ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 700 เจ้าสามบ้านท่านไม่คล้ายจะเป็นคนแบบนั้น
บทที่ 700 เจ้าสามบ้านท่านไม่คล้ายจะเป็นคนแบบนั้น
“ลำบากอะไรกัน? สกุลจูของพวกท่านมีความเป็นอยู่ดีปานนี้ ลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามาล้วนสามารถถือเงินส่วนตัวได้ ใครบ้างไม่นึกอิจฉา?”
ภรรยาของเจ้าหน้าที่ไม่คล้อยตามแต่อย่างใด แค่สามีไม่อยู่ ผู้หญิงจะใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้เชียวหรือ ตราบใดที่มีบ้านให้อยู่มีอาหารให้กิน สามีไม่ไปทำเรื่องเหลวไหลนอกบ้าน ผู้หญิงคนนี้ยังจะต้องกลัวอะไร?
ถึงเวลาก็คลอดเด็กออกมาสักสองคน เท่านี้นางก็ยุ่งสายตัวแทบขาด ยังจะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจสามี?
“ทุกคนล้วนเคยผ่านช่วงวัยหนุ่มสาวมาก่อนทั้งนั้น ข้าวใหม่ปลามัน มีใครเต็มใจพรากจากสามีของตัวเองบ้าง? อีกอย่าง…” เย่อวี๋หรานขมวดคิ้วน้อย ๆ “ที่จริงข้าก็กังวลใจเหมือนกัน เจ้าสามไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก ได้เห็นโลกมามาก จิตใจก็อาจทะเยอทะยานกว่าเดิม ถ้าถึงเวลานั้นเขาดูถูกดูแคลนหญิงชนบทจะทำอย่างไรเล่า?”
ภรรยาของเจ้าหน้าที่อึ้งไป “เจ้าสามบ้านท่านไม่คล้ายจะเป็นคนแบบนั้น…”
“เขาดูไม่เหมือน แต่โลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยสิ่งล่อลวงใจ ผู้ใดจะไปรู้ว่าจะมีใครมาล่อลวงเขาหรือเปล่า? ไม่อย่างนั้น ท่านคิดว่าทำไมข้าถึงไม่เลือกลูกชายคนอื่น แต่กลับเลือกเจ้าสามกันล่ะ? ก็เพราะตอนนี้เขายังไม่มีภรรยา ไปอยู่ข้างนอกก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนต้องทุกข์ใจ ข้าเองก็เบาภาระในใจไปได้บ้าง”
“แล้วถ้า… ถ้าเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ ไปมีใครอยู่ข้างนอกเล่า?”
เย่อวี๋หรานแบมือกล่าวว่า “ข้ายังจะทำอย่างไรได้อีก? เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นอกบ้าน ไปสร้างครอบครัวอยู่ข้างนอกแล้ว ข้ายังจะเรียกเขากลับมาได้อีกหรือ? อยากทำอย่างไรก็ทำ ขอแค่ไม่วุ่นวายมาจนถึงตรงหน้าข้าก็พอ ข้าคร้านจะไปสนใจ ลูกชายข้ามีตั้งหลายคน ขาดไปสักคนก็ไม่น่าเสียดายหรอก”
ภรรยาของเจ้าหน้าที่ “…”
ไม่น่าแปลกใจ เจ้าหกบ้านท่านไม่อยู่ ยังไม่เห็นว่าท่านจะเป็นเดือดเป็นร้อน ถ้าหายไปอีกคน ท่านก็คงไม่นำพาสินะ
ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่า คนเราเมื่อไปอยู่ข้างนอกนานเข้า ได้เห็นโลกกว้างมามาก ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องดีอันใดจริง ๆ
