้รับน้ำฝนชุ่มชื้นก็เติบโต งอกใบเขียวชอุ่ม แค่เห็นก็มองออกว่าปลูกรอดแล้ว
คนจำนวนไม่น้อยวางแผนว่าจะปลูกเพิ่มอีก อย่างไรเสียสิ่งที่ชาวไร่ชาวนาไม่เคยขาดแคลนคือกำลังกาย ปลูกเพิ่มหน่อยก็สามารถเก็บเกี่ยวได้มากกว่าเดิม พอถึงตอนสิ้นปีก็ได้กินดีอยู่ดีแล้วไม่ใช่รึ?
คราวก่อนเย่อวี๋หรานเพิ่งปฏิเสธงานมงคลที่จูเอ้อร์เม่ยเป็นแม่สื่อไป คิดไม่ถึงว่าเมื่อคนได้เห็นป้ายเชิดชูเกียรติคุณนั้นกลับมีความคิดขึ้นมาอีกแล้ว
หนนี้คนที่เป็นแม่สื่อคือภรรยาของเจ้าหน้าที่
“ไอ้หยา จูต้าเหนียง ข้าไม่เข้าใจเลยว่าท่านลังเลอะไรอยู่ ฝ่ายนั้นเป็นเด็กสาวที่ยังไม่แต่งงาน ฐานะทางบ้านก็ไม่เลว ท่านยังมีอะไรให้ต้องพะวงอีกหรือ?”
เย่อวี๋หรานจนปัญญายิ่ง “ไม่ใช่ว่าข้าไม่คิดแทนเจ้าสาม ข้ากำลังคิดแทนเขาอยู่ต่างหาก ถึงได้ไม่อยากให้เขาหมั้นหมายในตอนนี้เพราะได้อานิสงส์จากน้องชาย”
“จูต้าเหนียง ท่านพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก หมู่บ้านพวกเรามีใครไม่ได้รับอานิสงส์จากนายท่านซิ่วไฉกันบ้าง? ท่านไม่รู้อะไร ตั้งแต่ที่เจ้าเจ็ดบ้านท่านสอบเป็นซิ่วไฉได้ มีเด็กสาวตั้งมากมายอยากแต่งเข้าหมู่บ้านพวกเรา ตกลงหมั้นหมายไปแล้วก็ตั้งหลายราย” ภรรยาของเจ้าหน้าที่สาธยาย “ถ้าท่านกังวลว่าแม่นางน้อยที่ข้าแนะนำไม่ดีพอ ท่านจะไปดูด้วยตาตัวเองก็ได้ ข้ากล้ารับรองกับท่านเลยว่าเด็กคนนี้ไม่เพียงมีหน้าตาหมดจด แต่ยังขยันเอาการเอางาน ความสามารถรอบตัว ถ้าไม่ใช่เพราะเขามีน้องชายเป็นซิ่วไฉ นางคงแต่งเข้าตำบลไปแล้วนะ”
“ในเมื่อสามารถแต่งเข้าตำบลก็แต่งเข้าตำบลไปเถอะ อย่าให้เจ้าสามบ้านข้าทำให้เสียเวลาเลย”
“เหตุใดท่านจึงพูดจาแปลกพิกลเช่นนี้?”
การแต่งให้จูซานลูกชายของจูต้าเหนียงจะกลายเป็นเรื่องเสียเวลาไปได้อย่างไร?
ถ้าไม่ใช่เพราะจูซานไม่มีลูกกับภรรยาคนเก่า ทางนั้นก็ไม่แน่ว่าจะยินดีแต่งให้ผู้ชายมือสองหรอกนะ
“ฮูหยินท่านเจ้าหน้าที่ ข้าไม่ได้หมายความเป็นอื่น ข้าไม่อยากให้คนเขาเสียเวลาจริง ๆ” เย่อวี๋หรานกล่าว “เอาอย่างนี้ ข้าจะพูดกับท่านเช่นนี้ก็แล้วกัน เจ้าเจ็ดบ้านข้าท่านก็เห็นมาแต่อ้อนแต่ออก แม้จะเรียนเก่ง แต่กลับต้องมีคนคอยดูแลเรื่องการใช้ชีวิต ตอนนี้เขากำลังจะได้ไปเรียนที่โจวเสวีย พี่สามของเขาก็ต้องตามไปดูแล ถ้าต้องไปอยู่ข้างนอกนานหลายปี แล้วแม่นางที่แต่งเข้าเรือนมาจะทำอย่างไรเจ้าคะ?”
“ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่ หมั้นหมายกันเอาไว้ก่อน พอเจ้าสามบ้านท่านกลับมาค่อยตบแต่งกันก็ได้ เรื่องนี้ใช่ว่าตกลงกันได้แล้วก็จะแต่งกันทันทีเสียหน่อย”
เย่อวี๋หรานส่ายหน้า “จะพูดแบบนี้ก็ไม่ผิด แต่สามีภรรยาไม่ได้พบหน้ากันหลายปี มีสักกี่คนที่รับได้? ทั้งยังเป็นแม่นางน้อยเยาว์วัย แม่ของนางยอมให้นางมาตกระกำลำบากได้ แต่ข้าทำใจให้แม่นางน้อยดี ๆ คนหนึ่งแต่งเข้ามามีชีวิตแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ”