ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 705 เจ้าแพ้แล้ว
บทที่ 705 เจ้าแพ้แล้ว
ต้าเป่าจำต้องช่วยจูชีคำนวณอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่เงินรางวัลที่ทางการให้มาไปจนถึงทุนสมทบ แจกแจงให้จูชีฟังไปทีละอย่าง
แน่นอนว่าเขาไม่ได้นับรวมเงินแสดงความยินดีที่นายท่านผู้เฒ่าซุน พี่เป้า และคุณชายเยี่ยนส่งมาให้ เรื่องพวกนี้เป็นความลับไม่ใช่หรือ?
“เห็นหรือยังขอรับ อาเล็ก ท่านเป็นซิ่วไฉ นายอำเภออวี้กับนายอำเภอไต้จึงมอบเงินรางวัลให้ท่าน ทั้งยังเป็นจำนวนเงินสูงสุดอีกด้วย”
“แต่ท่านสังเกตไหมขอรับว่า เงินรางวัลก็เหมือนกับทุนสมทบ มีแต่คนที่สอบได้อันดับต้น ๆ ถึงจะได้”
“ถึงศิษย์พี่เจี้ยนถงจะสอบผ่าน แต่ทุกครั้งล้วนสอบได้อันดับท้าย ๆ ท่านคิดว่าเรื่องพวกนี้จะเวียนไปถึงเขาหรือขอรับ?”
……
ก็คงเวียนไปไม่ถึงอยู่แล้วสิ! จูชีรับฟังวาจาของต้าเป่าแล้วค่อยตระหนักว่าอันดับที่สอบได้ยังมีผลกับเงินรางวัลอีกด้วย
สอบได้ที่หนึ่งย่อมเป็นจำนวนเงินสูงสุดอยู่แล้ว
อันดับต้น ๆ รองลงมายังสามารถได้รับเงินรางวัลอยู่บ้าง
แต่ถ้าเป็นอันดับกลาง ๆ หรือท้าย ๆ ก็ไม่เหลืออะไรให้แล้ว
“พูดถึงเรื่องนี้ ข้าขอถามอาเล็กสักคำ ถ้าศิษย์พี่เจี้ยนถงไม่ใช่ศิษย์พี่ของพวกเรา ท่านยังจะจำชื่อคนที่สอบได้อันดับท้าย ๆ ได้อยู่ไหมขอรับ?” ต้าเป่าถามมาอีกครั้ง
จูชีอึ้งไปเล็กน้อย เพราะเขารู้ว่าตนเองมีความสามารถผ่านตาไม่ลืมเลือน แต่พอต้าเป่าถามเช่นนี้ เขากลับพบว่า
ข้าจำไม่ได้หรือเนี่ย?!
“จำไม่ได้ใช่ไหมขอรับ?”
“อืม” จูชีนึกเศร้าใจ “ดูเหมือนว่าความจำของข้าจะไม่ได้ดีอย่างที่ทุกคนพูด”
เดิมทีก็ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ หากปราศจากความสามารถผ่านตาไม่ลืมเลือนนี้แล้ว ต่อไปเขาจะเรียนหนังสือได้อย่างไร?
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความจำหรอกขอรับ” ต้าเป่าหลุดยิ้มออกมา เขาพูดต่อไปว่า “อาเล็ก ท่านลืมไปแล้วหรือว่าตอนนั้นใครเป็นคนไปดูผลสอบ? เป็นคนอื่นต่างหาก ทุกคนมองหาแต่ชื่อที่ตัวเองคุ้นเคย จะมีสักกี่คนที่สนใจชื่อคนอื่น? สาเหตุที่คนอื่นจำชื่อของท่านได้ก็เป็นเพราะท่านสอบได้ที่หนึ่ง ท่านเป็นซิ่วไฉ…สำหรับคนแปลกหน้ากันแล้ว พวกเขาสนใจแค่รายชื่อต้น ๆ เท่านั้น เพราะสอบได้อันดับต้น ๆ จึงมีโอกาสสอบผ่านในรอบต่อไปมากกว่า และมีโอกาสเป็นขุนนางมากกว่า”
ต้าเป่ายังถามจูชีว่า ถ้าเขาไม่ได้สอบได้ที่หนึ่งของการสอบเสี้ยนซื่อ ชิงที่หนึ่งมาจากคุณชายเยี่ยน คุณชายเยี่ยนยังจะจำเขาได้หรือไม่?