“ท่านคิดดูสิ ลูกชายเก่งกาจเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะ ดูอย่างเจ้าเจ็ดบ้านข้า ถ้าสอบระดับสูงกว่านี้ได้ วันหน้าก็คงไม่ได้กลับมาแล้ว เจ้าสามติดตามไปอยู่ข้างกายก็คงไม่กลับมาเหมือนกัน” เย่อวี๋หรานทอดถอนใจ แสร้งพูดจาอย่างกลัดกลุ้ม “บางครั้งข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงแล้วควรหวังให้เขาได้ดี หรือหวังให้เขาไม่ได้ดีกันแน่ เห็นต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเดินไปบนทางสายเดียวกับอาเล็กของพวกเขา ในใจของข้าก็… ว่างโหวงไปหมด”
“ก็ต้องหวังให้พวกเขาได้ดีอยู่แล้วสิ แต่ว่าก็ว่าเถอะนะ… ท่านไม่พูดขึ้นมาข้ายังไม่คิดอะไร พอท่านเอ่ยขึ้นมาแล้วก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เจ้าเจ็ดบ้านท่านถ้าสอบระดับสูงกว่านี้ได้ ได้เป็นขุนนางแล้ว ก็อาจไม่ได้กลับมาจริง ๆ นั่นแหละ” ภรรยาของเจ้าหน้าที่ทอดถอนใจ ไม่กล้ายกเรื่องมงคลขึ้นมาพูดอีกแล้ว
คนที่นางมาเป็นแม่สื่อให้คราวนี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นหลานสาวจากบ้านมารดาของนางเอง
ตอนแรกก็คิดดีแล้วว่าจูต้าเหนียงอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับตนเอง หากหลานสาวแต่งเข้ามาแล้วมีชีวิตดีหรือไม่ดีล้วนอยู่ในสายตาของนาง
นอกจากนี้ ความเป็นอยู่ของสกุลจูก็ยังไม่เลว ไม่มีทางแย่ไปได้
แต่ถ้าวันหน้าจูชีได้ดีไปเรื่อย ๆ จูซานต้องติดตามไปด้วย แล้วยังจะถูกใจหลานสาวของนางได้อย่างไร?
ถ้าไม่ถูกใจ ต่อให้แต่งเข้าไปแล้วก็คงถูกทิ้งให้เป็นภรรยาแต่เพียงในนามอยู่ในหมู่บ้าน ต้องทนมองสามีของตนเองใช้ชีวิตสำเริงสำราญกับนางปีศาจสักคนอยู่ข้างนอกนั่น ชีวิตอย่างนี้ใครจะไปรับไหว?
สำคัญที่สุดก็คือจูต้าเหนียงเป็นคนออกปาก ย่อมจะต้องมีมูลเหตุเป็นแน่แท้
คุยกันจนถึงตอนท้าย ทั้งคู่ก็ถกเถียงกันว่า ตกลงแล้วควรอยากให้ลูกชายหลานชายได้ดีหรือไม่กันแน่
หากอยากให้พวกเขาได้ดี พวกเขาก็จะเป็นเช่นนกที่ติดปีก โบยบินจากไปในพริบตา จะกลับมาตอนไหนก็ไม่อาจรู้
ชีวิตนี้ของคนเราเฝ้าหวังเพียงให้มีลูกหลานเต็มบ้าน ครอบครัวสุขสันต์ไม่ใช่หรือ?
เขาได้ดีไปแล้ว เจ้ากลับไม่ได้พบหน้า แล้วจะมีประโยชน์อันใด?
แต่ถ้าไม่ได้ดี ใช้ชีวิตอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ เห็นแล้วตัวเองก็ทุกข์ใจ
“ท่านว่า ทำไมถึงไม่ทั้งได้ดีและได้อยู่กันพร้อมหน้าด้วยนะ?” ภรรยาของเจ้าหน้าที่เปรย
เย่อวี๋หรานตอบ “โลกนี้มีเรื่องสมบูรณ์พร้อมเสียที่ไหน? ถ้าเรื่องดีงามทั้งหลายมาเกิดกับท่านหมดแล้ว คนอื่นจะทำอย่างไร? ข้าน่ะ โชคดีที่มีลูกชายหลายคน ขาดไปสักคนสองคนก็ยังใช้ชีวิตต่อไปได้ แต่ถ้ามีแค่สองคนนี้แล้วพวกเขาหายหน้าหายตาไปหมด ชั่วชีวิตนี้ของข้าคงเงียบเหงาเดียวดาย คลอดลูกชายออกมาเสียเปล่าแล้ว..”
