ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 704 หนึ่งในคนที่รวยที่สุดในสกุลจู
บทที่ 704 หนึ่งในคนที่รวยที่สุดในสกุลจู
แน่นอนว่าเมื่อคนอื่นส่งของขวัญมาให้ ฝ่ายผู้รับก็ต้องส่งของขวัญตอบแทนกลับไป
มีให้มีรับ ความสัมพันธ์จึงจะสามารถเพาะสร้างขึ้นมาได้
ทุกครั้งเย่อวี๋หรานจะเป็นคนตรวจสอบด้วยตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
“ใช่ขอรับ ก็คือเขา อาสะใภ้สี่จำได้ด้วย” เอ้อร์เป่าประหลาดใจ
“แน่นอนสิ เขาเป็นบัณฑิตเชียวนะ ข้าก็ต้องจำได้อยู่แล้ว” หลี่ซื่อกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “นี่เป็นข่าวดีจริง ๆ อาเล็กของพวกเจ้ากังวลใจเรื่องนี้มาตลอด เจ้ารีบไปบอกเขาเถอะ ทำให้เขาดีใจสักหน่อย”
“อ้อ จริงด้วย” เพิ่งพูดจบ หลี่ซื่อก็นึกขึ้นมาได้ “ยังมีคุณชายเยี่ยนอีกคนไม่ใช่รึ? พวกเจ้าได้ข่าวของคุณชายเยี่ยนบ้างไหม?”
เวลานั้น ต้าเป่าก็เดินเข้ามาจากข้างนอก
เขาพูดว่า “คุณชายเยี่ยนไม่ใช่คนตำบลอันจิ่ว การสอบฝู่ซื่อเพิ่งจะเสร็จสิ้นลงเมื่อไม่นานมานี้ ข่าวจึงไม่ได้มาถึงไวขนาดนั้น แต่ข้าคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไรนะขอรับ ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะอาเล็กสอบได้ดีเป็นพิเศษ ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อก็คงเป็นของเขาแล้ว”
“แบบนั้นก็ดีแล้ว สอบผ่านทุกคนถึงจะเป็นข่าวดี! ข้าไปหาย่าของพวกเจ้าดีกว่า ไปถามว่าต้องเตรียมของขวัญแสดงความยินดีเอาไว้หรือไม่” หลี่ซื่อย่อมอยากให้คนใกล้ชิดของจูชีมีถงเซิงหรือซิ่วไฉเพิ่มมาหลาย ๆ คน คนเหล่านี้ก็คือเส้นสายทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?
คนไม่จำเป็นต้องมาเอง แต่ของขวัญจำเป็นต้องส่งไปให้
จูชีกำลังเล่านิทานให้ซานเป่ากับซื่อเป่าฟังอยู่ในเรือนหลังใหม่ ครั้นได้ยินข่าวที่เอ้อร์เป่านำมาบอกก็ยิ้มออกมาด้วยความยินดี “ยอดเยี่ยมไปเลย! ในที่สุดศิษย์พี่ก็สมหวังแล้ว!”
จะทึ่มแค่ไหน เขาก็ทราบว่าครอบครัวหลิวเจี้ยนถงฐานะไม่ดี การส่งเขาเรียนหนังสือจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ตัวเขาเองก็เป็นเช่นเดียวกัน พากเพียรเรียนหนังสือท่องตำราถึงเพียงนั้น ทำไปเพื่ออะไรกัน?
ล้วนเป็นเพราะกลัวว่าที่บ้านจะส่งเรียนเสียเปล่า สอบไม่ผ่านไม่ใช่หรือ?
