ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 702 จูซานกลุ้มใจ
บทที่ 702 จูซานกลุ้มใจ
“พี่สาม ท่านเป็นอะไรไป?” จูซื่อหย่อนบั้นท้ายลงนั่งข้างจูซาน
จูซานหันมาเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มออกมา “ล้างหน้าเสร็จแล้วรึ? วันนี้ย่างเนื้อกระต่าย เย็นนี้ท่านมีลาภปากแล้ว”
“ท่านแม่เป็นคนทำ?”
“เปล่า เมียเจ้าทำ”
จูซื่อได้ยินอย่างนั้นก็ยักไหล่ “ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ ไม่คาดหวังจะดีกว่า เมียข้าฝีมือสู้ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“นอกจากท่านแม่ ครอบครัวเรายังมีใครสู้ท่านได้อีก” จูอู่เดินเข้ามาผลักไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ “ทำเหมือนกับว่ามีใครสู้ท่านได้อย่างนั้นแหละ ข้าคิดจริง ๆ นะว่าท่านควรไปเรียนรู้เคล็ดลับการทำอาหารจากท่านแม่ เผื่อว่าจะไปเป็นพ่อครัวได้”
“ท่านแม่ไม่มีทางเห็นด้วย” จูซื่อยู่ปากพูด “พ่อครัวเป็นช่างฝีมือ จัดเป็นหนึ่งในชนชั้นล่าง ปกติแค่หยอกล้อกันเล่นก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าจะไปเป็นพ่อครัวจริง ๆ…ถ้าข้ากล้าทำลายคำว่าครอบครัวบัณฑิตชาวนา ท่านแม่ได้หักขาสุนัขของข้าพอดี”
“โอ๊ะ ที่แท้ท่านก็รู้ด้วย ข้านึกว่าท่านรู้จักแต่เรื่องกินเสียอีก”
“ใครจะสักแต่กินอยู่ได้ทั้งวัน? ข้าก็ต้องทำงานเหมือนกันไหม? ทำเหมือนกับเจ้าทำงานเยอะกว่าข้าอย่างนั้นแหละ เจ้าทำอะไรมากกว่าข้างั้นเรอะ?”
……
สองพี่น้องจึงโต้ฝีปากกันไปมาต่อหน้าจูซานทั้งอย่างนี้
จูซานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “พวกเจ้านี่มันยังไงกันนะ โต ๆ กันแล้ว คนหนึ่งยังเป็นพ่อคนอีกต่างหาก ทำไมมาทะเลาะกันเพราะเรื่องแค่นี้? ถ้าลูกของพวกเจ้ามาเห็นคงขายขี้หน้ากันพอดี!”
“ข้าไม่มีลูกชาย เขาต่างหากที่มี!” จูอู่เชิดคางด้วยท่าทางมาดมั่น
จูซื่อ “…”
ทำอย่างกับว่าในอนาคตเจ้าจะไม่มีลูกชายอย่างนั้นแหละ เจ้ากล้าพูดไหมว่าเจ้าจะไม่มีลูก?
แต่พอจูซานพูดแทรกขึ้นมาเช่นนี้ก็ทำให้พวกเขาสองคนนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองมาทำอะไรที่นี่
“พี่สาม เมื่อกี้ท่านคิดอะไรอยู่หรือ?”
“จริงด้วย พวกข้ามาทางนี้เพราะเห็นว่าท่านกำลังเหม่อ ท่านมีเรื่องอะไรในใจหรือเปล่า?”
พวกเขาสองคนส่งสายตาให้กันว่าถามต่อไป กลัวว่าพวกตนจะหลงประเด็นไปอีกรอบ
ได้ยินวาจาเป็นห่วงเป็นใยของน้องชายทั้งสอง จูซานพลันรู้สึกอบอุ่นใจ เขากล่าวว่า “ไม่มีอะไร แค่วันนี้ท่านแม่พูดอะไรกับข้าเล็กน้อย ทำให้ข้ารู้สึกกดดันอยู่บ้าง”
“ท่านแม่พูดอะไรกับท่าน? คงไม่ได้จะให้ท่านหาเมียใหม่จริง ๆ หรอกนะ?” หลังจากตั้งป้ายเชิดชูเกียรติคุณ คนอื่นก็กลับมาถามไถ่เรื่องพี่สามอีกแล้ว จูซื่อย่อมเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง
แต่ว่ากันตามตรง พี่สามของเขามีลูกชายแล้ว จะตบแต่งภรรยาหรือไม่นั้นไม่สำคัญเลย
“มีพูดถึงเรื่องแต่งเมียอยู่เหมือนกัน” จูซานกล่าว “แต่ดูจากท่าทีของท่านแม่ คงยังไม่อยากให้ข้ารีบร้อนแต่งงานใหม่”
“แต่ท่านอยากแต่ง?”
