ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 701 ปากไม่ตรงกับใจ
บทที่ 701 ปากไม่ตรงกับใจ
“เมื่อก่อนแม่ก็เคยบอกแล้วว่าอยากให้เจ้าเรียนหนังสือด้วยกันกับเจ้าเจ็ด แม่หมายความตามนั้นจริง ๆ” เย่อวี๋หรานจ้องตาเขา กล่าวอย่างจริงจังว่า “เรียนหนังสือใช่ว่าจะเรียนไปเพื่อตำแหน่งขุนนางอย่างเดียว แต่การเรียนทำให้เจ้าเข้าใจชีวิต รู้วิธีทำการใหญ่ บัณฑิตล้วนพูดกันว่า ในตำราซ่อนเรือนทอง ในตำรามีหญิงงามพร้อม แต่แม่อยากบอกว่าการเรียนหนังสือทำให้คนมีปัญญา ขอแค่เจ้าเฉลียวฉลาดมากปัญญา เจ้าก็จะนำหน้าคนอื่นอยู่ขั้นหนึ่ง เดินไปได้ไกลมากขึ้น”
จูซานนึกละอายใจขึ้นมา ไม่กล้าสบตามารดาตรง ๆ
เพราะช่วงที่อยู่ในตำบลอันจิ่ว เขาได้เรียนหนังสือกับจูชีก็จริง แต่กล่าวโดยความสัตย์แล้ว ความพากเพียรของเขาสู้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไม่ได้ด้วยซ้ำ
ดังนั้นผ่านมานานขนาดนี้แล้ว สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ยังไม่มากมายเท่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า
“โจวเสวียเป็นโอกาสอันดี ที่นั่นมีอาจารย์มากมาย เจ้ามีน้องชายเป็นซิ่วไฉแล้ว เจ้าสามารถใช้เจ้าเจ็ดเป็นข้ออ้างในการไปสัมผัสคลุกคลีกับพวกเขา ดูว่าจะหาอาจารย์ให้ตัวเองสักคนได้ไหม”
จูซานตกใจ “ท่านแม่ ไม่ดีกระมังขอรับ? เจ้าเจ็ดไปเรียนหนังสือ ถ้าข้าทำแบบนั้น…”
เขาไม่กล้าคิดเลยว่ามารดามีความคิดเช่นนี้ด้วย
“ข้าไม่ได้จะให้เจ้าไปประจบสอพลอ รบเร้าให้คนเขารับเจ้าเป็นลูกศิษย์เสียหน่อย” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไป “เจ้าแค่ต้องทำตัวใฝ่เรียนใฝ่รู้ คว้าโอกาสที่จะได้เรียนรู้ทั้งหมดเอาไว้ให้ได้ ถ้าโชคดีก็อาจได้พบคนที่มองเห็นศักยภาพในตัวเจ้า อยากถ่ายทอดความรู้ให้เจ้า แต่ถ้าไม่มีคนแบบนั้นก็ไม่เป็นไร สิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้มาระหว่างนั้นเป็นของปลอมงั้นรึ? สิ่งที่ได้เรียนรู้มาย่อมจะติดตัวเจ้ามาด้วย”
จูซานอึ้งงัน แต่เขายังคงกังวลใจอยู่บ้าง “เรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับเจ้าเจ็ดหรือขอรับ?”
เย่อวี๋หรานส่ายหน้า “เจ้าคิดมากไปแล้ว โจวเสวียเป็นสถานที่อย่างไร? นั่นเป็นวงสังคมขนาดเล็กรูปแบบหนึ่ง ถึงแม่จะไม่เคยไป แต่แม่ก็พอจะคิดออก ในเมื่อเป็นสถานศึกษาที่ดำเนินการโดยทางการ ที่นั่นย่อมไม่ขาดแคลนอาจารย์อยู่แล้ว อาจารย์แบบไหนก็มีทั้งนั้น ทั้งคนที่รักความถูกต้อง คนเจ้าเล่ห์กลับกลอก คนที่ไร้ความสามารถแท้จริง คนที่มีความสามารถ…สิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือเบิกตาให้กว้าง แยกแยะให้ดี”
พร้อมกันนั้น นางยังถามจูซานว่ายังจำสำนักศึกษาสกุลไป๋ได้หรือไม่
“จำได้ขอรับ ที่นั่นเกือบถูกสั่งปิดไปแล้ว…” เมื่อนึกถึงว่าจูชีเกือบได้เข้าสำนักศึกษาแห่งนี้ จูซานก็นึกสะท้อนใจ
สำนักศึกษาที่เถ้าแก่หลี่ร้านขายผ้าแนะนำให้ตอนแรกก็คือที่นั่น น่าเสียดายที่อาจารย์ไป๋ดูถูกว่าจูชีเป็นเพียง ‘คนสมองทึ่ม’ ตีหน้าเย็นชาพูดจาอยู่ด้วยสักพักก็กล่าวคำปฏิเสธ