“ฮิ ๆๆ…อาจารย์เสินบอกว่าศิษย์พี่โชคดี เจอโจทย์ที่เขาค่อนข้างเชี่ยวชาญก็เลยสอบผ่าน แต่อันดับไม่ดีนัก เกรงว่าคงไม่ได้ไปเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อแล้ว”
“ทำไมล่ะ?” จูชีสงสัย “สอบผ่านฝู่ซื่อแล้วไม่ใช่หรือ? สอบผ่านแล้วก็สามารถสอบรอบเยวี่ยนซื่อได้แล้วนี่”
เอ้อร์เป่าไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จึงบอกให้ต้าเป่าเป็นคนอธิบาย
ต้าเป่ากล่าวว่า “อาเล็ก ไปสอบก็ต้องใช้เงินนะขอรับ ยังแพงกว่าค่าเล่าเรียนของพวกเราเสียอีก”
“อาจารย์พาพวกท่านไปสอบเสี้ยนซื่อ พักด้วยกันห้องละสองคน ทั้งยังเป็นคนรู้จักของอาจารย์ ทุกคนถึงได้ใช้เงินน้อยลง แต่ฝู่ซื่อทำแบบนั้นไม่ได้ อาจารย์ไม่อาจพาคนทั้งกลุ่มไปพักในโรงเตี๊ยมเพื่อศิษย์พี่เจี้ยนถงคนเดียว ศิษย์พี่เจี้ยนถงจึงต้องไปคนเดียว”
“ท่านลองคิดดูนะขอรับ เดินทางไปคนเดียว พักห้องเดี่ยว ต่อให้เป็นโรงเตี๊ยมราคาถูกที่สุด แต่ต้องพักติดต่อกันหลายคืน ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ อยู่ดี”
“ไม่เพียงแค่นี้ ยังมีค่าเชิญให้คนเขารับรอง ค่าอุปกรณ์เข้าสอบ…ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ต้องใช้เงินมากกว่ายี่สิบสามสิบตำลึงแล้ว”
“นี่ยังเป็นเพียงฝู่ซื่อ ถ้าเป็นการสอบเยวี่ยนซื่อก็ต้องทบเท่าเข้าไปอีก”
“อาเล็ก ท่านคิดว่าจะมีสักกี่คนที่สามารถจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนั้นได้ขอรับ?”
……
หากว่ากันตามความเป็นจริง นับแต่การสอบเสี้ยนซื่อ ฝู่ซื่อ ไปจนถึงเยวี่ยนซื่อ หากไม่มีเงินมากกว่าร้อยตำลึง ก็ต้องอาจตัดใจจากการสอบเพราะความจนล้วน ๆ
จูชีเพียงเข้าร่วมการสอบเสี้ยนซื่อรอบเดียวก็ได้เป็นซิ่วไฉ ไม่รู้ว่าประหยัดเงินที่บ้านไปไม่รู้เท่าไหร่ กอปรกับทุนสมทบผู้มีความเป็นเลิศที่เขาได้รับมา จึงกลายเป็นว่าเขาได้รับเงินจำนวนมากแทนเสียอีก
นี่ยังเป็นหนึ่งในเหตุผลที่พอคนสกุลจูได้ยินว่าจูชีสอบเป็นซิ่วไฉได้ในคราวเดียวก็ตื่นเต้นดีใจขนาดนั้น
ไม่เพียงได้ตำแหน่งซิ่วไฉ ยังประหยัดเงินอีกต่างหาก นี่เป็นเรื่องยอดเยี่ยมไปเลยไม่ใช่หรือ?
จูชีไม่ใช่คุณชายสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องทุกข์ร้อนเรื่องเงิน ยามปกติเย่อวี๋หรานจึงสอนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ให้เขาไม่น้อย สิ่งที่แม้แต่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ยังเข้าใจ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่เข้าใจ ดังนั้น เมื่อต้าเป่าเริ่มคำนวณจำนวนเงิน เขาก็พอจะเข้าใจได้แล้ว
ต่อให้ศิษย์พี่เจี้ยนถงสอบผ่าน แต่ปีนี้เกรงว่าไม่อาจสอบต่อไปได้แล้ว เพราะว่าไม่มีเงิน
เงินยี่สิบสามสิบตำลึงนั้นเป็นการสนับสนุนจากคนทั้งครอบครัวแล้ว ต่างคนต่างออกเงินคนละเล็กละน้อยค่อยรวบรวมมาได้จนครบ ยังจะมีเงินเหลือให้หลิวเจี้ยนถงไปสอบเยวี่ยนซื่ออีกเสียที่ไหน?
“ช้าก่อน สอบผ่านแล้วจะได้รับเงินรางวัลไม่ใช่หรือ?”
จูชีพลันนึกขึ้นมาได้ ตอนที่เขาสอบเป็นซิ่วไฉได้ นอกจากทุนสมทบแล้วยังมี ‘เงินรางวัล’ ที่ทางการมอบให้อีก
เมื่อรวมกับของขวัญแสดงความยินดีที่นายท่านผู้เฒ่าซุน พี่เป้า และคุณชายเยี่ยนส่งมาให้ รวมเข้าด้วยกันแล้วก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย ตอนที่มารดาของเขาทำบัญชีเสร็จยังเอามาให้เขาดูโดยเฉพาะ แล้วบอกให้เขาลงนาม
มองเพียงผิวเผิน เขาเพียงได้รับเงินรางวัลและทุนสมทบจากทางการ แต่ความจริงแล้วเขายังได้รับจากช่องทางอื่นอีกไม่น้อย กลายเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดของสกุลจูในก้าวเดียว
มารดาบอกว่า “ตอนนี้ นอกจากข้าที่เป็นแม่เจ้าแล้ว เจ้ากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในครอบครัวพวกเราแล้วนะ!”