“ไม่ใช่ ตอนนี้ข้าไม่อยากแต่ง ครึ่งปีหลังข้าก็ต้องตามเจ้าเจ็ดไปเมืองผู่โซ่วเพื่อเรียนหนังสือแล้ว จะได้กลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เวลาแบบนี้จะแต่งเมียเข้าเรือนมาทำไม? แต่งเข้ามาเพื่อทิ้งให้นางอยู่ตัวคนเดียวทางนี้งั้นรึ?” แต่งภรรยาคนใหม่เข้าเรือนมา แต่เขากลับไม่มีกระทั่งเวลาจะอยู่เคียงข้างอีกฝ่าย แต่งเข้ามาประดับไว้เฉย ๆ เช่นนั้นหรือ?
จูซานไม่อยากสร้างเรื่องยุ่งยากให้ตัวเองหรอกนะ
“ถ้าท่านอยากแต่งก็ลองเจรจากับท่านแม่ดูสิ เผื่อว่าจะสามารถพาไปด้วยกันได้” จูอู่ช่วยเสนอความคิด “พอดีเลย นางจะได้ช่วยเหลือท่านกับเจ้าเจ็ดอีกแรงหนึ่ง ทำความสะอาดหรือซักผ้าก็ได้ทั้งนั้น”
จูซานไร้คำจะกล่าว “เจ้าเคยเห็นบัณฑิตคนไหนพาเมียตัวเองไปเรียนด้วยงั้นรึ? คนเขาไปเรียนหนังสือ ไม่ได้ไปใช้ชีวิตกันเสียหน่อย อีกอย่าง คนที่จะพาไปยังเป็นเมียข้า ไม่ใช่เมียเจ้าเจ็ด แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน?”
จูอู่คลำจมูกป้อย ๆ “ถึงตอนนั้นท่านก็หาอะไรทำแล้วลงหลักปักฐานอยู่ข้างนอก…พี่สาม ท่านออกไปแล้วก็คงไม่คิดจะกลับมาอีกหรอกใช่ไหม? ท่านแม่เปิดภัตตาคารอยู่ข้างนอก ถ้าท่านยังกลับมาอีก คุณค่าก็ลดทอนลงกันพอดีน่ะสิ”
ในความคิดของจูอู่ เขาอยากให้จูซานสร้างเนื้อสร้างตัวอยู่ข้างนอก เช่นนี้เมื่อคนอื่นพูดถึงขึ้นมาก็จะรู้สึกว่าพี่สามของเขาเก่งกาจมาก
เขาไม่เชื่อหรอกว่าพี่สามอยู่ในตำบลอันจิ่วนานเพียงนั้น ทั้งยังมีคนคุ้นเคยอย่างพี่เป้ากับเหวินเหรินซานแล้วพี่สามยังจะหางานทำไม่ได้?
“ท่านแม่อยากให้ข้ามองให้สูงสักหน่อย” กล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของจูซานก็เป็นประกายกว่าเดิม เขากล่าวว่า “ท่านแม่บอกข้าว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนแต่งงาน ให้เรียนหนังสือกับเจ้าเจ็ดไปก่อน คอยดูต่อไปว่าจะสามารถหาเส้นทางชีวิตที่ดีกว่าตอนนี้ได้หรือไม่ ถึงเวลาค่อยตัดสินใจว่าจะเลือกทางสายไหน ถ้าประสบความสำเร็จแล้วข้ายังอยากแต่งงานใหม่ ถึงตอนนั้นค่อยพิจารณาตระกูลดี ๆ สักตระกูล”
“ตระกูลดี ๆ?” จูซื่อยื่นมือออกมาแสดงท่าทางประกอบ
จูอู่ไม่แปลกใจสักนิด เขาคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่มารดาสามารถกระทำได้ “ข้านึกแล้ว ท่านแม่ไม่ปล่อยผ่านไปง่าย ๆ หรอก พี่สาม ถ้าอย่างนั้นท่านก็มีวาสนาแล้ว! ในเมื่อท่านแม่พูดแล้วก็มีความเป็นไปได้แปดในสิบส่วนว่าจะสำเร็จ ท่านก็ลองดูเถอะ ถ้าไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าทำได้หรือไม่ได้?”
พวกเขาสองคนต่างก็ให้กำลังใจจูซาน ต้องเชื่อฟังคำของท่านแม่ จนถึงตอนนี้มีเรื่องไหนบ้างที่ท่านแม่พูดแล้วไม่กลายเป็นจริง?
จูชีเป็นคนสมองทึ่มชัด ๆ แต่มารดาบอกว่าเขาสามารถเรียนหนังสือก็เรียนได้ บอกว่าสามารถสอบเคอจวี่ก็สอบได้ ทั้งยังพูดว่าอย่างน้อยต้องได้เป็นถงเซิง
ไม่เห็นหรือว่าจูชีไม่ได้เป็นแค่ถงเซิง แต่ยังได้เป็นซิ่วไฉอีกต่างหาก
พวกเขาพลันรู้สึกฮึกเหิม ถ้ามารดาบอกว่าพี่สามสามารถหาภรรยาจากตระกูลดี ๆ ได้ หมายความว่าเขาสามารถตบแต่งภรรยาจากในตำบลกลับมาได้น่ะสิ?