พูดคุยกับภรรยาของเจ้าหน้าที่ประเดี๋ยวเดียว แต่กลับทำให้ชื่อเสียงลูกชายต้องแปดเปื้อนไปไม่น้อย หลังจากนี้เย่อวี๋หรานต้องบอกกล่าวกับจูซานเอาไว้
ช่วยไม่ได้นี่นา ตอนนี้คนที่จับจ้องจูซานมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงตอนท้ายก็คงจะปฏิเสธยากกว่าเดิม ถ้านางไม่คิดหาวิธีรับมือเอาไว้ก็คงกลายเป็นเรื่องชวนปวดเศียรจริง ๆ แล้ว
“ไม่เป็นไรขอรับ ท่านแม่ อย่างไรเสียต่อไปข้าก็คงไม่ค่อยได้กลับมา เรื่องแต่งงานยังไม่พูดถึงจะดีกว่า”
เรื่องนี้จูซานเข้าใจดี
ถ้าจูชีสอบระดับสูงกว่านี้ต่อไป ความเป็นไปได้ที่เขาจะได้ตบแต่งสตรีชนบทก็มีแต่จะน้อยลงกว่าเดิม
เด็กสาวที่เคยพบกับไม่เคยพบโลกมาก่อนย่อมแตกต่างกัน
เรื่องที่เขาจะได้เผชิญในวันหน้าก็ย่อมต่างออกไป ขณะที่ตนเองกำลังยุ่งกับเรื่องของจูชีอยู่ข้างนอก เขาไม่อยากกลับมาถามหรือสะสางเรื่องต่าง ๆ อีกเป็นพรวน แบบนั้นคงเหนื่อยตายกันพอดี
ถ้าเป็นแบบนั้น ไม่แต่งเสียยังจะดีกว่า
“อืม ข้าก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ถึงได้ปฏิเสธให้เจ้าอีกแล้ว เจ้าเองก็มีลูกชายแล้ว ไม่ต้องร้อนใจเรื่องมีทายาทสืบทอด เจ้าใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่นอกบ้าน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนกลับมาร่วมชีวิตกับภรรยาในหมู่บ้านกันล่ะ? พวกเราก็อย่าไปทำให้คนอื่นเขาเสียเวลาเลย” เย่อวี๋หรานกล่าว
“แน่นอน ตอนเจ้าอยู่ข้างนอกนั่นถ้าไปถูกใจใครเข้า หรือต้องตาต้องใจกันแล้ว เจ้าก็กลับมาบอกที่บ้านบ้าง เรื่องที่ควรทำก็ยังต้องทำอยู่นะ”
“ท่านแม่…” จูซานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ถูกใจใครอะไรกัน? ข้าเป็นพ่อคนแล้วนะ ยังมีเวลาแบบนั้นเสียที่ไหน?”