แน่นอนว่ามารดาไม่ให้เขาบอกเรื่องนี้ต่อคนอื่น รวมถึงพี่สามด้วยเช่นกัน
“ทำไมถึงบอกพี่สามไม่ได้ล่ะขอรับ?” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ
มารดาปรายตามองเขาแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้พี่สามของเจ้าไม่มีเงิน เจ้าอยากให้พี่สามอิจฉาเจ้างั้นรึ?”
จูชี “…”
ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
“เงินทองเป็นของร้อน หากไม่ระวังเอาไว้ก็อาจทำให้คนอื่นในครอบครัวไม่พอใจได้ ดังนั้นเจ้าต้องเหยียบเอาไว้ให้มิด ห้ามไปพูดกับใครเด็ดขาด แน่นอนว่าถ้าที่บ้านประสบปัญหา เจ้าก็สามารถควักเงินออกมา บอกว่าเจ้าหาวิธีหยิบยืมมาอีกที ตอนนี้เจ้ามีมิตรสหายของตัวเองแล้ว จะหยิบยืมเงินมาได้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก พวกเขาก็จะไม่คิดมาก ในเมื่อเจ้าให้ยืมก็ต้องให้พวกเขาเขียนสัญญายืมเงินเอาไว้ด้วย ถึงเวลาจะได้คืนให้เจ้า เจ้าค่อยเอาไปคืนให้คนอื่น”
“…แต่นั่นเป็นเงินของข้าไม่ใช่หรือขอรับ?”
“พี่น้องยังต้องแจกแจงเรื่องเงินให้ชัดเจน พี่ชายพี่สะใภ้ของเจ้า ข้าเคยห้ามไม่ให้พวกเขาทำสัญญาชำระหนี้ด้วยหรือ?”
จูชี “…”
เอาเถอะ มารดาของเขาก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร
จู่ ๆ ก็กลายเป็นหนึ่งในคนที่รวยที่สุดในบ้าน แต่กลับไม่สามารถบอกใครได้ ความรู้สึกแบบนี้ช่างแปลกพิกล
โชคดีที่จูชีไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว ไม่พูดก็ไม่พูด ไม่ได้มีผลกับเขามากนัก
และก็เพราะเขาเป็นคนมีเงิน ดังนั้นเมื่อเขาใคร่ครวญแล้วก็พบว่าการคิดบัญชีของต้าเป่ามีปัญหา คิดว่าลืมนับ ‘เงินรางวัล’
สมองของต้าเป่าปราดเปรียวปานไหน ทั้งยังความรู้สึกไวต่อตัวเลขอีกต่างหาก ไฉนเลยจะไม่รู้ว่าหลังจากอาเล็กของตนสอบเป็นซิ่วไฉได้แล้ว เขาได้รับเงินรางวัลมากน้อยเพียงใด
ตอนจัดงานเลี้ยงฉลอง เขายังเป็นคนเขียนรายการของขวัญที่คนอื่นส่งมาร่วมแสดงความยินดีอีกด้วย แต่ท่านย่ากำชับเขาว่า “ต้าเป่า นี่เป็นบททดสอบที่ย่ามอบให้เจ้า นอกจากเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะลงบัญชี เขียนรายการของขวัญ ขณะเดียวกันเจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะปิดปากเงียบให้ได้ด้วย”
“ตอนนี้เจ้าอาจยังไม่เข้าใจ แต่ไม่เป็นไร รอจนเจ้าโตเท่าอาเล็กของเจ้าก็จะเข้าใจเอง”
ท่านย่ากล่าวพลางลูบศีรษะของเขา พูดว่านางเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ ต้าเป่าจะทำได้ดีกว่าอาเล็กของเขาเสียอีก
มองเงินในกองของขวัญเหล่านั้น ดวงตาของต้าเป่าก็เป็นประกาย แต่เมื่อคิดถึงบททดสอบที่ท่านย่ามอบให้เขา เขาก็ได้แต่ปิดปากเงียบเอาไว้
เขาคิดว่าท่านย่าพูดถูก วันหน้าข้าจะทำให้ดียิ่งกว่าอาเล็ก!
ต่างจากเอ้อร์เป่าที่อายุยังน้อยและมักถูกเขาเบี่ยงเบนความสนใจ ต้าเป่ากลายเป็นคนที่สองในบ้านที่ทราบว่าอาเล็กรวยแล้ว
แต่เห็นได้ชัดว่าอาเล็กของเขาไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องนี้
ต้าเป่าอ่อนใจอยู่บ้าง เขาพูดว่า “อาเล็ก ท่านคงไม่ได้คิดว่าคนอื่นได้รับเงินรางวัลเหมือนท่านกันหมดทุกคนหรอกนะ?”