จูชีพูดอะไรไม่ออก
เพราะเขาทราบว่าต้าเป่าพูดถูก
เขาเพิ่งจะเข้าใจถ่องแท้ก็ตอนนี้เองว่าถึงหลิวเจี้ยนถงจะมีตำแหน่งติดตัวเหมือนเขา แต่คนที่ทุกคนจำได้ก็มีเพียงเขาที่เป็นเสี้ยนอั้นโฉ่ว แม้เขาจะไปสอบเพียงรอบเดียวและบังเอิญคว้าที่หนึ่งมาได้ก็ตาม ไม่ใช่หลิวเจี้ยนถงที่สอบเป็นถงเซิงได้เหมือนกัน โดยพยายามสอบไปทีละสนามอย่างยากลำบาก
“หมายความว่า ถ้าข้าสอบได้ไม่ดีในรอบเยวี่ยนซื่อก็จะ…”
จูชีไม่ได้พูดไปจนจบ แต่ต้าเป่าฟังเข้าใจแล้ว
อาเล็กกังวลใจว่าถ้าเขาสอบได้ไม่ดีก็จะไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นในตอนนี้และทำให้ทุกคนผิดหวัง
เขายิ้มขณะพูดว่า “อาเล็ก ท่านคิดอะไรอยู่ขอรับ? ไม่ว่าท่านจะสอบได้ดีหรือไม่ดีก็ยังเป็นอาเล็กของพวกข้าเหมือนเดิม ใช่ไหม เอ้อร์เป่า?”
“ฮื่อ ๆ! แน่นอนอยู่แล้ว ในใจของข้าอาเล็กร้ายกาจตลอดกาล” เอ้อร์เป่าฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่เขาเห็นด้วยกับวาจาของพี่ชายตัวเองยิ่งนัก
ข้างนอกนั้น เย่อวี๋หรานที่ตั้งใจว่าจะมาปรึกษาจูชีเรื่องของขวัญแสดงความยินดี คิดไม่ถึงเลยว่าตนเองมาช้าเพียงไม่กี่ก้าว แต่กลับมาได้ยินเด็ก ๆ ในบ้านพูดเรื่องนี้เข้าโดยบังเอิญ
อื้ม ต้าเป่าไม่ทำให้นางผิดหวัง!
เขาเพิ่งอายุเท่าไหร่เอง แต่กลับพูดโน้มน้าวคนอื่นได้ขนาดนี้
ประเด็นสำคัญก็คือมีเหตุผลอย่างมาก
นางครุ่นคิดเล็กน้อยจึงตัดสินใจว่าให้เวลาอากับหลาน ๆ สักหน่อยจะดีกว่า ตอนเย็นค่อยมาหาจูชีใหม่อีกครั้ง
หลี่ซื่อกำลังคุยกับคนอื่นเรื่องของขวัญแสดงความยินดีอยู่ ทันใดนั้นก็เห็นแม่สามีเดินกลับมาจึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายไปคุยกับจูชีเรียบร้อยแล้ว นางถามว่า “ท่านแม่ พวกเราส่งอะไรไปดีเจ้าคะ?”
“ตอนเย็นค่อยว่ากันเถอะ พวกเจ้าทำงานของตัวเองไปก่อน!” เย่อวี๋หรานตอบ
“ไม่…ไม่เตรียมตอนนี้หรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อฉงน พูดมาอีกว่า “ไม่อย่างนั้นก็อาจไม่ทันเกวียนเทียมวัวที่จะไปส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้าตำบลตอนเช้าวันพรุ่งนี้แล้วนะเจ้าคะ”
นับแต่ที่บ้านมีเกวียนเทียมวัว การจะไปหาซื้อหรือส่งสิ่งของอะไรก็สะดวกขึ้นมาก
หลี่ซื่อส่งของให้บ้านมารดามาหลายครั้งหลายคราแล้ว
เย่อวี๋หรานเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ไม่ทันตอนเช้า ตอนบ่ายก็ได้เหมือนกัน แค่ช้ากว่าเดิมไม่กี่วัน คนเขาไม่ถือสาหรอก”
“เจ้าค่ะ” แม่สามีพูดเช่นนี้แล้ว หลี่ซื่อยังจะทำอย่างไรได้?
ได้แต่ทำตามคำแม่สามีน่ะซิ
ในเมื่อสกุลจูยังทราบข่าวแล้ว ทางด้านสำนักศึกษาสกุลเสินก็ต้องได้ทราบข่าวก่อนแล้วเป็นแน่
อาจารย์เสินกระหยิ่มใจอยู่บ้าง พอลูกศิษย์แยกย้าย เขาก็ตรงไปเรือนหลัง
“ฮูหยิน เจ้าแพ้แล้ว!”
“แพ้ก็แพ้สิ ข้าได้ถงเซิงมาเป็นลูกเขยทั้งคน ดีจะตายไป” เสินฮูหยินไม่คิดว่าตนเองแพ้แล้วจะเป็นไร ก็เหมือนที่นางพูด ถ้าแพ้ก็ได้ถงเซิงคนหนึ่งมาเป็นลูกเขย ถ้าชนะก็แค่หาลูกเขยคนใหม่
อาจารย์เสินหลุดยิ้มออกมา เพราะเขาไม่คิดเลยว่าตนเองอายุปูนนี้แล้ว ยังจะมาถือสาเรื่องการเดิมพันกับภรรยาถึงเพียงนี้
เขาหัวเราะน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น…เรื่องนี้ก็ตกลงกันตามนี้ใช่ไหม?”