“นั่นก็ไม่แน่หรอก เจ้าอายุยังไม่มาก เป็นคนหนุ่มเปี่ยมกำลังวังชา ถ้ามีแม่ยายคนไหนมาต้องตาเจ้า แล้วรบเร้าขอให้เจ้าไปเป็นลูกเขยให้ได้เล่า?” เย่อวี๋หรานกล่าวเช่นนี้ก็เพื่อให้จูซานสบายใจ กลัวว่าเขาไปพบอะไรข้างนอกแล้วจะไม่กล้ากลับมาพูดกับที่บ้าน แบกทุกอย่างไว้เองคนเดียว “ตอนนี้ครอบครัวพวกเราก็ไม่ถือว่าด้อย เจ้ายังมีน้องชายที่เป็นซิ่วไฉคนหนึ่ง แม่เจ้ายังร่วมเปิดภัตตาคารในตำบลกับคนอื่น ถ้าเจ้าจะตบแต่งกับเด็กสาวในเมืองก็ไม่มีปัญหาเลยสักนิด ถ้าผ่านไปอีกสักหลายปี ไม่แน่ว่าเจ้าอาจสามารถพิจารณาคุณหนูตระกูลใหญ่ได้ด้วยก็ได้”
“ท่านแม่…”
จูซานยอมใจแล้ว ไฉนในสายตาของมารดา จูชีแค่สอบเป็นซิ่วไฉได้ ก็เหมือนกับว่าครอบครัวพวกเขาได้ดิบได้ดีไปแล้วอย่างนั้น?
ดูเอาเถอะ แม้แต่คุณหนูตระกูลใหญ่ยังกล้าคิด…
เขาเป็นคนยากบ้านนอกคนหนึ่ง ใครจะมาเหลียวแล?
“แม่ไม่อยากให้เจ้าดูถูกตัวเอง ถ้าเจ้าไปพบคนที่พึงใจแล้ว อย่าได้ถอดใจโดยไม่ลองสู้เพียงเพราะอุปสรรคเรื่องฐานะเป็นอันขาด” เย่อวี๋หรานตบหลังมือเขาเบา ๆ พลางกล่าวว่า “เพื่อให้มีชีวิตที่ปรารถนา แม่จึงต้องพยายาม เจ้าก็ต้องพยายามเหมือนกัน ที่แม่ให้เจ้าคอยติดตามเจ้าเจ็ด ไม่ได้แค่อยากให้เจ้าไปดูแลเขา แต่หวังว่าเจ้าจะได้เรียนรู้อะไรไปด้วย ถึงยามนั้น เจ้าก็จะพบว่าเส้นทางตรงหน้าเจ้าไม่ได้มีอยู่เพียงสายเดียว แต่มีมากมายยิ่งนัก ส่วนสิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือ การตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ตัวเองชอบมากที่สุด”
“ท่านแม่…”
จูซานซาบซึ้งใจยิ่ง
ก่อนหน้านี้ที่มารดาให้เขาตามน้องเจ็ดเข้าตำบลไป ประการแรกเป็นเพราะกลัวว่าเขาจะได้รับผลกระทบจากเรื่องของจางเยียน ล้มแล้วไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก อีกประการก็เพื่อไปดูแลจูชี กลัวว่าน้องเจ็ดไม่ทันคน อาจถูกคนอื่นรังแกได้
ทุกครั้งเวลามารดาพูดกับคนอื่นก็จะบอกว่าเพื่อไปดูแลเจ้าเจ็ด ทำเหมือนเขาเป็นคนที่ถูกสละทิ้งไปอย่างนั้น
แต่เขารู้ดีว่า ขณะที่เดินไปบนเส้นทางสายนี้ เขาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย
แม้สิ่งเหล่านั้นอาจไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาในอนาคต แต่เขาทราบว่า มีบางสิ่งบางอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
พี่น้องในบ้านมีตั้งมากมาย มารดาเลือกเขาเพียงเพราะเขาไม่มีภรรยาจริง ๆ น่ะหรือ?
ไม่เลย ย่อมไม่ใช่เพราะเหตุนั้น จะต้องมีเหตุผลอย่างอื่น
ยกตัวอย่างเช่น ความจริงแล้วมารดาลำเอียงคิดเผื่อเขาอยู่บ้าง
ไม่อย่างนั้นเหตุใดมารดาถึงไม่เลือกคนอื่น?
ชีวิตในตำบลกับการทำนาอยู่ในชนบท ถึงอย่างไรก็ไม่เหมือนกัน