ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 703 ข่าวดี
บทที่ 703 ข่าวดี
“ไม่ได้” จูซานส่ายหน้า “กิจการอาหารเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวเรา จะไปแตะต้องไม่ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะส่งผลกระทบกับที่บ้านมากเกินไป เจ้าคิดว่าด้วยความสามารถของท่านแม่ ยังไม่สามารถทำให้กิจการใหญ่โตกว่านี้งั้นหรือ? เจ้าลืมเรื่องที่สูตรทำชาดถูกคนอื่นแย่งไปแล้วรึ? เรื่องที่ท่านแม่ถูกคนใส่ร้ายจนต้องเข้าคุก เจ้าก็ลืมไปแล้ว? ยังมีนายท่านผู้เฒ่าซุนผู้นั้น เจ้าคิดว่าทำไมเขาถึงต้องถอยมาปักหลักในสถานที่เล็ก ๆ อย่างตำบลอันจิ่วกันเล่า?”
คำถามเหล่านั้นทำให้ประกายไฟในใจของจูอู่ดับลงเสียสนิท
ถ้าเจ้าไร้กำลังสนับสนุนก็ไม่ต่างจากเด็กน้อยที่กอดก้อนทองไปวิ่งเล่นในท้องตลอด รอให้คนเขามาแย่งชิงไป
เพราะเหตุใดเย่อวี๋หรานจึงพาคนทั้งหมู่บ้านทำนาน้ำไปด้วยกัน ทั้งยังจับมือขายก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศกับพี่เป้าและนายท่านผู้เฒ่าซุนกันเล่า?
ไม่ใช่เพราะกลัวว่าขุมทรัพย์เล็กน้อยในมือจะดึงดูดความสนใจของคนอื่น ถูกคนอื่นแย่งชิงไปหรอกหรือ?
แต่จะรอบคอบระมัดระวังอย่างไร เย่อวี๋หรานก็ยังได้เข้าคุกไปแล้วหนหนึ่ง แล้วจะกล้าทำเรื่องสุ่มเสี่ยงอีกได้อย่างไร ถ้าถูกคนเพ่งเล็งทั้งที่ยังหาเงินไม่ได้ แบบนั้นก็เสียหายหนักแล้ว
ครอบครัวพวกเขามีต้นทุนต่ำ ไม่อาจทำเรื่องสุ่มเสี่ยงเช่นนั้น
“แล้ว…จะทำอย่างไรดี?” จูอู่กล่าวอย่างกลัดกลุ้ม “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เรื่องนี้จะเอาอย่างไร? ท่านคิดจะไปตายเอาดาบหน้างั้นรึ?”
“เพราะอย่างนี้ ข้าถึงได้กลุ้มใจอย่างไรเล่า” จูซานจะบอกได้อย่างไรว่าความจริงแล้วสิ่งที่จูอู่พูดมานั้นเขาก็เคยคิดแล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกมารดาปัดตกไปจนหมด
จูซื่อมองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างออกจะสงสัย “ที่จริงข้าไม่ค่อยเข้าใจเลยว่าพวกท่านกลุ้มใจเรื่องอะไรกัน ตอนแรกที่พวกเราไปตำบลอันจิ่วก็ไม่ได้มีคนคุ้นเคยที่นั่นเสียหน่อย ตอนเจ้าเจ็ดไปสอบเสี้ยนซื่อที่ตำบลอี้คัง พวกเรามีคนรู้จักด้วยหรือ? นายอำเภออวี้กับคุณชายเยี่ยนอะไรนั่นก็เพิ่งไปรู้จักกันหลังจากไปถึงที่นั่นแล้วไม่ใช่หรือไร?”
“นายอำเภออวี้ยังเขียนจดหมายแนะนำให้เจ้าเจ็ดอีกต่างหาก เป็นเรื่องดีงามปานไหน”
“ยังมีคุณชายเยี่ยนผู้นั้น เขายังเขียนจดหมายถึงเจ้าเจ็ดอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่รึ?”
“นี่เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ? ถึงเวลาเดี๋ยวก็หาวิธีแก้ไขได้เอง บางทีพอไปถึงเมืองผู่โซ่วแล้ว ท่านอาจพบวิธีรับมือก็ได้”
“มัวมานั่งคิดอยู่ตรงนี้ ปัญหาที่จะได้พบคืออะไรท่านก็ยังไม่รู้ แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรกัน?”
……
วาจาของจูซื่อทำให้จูซานกับจูอู่ได้สติคืนมา
จริงด้วย พวกเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้เจอปัญหาอะไร สถานการณ์ที่จะได้เจอเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ แล้วจะคิดหาวิธีรับมือได้อย่างไร?
ได้แต่วิเคราะห์ไปตามสถานการณ์แล้ว
“พี่สี่ ไม่เลวเลยนี่ ท่านก็มีเวลาที่ฉลาดด้วยสินะ” จูอู่ยิ้มกว้างพลางตบหลังจูซื่ออย่างหนักหน่วง
จูซื่อถูกตบหลังจนคะมำไปข้างหน้า “เฮ้ ๆๆ ทำอะไรของเจ้า? ทำอย่างกับข้าเป็นคนโง่งั้นแหละ ข้าไม่ใช่พี่ใหญ่กับพี่รองเสียหน่อย คิดอะไรอยู่?”
จูอู่หัวเราะโดยไม่ออกเสียง “ใช่แล้ว ๆๆ…ท่านเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในบ้านแล้ว!”
น้ำเสียงหลอกเด็กอย่างนั้น ชวนให้คนหงุดหงิดอย่างยิ่ง
จูซื่อถลึงตาใส่ “คำพูดของเจ้าฟังดูแปลก ๆ อยู่นะ?”
จูซานหัวเราะขึ้นมาจากข้าง ๆ “ฮ่า ๆๆๆ…มีพวกเจ้าสองคนอยู่ด้วย รู้สึกเหมือนภาระบนบ่าข้าเบาลงเยอะเลย”
“ท่านมีภาระอะไรกัน พี่สาม?” จูซื่อพูด “ลูกชายท่านข้าก็เป็นคนเลี้ยง นาก็ไม่ต้องทำ ทั้งยังไม่ต้องเรียนหนังสือ ท่านแค่ต้องร่อนเร่ตามเจ้าเจ็ดอยู่ข้างนอกนั่น นอกจากได้ไปเปิดหูเปิดตาแล้ว ยังอาจได้ตบแต่งภรรยาจากในตำบลกลับมาด้วยอีกต่างหาก ดีจะตายไป! เป็นใครก็คงอิจฉาท่านกันทั้งนั้น”
“อุ๊บ…น้องสี่ เจ้าพูดถูก! พี่สามแค่ไปร่อนเร่อยู่ข้างนอก!” จูอู่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
ในสายตาของคนนอก สถานการณ์ของพี่สามในตอนนี้ก็คือแบบนี้ไม่ใช่หรือ?
จูซานทั้งฉุนทั้งขัน “เจ้านี่ช่าง…สรุปได้ดีจริง ๆ! ไม่อย่างนั้น พวกเรามาเปลี่ยนกันดูดีไหม? ข้าเลี้ยงลูกชายแทนเจ้า เจ้าไปดูแลเจ้าเจ็ดที่เมืองผู่โซ่วแทนข้า?”
จูซื่อย่อมตระหนักถึงความยากของเรื่องนี้ดี จึงตอบกลับทันควัน “ข้าจะไปทำไม? ข้าเป็นคนที่มีเมียแล้วนะ ข้าไม่ไปร่อนเร่อยู่ข้างนอกนั่นหรอก ใครใช้ให้ท่านไม่มีเมียกันล่ะ ท่านแม่ปล่อยท่านออกไปก็เพื่อให้ท่านไปหาเมียสักคนกลับมาน่ะสิ พี่สาม ถ้าท่านหาเมียกลับมาไม่ได้ก็จะขายหน้าจริง ๆ แล้วนะ!”
ก่อนหน้านี้ยังกลุ้มใจคิดไม่ตก แต่พอจูซื่อกล่าวเช่นนี้ จูซานก็ไม่มีปัญญาจะกลุ้มใจต่อไปอีกแล้ว
เขาคิดว่าจูซื่ออาจพูดถูกก็ได้ ต่อให้เขาคาดการณ์เรื่องราวอยู่ที่นี่ไว้มากมายเพียงใด แต่หากไปถึงเมืองผู่โซ่วแล้วสถานการณ์ไม่เหมือนกับที่คิดไว้เล่า?
นอกจากนี้ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิด
แม้ว่านายอำเภออวี้กับคุณชายเยี่ยนจะไม่นับเป็นเส้นสายของครอบครัวตนเอง แต่ยังมีจดหมายแนะนำจากนายอำเภออวี้กับจดหมายจากคุณชายเยี่ยน อย่างแรกช่วยเปิดทางเข้าสู่โจวเสวียให้พวกเขา อย่างหลังช่วยให้พวกเขาได้รับรู้ข่าวสารของโลกภายนอก
“ข้านึกออกแล้ว บางทีพวกเราอาจให้เจ้าเจ็ดถามคุณชายเยี่ยนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เมืองผู่โซ่วก็ได้” จูซานระบายยิ้มออกมา “เมื่อกี้นี้ข้าคงหมกมุ่นเกินไปเอง!”
“ฮ่า ๆๆๆ…ข้าบอกแล้วใช่ไหม เดี๋ยวก็จะหาทางได้เอง เห็นหรือยัง?” จูซื่อกล่าวอย่างได้อกได้ใจ
จูอู่กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เห็นแล้ว ข้าถึงได้ชมว่าท่านเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในบ้านอย่างไรเล่า! ฮ่า ๆๆๆ…”
เมื่อถึงเวลาอาหารมื้อเย็น เย่อวี๋หรานก็สังเกตเห็นว่าจูซานผ่อนคลายลงแล้ว
นางเลิกคิ้วเล็กน้อย: หรือว่าเขาจะคิดวิธีรับมือได้แล้ว?