จูซานเห็นน้องชายทั้งสองตื่นเต้นกว่าตนเองเสียอีกก็ออกจะจนใจ “ตกลงแล้วเป็นข้าหรือพวกเจ้ากันแน่ที่ต้องแต่งเมีย?”
“ฮิฮิ พวกข้ามีเมียกันแล้ว จะไปหามาจากไหนอีก? ก็ต้องเป็นพี่สามอยู่แล้วสิ!” จูซื่อกล่าวกลั้วหัวเราะ “พี่สาม ท่านสบายใจได้ ถ้าต่อไปพี่สะใภ้สามถือสาว่าท่านมีลูกชาย ข้าจะเลี้ยงซื่อเป่าให้ท่านเอง เขาก็คือลูกชายของข้า ข้าจะเลี้ยงดูเขาไปชั่วชีวิต”
เห็นแก่ความสุขชั่วชีวิตของจูซาน จูซื่อถึงกับออกปากรับรองด้วยตนเอง
“คนที่รู้เรื่องคงเข้าใจว่าเจ้าเป็นห่วงข้า แต่คนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่าเจ้าอยากมาแย่งลูกชายกับข้าเสียอีก” จูซานกล่าว “เอาล่ะ แต่งงานใหม่เป็นเรื่องในอนาคต เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้สำหรับข้าแล้วเป็นเรื่องที่จะไปเรียนที่โจวเสวียต่างหาก ท่านแม่มอบโจทย์ยากให้ข้าแล้ว ท่านแม่บอกว่าคนที่นั่นถ้าไม่ใช่คนรวยก็เป็นชนชั้นสูง เจ้าเจ็ดรับมือไม่ไหวแน่นอน ถึงตอนนั้นข้าจะต้องเป็นคนรับมือ ท่านแม่ถามข้าว่าได้คิดไว้หรือยังว่าจะรับมืออย่างไร”
“แล้วท่านคิดวิธีรับมือได้หรือยัง?” จูซื่อถาม
“ยัง ตอนนี้ข้าก็ปวดหัวเพราะเรื่องนี้นี่แหละ ตำบลอันจิ่วยังดี อยู่ใกล้พวกเรา ไหว้วานพี่เป้ากับเหวินเหรินซานเล็กน้อยก็พอจะสืบข่าวได้แล้ว แต่เมืองผู่โซ่ว…” จูซานกล่าวอย่างปวดเศียรอยู่บ้าง “ที่นั่นใหญ่กว่าตำบลอี้คังเสียอีก ไม่มีใครเคยไป พวกเราก็ไม่รู้จักคนทางนั้น อยากสอบถามสถานการณ์ทางนั้นก็ไม่รู้ว่าจะไปถามเอาที่ไหน”
“เรื่องนี้…รับมือยากจริง ๆ นั่นแหละ!” จูอู่เป็นคนที่พอจะคุยเรื่องนี้กับเขาได้ที่สุดแล้ว เพราะจูอู่เลือกเดินไปบนเส้นทางสายสืบข่าว
เขาเกาศีรษะ บอกว่าคนในมือตนเองก็ได้มาจากช่องทางของพี่เป้ากับเหวินเหรินซาน แม้แต่ตำบลอันจิ่วยังกินแรง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมืองผู่โซ่วที่อยู่ไกลขนาดนั้น
พี่น้องทั้งสองนับจำนวนคนของตนเอง ครุ่นคิดอยู่หลายตลบก็ไม่พบว่ามีคนที่เกี่ยวข้องกับเมืองผู่โซ่ว
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่รู้จักผู้คนกว้างขวาง ขอแค่พอมีเส้นสายเล็กน้อยก็พอแล้ว
เมื่อมีเส้นสาย พวกเขาก็สามารถอาศัยช่วงเวลาหลายเดือนก่อนจะเดินทางไปโจวเสวียแทรกซึมเข้าไปในเมืองผู่โซ่ว อย่างน้อยก็คงพอทำความเข้าใจอะไรได้บ้าง ช่วยให้จูซานมีความมั่นใจกว่าเดิม
“สถานที่ไม่คุ้นเคยแบบนั้นยากจะจัดการได้จริง ๆ ไม่อย่างนั้น…” จูอู่กัดฟันกล่าว “พี่สาม ไม่อย่างนั้นพวกเราลองไปเจรจากับท่านแม่เรื่องขยับขยายการค้าก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศไปยังเมืองผู่โซ่วดีไหม?”
“มีเวลาแค่สามสี่เดือนเท่านั้น จะทันรึ?” จูซานมุ่นคิ้ว “มันเทศที่บ้านไม่ได้มีปริมาณเยอะขนาดนั้นกระมัง? พวกที่ปลูกอยู่ก็ต้องรออย่างน้อยอีกห้าหกเดือนถึงจะเก็บเกี่ยวได้ ไม่น่าจะทัน…”
“เจียดออกมาสักหน่อยคงได้กระมัง? พวกเราไม่ได้ต้องการมากมาย แค่พอเชื่อมสัมพันธ์กับทางนั้นได้ก็พอแล้ว”