“อื้ม! รอให้เขากลับมา ท่านก็ไปพูดกับเขา” เสินฮูหยินกล่าว “ส่วนข้าก็จะไปเปรย ๆ กับลูกสาว ให้นางรับรู้เอาไว้”
“เรื่องนี้ยังไม่แน่นอน ไปบอกลูกเร็วขนาดนี้ไม่ดีกระมัง?”
“ไม่ดีตรงไหน? ท่านไปถามความเห็นของลูกศิษย์ตัวเองได้ แต่ไม่อนุญาตให้ข้าไปถามความเห็นของลูกสาวอย่างนั้นรึ? ไม่แน่ว่าลูกศิษย์ของท่านยินดี แต่ลูกสาวของท่านอาจไม่ยินดีก็ได้นี่” ความจริงแล้วเสินฮูหยินกังวลใจอยู่บ้าง เพราะจากเสี้ยนซื่อมาจนถึงฝู่ซื่อนั้นห่างกันเพียงสองเดือน นางกลัวว่าลูกสาวอาจรับไม่ไหว
แต่เรื่องมงคลก็เป็นเช่นนี้ เมื่อพลาดหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีโรงเตี๊ยมแห่งเดิมอีกแล้ว
ประจวบกับอาจารย์เสินถูกใจหลิวเจี้ยนถงพอดี หลิวเจี้ยนถงก็มีความสามารถ สอบเป็นถงเซิงกลับมาได้ ถ้าพวกตนไม่รีบหมั้นหมายเอาไว้ก็คงมีคนอื่นมาทาบทามหลิวเจี้ยนถงไปเป็นลูกเขยแน่นอน
“ลูกเอ๋ย ลูกศิษย์คนนั้นของพ่อเจ้าสอบเป็นถงเซิงได้แล้วนะ”
เมื่อมาพบลูกสาว เสินฮูหยินก็พูดออกมาอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
เสินอิงอวี่อึ้งไป “สอบ…ผ่าน…แล้วหรือเจ้าคะ?”
“สอบผ่านแล้ว!” เสินฮูหยินกล่าวทวนอีกครั้งพลางพินิจสีหน้าของลูกสาว “วันนี้เพิ่งได้รับข่าว คนในสำนักรู้กันหมดแล้ว ทุกคนกำลังดีใจแทนพ่อเจ้า ปีนี้มีลูกศิษย์ของพ่อเจ้าห้าคนที่เข้าร่วมการสอบ มีคนสอบผ่านถึงสองคน คนหนึ่งได้เป็นซิ่วไฉ อีกคนได้เป็นถงเซิง เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในตำบลอันจิ่วมาก่อนเลยนะ”
“สัดส่วนคนที่สอบผ่านก็ถือว่าสูงทีเดียว สอบห้าผ่านสองเชียวนะเจ้าคะ” เสินอิงอวี่นึกดีใจแทนบิดา “การรับสมัครลูกศิษย์เข้าเรียนปีหน้าคงง่ายกว่าเดิมแล้ว”
“แน่นอน แต่เกรงว่าความกดดันของพ่อเจ้าก็คงมากตามไปด้วย เพราะปีนี้สอบได้ดีปานนั้น ปีหน้าคงมีคนตั้งความหวัง แต่เรื่องดีเช่นนี้จะเกิดขึ้นทุกปีได้อย่างไร? ถ้าง่ายดายขนาดนั้นก็คงไม่มีคนที่เรียนทั้งชีวิตก็ยังสอบไม่ผ่านแล้ว”
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่ ทุกคนรู้ดีว่าการสอบเคอจวี่ไม่ใช่เรื่องง่าย สอบผ่านหรือสอบไม่ผ่านยังไม่ใช่ความรับผิดชอบของอาจารย์ฝ่ายเดียว อาจารย์เก่งกาจแค่ไหน แต่ถ้าลูกศิษย์ไม่พากเพียรก็ไร้ประโยชน์” เสินอิงอวี่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้ สิ่งแรกที่นางทำก็คือปลอบโยนมารดา
ส่วนเรื่องอื่นกลับไม่ได้คิดมาก
“เจ้าก็รู้ว่าการสอบได้ตำแหน่งมาไม่ใช่เรื่องง่าย พ่อเจ้าก็มีลูกศิษย์สอบผ่านสองคนอย่างหาได้ยาก แม่จึงอยากจะถามเจ้าว่า เจ้าคิดอย่างไรหรือ?” เสินฮูหยินจ้องตาบุตรสาวพลางกล่าวว่า “พวกเราเป็นแม่ลูก เจ้าก็อย่าปิดบังแม่เลย คิดอย่างไรก็พูดออกมาตามนั้น เจ้าคิดว่าศิษย์พี่หลิวผู้นี้เป็นอย่างไร?”