สายตากวาดผ่านเลยไปช้า ๆ
วันหยุดของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าสิ้นสุดลงก็ถึงเวลาต้องกลับไปเรียนที่สำนักศึกษา
จูต้ากับจูเอ้อร์ทำใจให้คนอื่นแตะต้องเกวียนเทียมวัวของพวกเขาไม่ได้ ทั้งสองคนจึงผลัดกันไปรับไปส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า วันนี้เจ้า พรุ่งนี้ข้า
ถ้าปลีกตัวไม่ได้จริง ๆ ถึงจะส่งต่อเกวียนเทียมวัวให้คนอื่นด้วยสีหน้าเสียดาย
เห็นพี่ใหญ่กับพี่รองของตนอาลัยอาวรณ์เกวียนเทียมวัวของที่บ้านขนาดนั้น จูซื่อกับจูอู่ก็ลอบอมยิ้ม
ทว่าไม่ใช่รอยยิ้มหยัน เพียงรู้สึกว่าตลกดีก็เท่านั้น
นับตั้งแต่ที่บ้านมีเกวียนเทียมวัว พี่ใหญ่กับพี่รองของพวกเขาก็ขยันขันแข็งกว่าเดิมจนสังเกตได้ เวลาคุยกับคนอื่นก็คุยอย่างออกรสออกชาติ
ไม่รู้ว่ามีความมั่นใจมากขึ้น หรือถูกคนอื่นพูดเอาใจจนตัวลอยไปแล้ว ถึงแต่ละวันจะต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยเพียงใด พี่ชายทั้งสองก็แลดูคึกคักฮึกเหิมอยู่ตลอด
เมื่อมีวัวแล้วก็ย่อมมีปัญหาเรื่องการปล่อยวัวกินหญ้าตามมา
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเรียนหนังสือ ซานเป่ากับซื่อเป่าอายุยังน้อย ดังนั้นงานดูแลวัวจึงตกเป็นหน้าที่ของเด็กสกุลหลี่ว์ทั้งสามคน
จูต้ากับจูเอ้อร์กำชับภรรยาของตนให้รั้งเด็กคนหนึ่งเอาไว้ในบ้าน ไม่ให้พวกนางออกไปด้วยกันสามคน นี่คือด่านแรก
ด่านที่สอง ตอนที่พวกนางพาวัวออกไปกินหญ้าก็จะกำชับให้คนอื่นในหมู่บ้านพาไป ช่วยจับตามองให้อีกที…ถ้าคนหนีไปก็ไม่เป็นไร แต่วัวไม่อาจหายไปเป็นอันขาด
เรื่องจับตามองเช่นนี้ พวกผู้ชายกระทำกันโดยไม่กระโตกกระตาก สกุลจูไม่มีใครจับสังเกตได้สักคน
เพราะพวกเขาเข้าใจว่า จูต้ากับจูเอ้อร์หวงแหนวัวของที่บ้านมากเกินไปนั่นเอง!
ความเข้าใจผิดนี้ช่วยคลี่คลายความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นไปโดยปริยาย
“อาเล็ก อาเล็ก มีข่าวดีขอรับ ศิษย์พี่เจี้ยนถงสอบผ่านแล้ว”
เอ้อร์เป่ากระโดดลงจากเกวียนเทียมวัวพร้อมกับส่งเสียงร้องอย่างดีอกดีใจ คนทั้งบ้านก็ได้ทราบข่าวกันถ้วนหน้า
“สอบผ่านแล้ว? เป็นศิษย์ร่วมสำนักที่แซ่หลิวใช่ไหม? ตอนช่วงข้ามปี ครอบครัวเขายังไหว้วานให้คนเอาของขวัญปีใหม่มาให้…” หลี่ซื่อรู้จักคนผู้นี้ ถึงจะไม่เคยพบหน้า แต่ฝ่ายนั้นมีการติดต่อกับจูชีอยู่บ่อย ๆ
แต่กล่าวตามตรงแล้ว นับแต่จูชีสอบเป็นซิ่วไฉได้ คนที่ยินดีไปมาหาสู่กับจูชีก็มีมากขึ้นทุกที
หากไม่ส่งจดหมายมา ก็มักส่งสิ่งของที่หาได้เฉพาะในท้องถิ่นตนเองมาให้
คนที่หลี่ซื่อยินดีต้อนรับมากที่สุดย่อมจะเป็นคุณชายเยี่ยนจากตำบลอี้คังผู้นั้น เพราะทุกครั้งที่ส่งสิ่งของมาก็มักจะใจป้ำกว่าใคร
ต่อให้เป็นคนโง่ยังมองออกมาว่าคุณชายเยี่ยนผู้นี้มีฐานะไม่ธรรมดา