สำนักศึกษาแห่งนี้กล่าวได้ว่าเป็นอันดับต้น ๆ ของตำบลอันจิ่ว ในนั้นยังเต็มไปด้วยลูกหลานครอบครัวตระกูลใหญ่
น่าเสียดาย…
น่าเสียดายที่มีลูกศิษย์แย่ ๆ อย่างหม่าหงคั่ว
หลังการสอบเสี้ยนซื่อ อีกฝ่ายใส่ร้ายว่าจูชีทุจริตในการสอบ ต่อมาจูชีแสดงความสามารถต่อหน้านายอำเภออวี้หงซิ่น พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง จึงรอดพ้นจากการใส่ร้ายนั้นมาได้
ใต้เท้านายอำเภออวี้ชื่นชมจูชียิ่งนัก จดหมายแนะนำที่เปิดทางให้จูชีได้ไปเรียนที่โจวเสวีย เขาก็เป็นคนเขียนให้
ยามนั้น จูชียังได้ผูกมิตรกับคุณชายเยี่ยน หลังจากกลับมาที่หมู่บ้านแล้วก็ยังส่งจดหมายถึงกันอยู่เป็นระยะ
ส่วนจุดจบของหม่าหงคั่วนั้นไม่จำเป็นต้องไปสืบ เพราะเหวินเหรินซานที่อยากสานสัมพันธ์ด้วยเอาข่าวมาแจ้งถึงบ้าน
ก่อความวุ่นวายในการสอบ ทุจริตในการสอบ ให้ร้ายผู้มีตำแหน่งติดตัว สามข้อนี้ก็พอให้เขาได้รับโทษประหารแล้ว
คนคนเดียวได้รับโทษ แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
แม้สำนักศึกษาสกุลไป๋จะไม่ได้ถูกสั่งให้ปิดตัวลง แต่อาจารย์ไป๋ผู้นั้นก็ได้รับโทษเช่นกัน ตอนนี้เข้าไปอยู่ในคุกแล้ว
ตระกูลเฉียนตอบสนองรวดเร็ว ‘ปลด’ หม่าอี๋เหนียงอนุภรรยาผู้นั้น ตัดสัมพันธ์อย่างหมดจด
หม่าอี๋เหนียงผู้น่าสงสาร ตัวเองนั่งอยู่ในบ้าน แต่เคราะห์ภัยกลับตกลงมาจากฟ้า ไม่รู้ว่านึกเสียใจหรือไม่ที่มีญาติที่นำหายนะมาให้เช่นนี้
“ปีนั้นพวกเราไม่ได้เข้าสำนักศึกษาสกุลไป๋ บอกว่าเจ้าเจ็ดไม่ผ่านการทดสอบของอาจารย์ แต่ความจริงเล่า?” เย่อวี๋หรานถาม “ความจริงแล้ว อาจารย์ไป๋เห็นว่าพวกเรามาจากชนบทจึงดูถูกดูแคลน ลองเปลี่ยนเป็นตระกูลใหญ่ในตำบลสักตระกูลดูสิ เขาคงจะเปิดประตูใหญ่ให้โดยไว เชื้อเชิญเข้าสำนักศึกษาทันที นี่เป็นเพียงตำบลเล็ก ๆ อย่างตำบลอันจิ่ว สำนักศึกษาสกุลไป๋ยังทำแบบนี้ เจ้าสามารถจินตนาการได้เลยว่าเมื่อไปถึงโจวเสวียในเมืองผู่โซ่วแล้วจะเป็นอย่างไร”
จูซานสูดลมหายใจเข้าลึก มีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เขานึกอยู่แล้วว่ามารดาคงไม่กล่าวถึงสำนักศึกษาสกุลไป๋โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ
ที่แท้ก็ต้องการอธิบายเรื่องนี้ต่อเขานี่เอง!
“ด้วยนิสัยของเจ้าเจ็ด คนที่นั่นยังเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่โต เป็นคนเก่งที่เย่อหยิ่งทะนงตน พอเขาเข้าไปแล้วจะต้องได้รับความลำบากเป็นแน่ เขาเองก็รับมือเรื่องพวกนี้ไม่ไหว เวลาแบบนี้ แรงกดดันของเจ้าก็มากกว่าเดิมแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างแฝงนัยลึกซึ้ง “นี่เป็นบททดสอบที่สำคัญมากสำหรับเจ้า แม่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะแบกรับได้หรือไม่”
ไม่พูดก็ยังดี พอพูดขึ้นมาจูซานก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาเสียแล้ว “คุณชายพวกนั้นคงไม่มาหาเรื่องคนอื่นโดยไม่มีเหตุผลหรอกกระมัง?”
“นั่นก็ไม่แน่นักหรอก” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “นิ้วมือทั้งสิบยังสั้นยาวไม่เท่ากัน คนอื่นยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง ในป่าใหญ่นกอะไรก็มีทั้งนั้น ผู้ใดจะไปรู้ว่าที่โจวเสวียมีคนแบบใดอยู่บ้าง? บ้างอาศัยความสามารถเข้าไป บ้างใช้เส้นสายเข้าไป แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน เป็นเรื่องปกติธรรมดายิ่ง”
“ท่านแม่ ท่านพูดแบบนี้ ข้าชักจะเครียดแล้วนะ ใจไม่ดีชอบกล” แต่กังวลก็ส่วนกังวล จูซานยังคงมีสติแจ่มใสดี เขากล่าวว่า “ท่านยังพอจำกฎเกณฑ์ของคุณชายตระกูลใหญ่พวกนั้นได้ไหมขอรับ ข้าไม่อยากให้ตัวเองกับเจ้าเจ็ดไปละเมิดข้อห้ามของพวกเขาตั้งแต่ตอนแรกที่ก้าวเข้าไป”
“กฎเกณฑ์ของตระกูลใหญ่พวกนั้น เมื่อก่อนข้าก็เคยพูดให้เจ้าฟังแล้ว แต่ตกลงแล้วมีข้อห้ามแบบไหนบ้าง ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน อย่างไรเสียเรื่องพวกนี้ก็ซับซ้อนเป็นที่สุดแล้ว แต่ละคนต่างก็มีอคติส่วนตน บางคนไม่ชอบแบบนี้ บางคนไม่ชอบแบบนั้น ไม่มีอะไรชัดเจนหรอก”
“แล้วจะทำอย่างไรขอรับ?”
“จะทำอย่างไรได้? พลิกแพลงตามสถานการณ์น่ะสิ”
จูซาน “…”
หมายความว่าที่มารดาพูดอะไรมามากมายปานนี้ก็เพื่อขู่ขวัญเขางั้นหรือ?
เย่อวี๋หรานกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เพื่อขู่ขวัญจูซาน แต่นางอยากเตือนสติจูซานเอาไว้ ให้เขาได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แต่เนิ่น ๆ
ส่วนนางก็ได้เตรียมการบางอย่างเอาไว้แล้ว แต่นอกจากนางแล้ว นางยังหวังให้จูซานครุ่นคิดหาวิธีรับมือด้วยตนเองเช่นกัน…ไม่หัดเรียนรู้ที่จะรับมือด้วยตนเองเอาไว้ ถ้าไปเผชิญอะไรอยู่ข้างนอก นางยังอยู่ในหมู่บ้านสกุลจูที่ห่างไกลเช่นนี้ ย่อมไม่อาจไปช่วยเหลือได้
“ท่านแม่ ท่านมีวิธีดี ๆ ไหมขอรับ?”
“ไม่มี ถ้าข้ามีแล้วจะพูดจาเช่นนี้กับเจ้าหรือ?” เย่อวี๋หรานไม่ยอมรับ “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว คงไม่ได้คิดแต่จะพึ่งพิงข้าหรอกใช่ไหม? เจ้าควรคิดหาวิธีรับมือด้วยตัวเอง ดูว่าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร เอาล่ะ ข้าไปทำงานต่อล่ะ เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ”
กล่าวจบก็จากไปโดยไม่สนว่าเขาจะตอบรับหรือไม่
จูซานมองเงาหลังของมารดา อ้าปากค้าง ไม่ได้สติคืนมาอยู่นาน
ท่านแม่จากไปทั้งอย่างนี้?!
ไม่ใช่แค่จากไปเฉย ๆ แต่ยังจากไปโดยไม่ลังเลอีกด้วย
จูอู่ที่ทำงานในนาเสร็จแล้วกลับมาที่เรือนก็พบว่าพี่สามของตนกำลังเหม่อลอยอยู่ เขาจึงสงสัยยิ่งนัก
ตอนนี้ทุกอย่างในบ้านก็สงบเรียบร้อยดีนี่นา พี่สามของเขามีอะไรให้ต้องกลุ้มด้วย?
หรือมีคนอยากให้พี่สามไปดูตัว แต่พี่สามไม่อยากไปก็เลยกลุ้มใจ?
เขาสะกิดแขนจูซื่อ
จูซื่อกำลังแกะเปลือกเมล็ดแตงอยู่จึงไม่ทันสังเกต “มีอะไร?”
จูอู่แสดงท่าบอกให้เขามองพี่สาม
จูซื่อมองแล้วก็ยังไม่เข้าใจ “ทำไม?”
“ท่านไม่เห็นหรือว่าพี่สามกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่?” จูอู่ถาม
จูซื่อฉงนใจ “พี่สามเคยไม่คิดอะไรด้วยหรือ?”
จูอู่ถลึงตาใส่ “ท่านก็รู้จักแต่กิน”
“กินแล้วจะทำไม? ข้าชอบกิน เจ้ากล้าพูดว่าเจ้าไม่ชอบกินงั้นรึ?” จูซื่อพูดจบ แกะเปลือกเมล็ดแตงเสร็จก็โยนเข้าปาก แสดงสีหน้าว่าไม่ยี่หระ
แต่ถึงจะพูดเช่นนั้น เขาก็ยังลุกขึ้นเดินเข้าไปหาจูซาน
จูอู่ได้แต่มองบน
นี่เป็นเอกลักษณ์ของพวกปากไม่ตรงกับใจสินะ! ถ้าท่านไม่เป็นห่วงพี่สามก็นั่งต่อไปอย่าขยับสิ!