ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 706 เขาต้องการอะไร?
บทที่ 706 เขาต้องการอะไร?
เสินอิงอวี่พลันว้าวุ่นใจ “ท่านแม่ ข้าไม่รู้จักศิษย์พี่หลิว ข้าจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะว่าเขาดีหรือไม่ดี?”
คราวก่อนเมื่อเอ่ยถึงจูชี นางยังหน้าแดงด้วยความขัดเขิน แต่พอเป็นหลิวเจี้ยนถง ในใจกลับสัมผัสได้เพียงความแปลกหน้า
ถึงนางจะเคยถามเสินกวงจี้และพอทราบว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร แต่ก็ไม่ได้รู้จักลึกซึ้ง
ใคร่ครวญไปมาก็ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนของคนผู้นี้
เสินฮูหยินรู้สึกว่าไม่สู้ดีเสียแล้ว “พ่อกับแม่เลือกให้เจ้าย่อมต้องดีอยู่แล้ว เจ้าบอกมาเถอะว่าเรื่องนี้เจ้ารับได้ไหม?”
แม้แต่หน้าก็ยังไม่แดง นี่เป็นการแสดงออกว่าไม่สนใจชัด ๆ เลยไม่ใช่รึ?
เฮ้อ นางเสียใจจริง ๆ หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ ตอนนั้นนางไม่น่าเอ่ยถึงเรื่องจูชีต่อลูกสาวเลย
ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า ไม่ใช่ ‘คนแรก’ แล้ว ความรู้สึกย่อมจะต่างออกไป
“ยังมีอะไรที่รับไม่ได้ด้วยล่ะเจ้าคะ ข้าเชื่อท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านไม่มีทางทำร้ายข้าอยู่แล้ว” เสินอิงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่งก็พูดว่า “เรื่องนี้ พวกท่านตัดสินใจเถอะเจ้าค่ะ”
เสินฮูหยินรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเสียแล้ว สาเหตุที่นางอยากถามความเห็นของลูกสาวก็เพราะหวังว่าในภายภาคหน้าลูกสาวกับสามีจะรักใคร่ให้เกียรติ เชื่อใจซึ่งกันและกัน
หากลูกสาวออกเรือนให้หลิวเจี้ยนถงไปทั้งที่มีใจเป็นอื่น วันหน้านางยังจะร่วมชีวิตกับหลิวเจี้ยนถงอย่างมีความสุขได้หรือ?
“อิงอวี่ เจ้าบอกแม่มาตามตรง เจ้ายังคิดถึงซุ่นเต๋ออยู่ใช่ไหม?” เสินฮูหยินถาม
“คิดถึงเขาทำไมเจ้าคะ?”
“แม่กลัวว่าเจ้าจะเอาเจี้ยนถงกับซุ่นเต๋อมาเปรียบเทียบกัน คิดว่าเจี้ยนถงสอบได้ไม่ดีเท่าซุ่นเต๋อ จึงไม่ถูกใจเขา”
เสินอิงอวี่ยิ้มออกมาแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ “ท่านแม่ ท่านคิดมากไปแล้วเจ้าค่ะ สถานการณ์ของซุ่นเต๋อต่างจากศิษย์พี่หลิวโดยสิ้นเชิง ไม่มีจุดให้เปรียบเทียบกันได้เลยเจ้าค่ะ”
นางคุ้นเคยกับจูชีอย่างมาก แค่อ้าปากก็สามารถเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ออกมาได้มากมาย
เป็นต้นว่าเขาโตขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังต้องให้หลานชายทั้งสองคอย ‘ดูแล’ ออกจากบ้านก็กลัวว่าคนจะหลงทาง แต่เขาท่องตำราได้เก่งกาจมาก ทั้ง ๆ ที่เข้าสำนักศึกษาหลังคนอื่น แต่กลับท่องตำราได้มากกว่าใคร ตอนที่พูดคุยกับเขาก็ไม่อาจอ้อมค้อมเกินไป ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่เข้าใจความหมายแฝงในนั้น…
พูดไปพูดมา เสินอิงอวี่ก็นึกถึงวันที่นางไปเลียบเคียงจูชีวันนั้น
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าขัน
รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไรยังจะไปหยั่งเชิงเขา หมายความว่านางยังโง่กว่าเขาอีกใช่ไหม?
แต่ท่าทางของเขาวันนั้นก็ตลกจริง ๆ!
เสินฮูหยินเห็นท่าทางของลูกสาวแล้วก็รู้สึกใจหายวาบ
จบกัน! ลูกสาวมีใจให้จูชีจริง ๆ หรือนี่!
นางชักจะร้อนใจ “ทำไมเจ้าพูดถึงแต่เรื่องซุ่นเต๋อ? ไม่พูดถึงเจี้ยนถงบ้างล่ะ?”
“ท่านแม่ ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่า? ข้าไม่คุ้นเคยกับศิษย์พี่หลิวแล้วจะพูดถึงเขาเรื่องอะไรกันล่ะเจ้าคะ?” เสินอิงอวี่ประหลาดใจ นางพูดต่อไปว่า “เป็นเพราะซุ่นเต๋อมีนิสัยไร้เดียงสาเหมือนเด็ก ๆ ทั้งยังมักจะคลุกคลีอยู่กับกวงจี้ ตอนข้าไปหากวงจี้ก็มักจะได้เจอกันบ่อย ๆ ถึงได้ค่อย ๆ สนิทกันขึ้นมา ศิษย์พี่หลิวเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาไม่อาจมาเล่นสนุกกับกวงจี้ ข้าที่เป็นเด็กสาวคนหนึ่งยิ่งไม่อาจไปหาเขาโดยไร้เหตุผล แล้วข้าจะไปรู้เรื่องของเขาได้อย่างไรเจ้าคะ?”
เสินฮูหยินตีหน้าผาก ตระหนักได้ว่าตนเองคิดเตลิดไปไกลเสียแล้ว “พิโธ่พิถัง สมควรตีจริง ๆ ไฉนข้าจึงคิดไปทางนั้นได้นะ?”
“ท่านแม่ ท่านคิดไปทางไหนแล้วเจ้าคะ?” เสินอิงอวี่สนเท่ห์
รู้สึกเหมือนเรื่องที่มารดาคิดจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่
“เป็นสาวเป็นนาง อย่าถามดีกว่า” เสินฮูหยินรู้สึกว่าน่าอายอยู่บ้างจึงไม่ยอมพูดออกมา แต่เสไปพูดเรื่องอื่น “เอาล่ะ ถ้าเจ้าไม่คัดค้านอะไร เรื่องนี้ก็กำหนดไว้ตามนี้ ถึงตอนที่เจี้ยนถงกลับมาก็ให้พ่อเจ้าไปถามความเห็นของเขา แล้วค่อยเลียบเคียงความเห็นของครอบครัวเขา หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที”
“เจ้าค่ะ!” หลังจากได้รับบทเรียนคราวก่อน เสินอิงอวี่ก็ไม่อยากให้ตัวเองคิดมากเกินไปอีกแล้ว
ถ้านางจินตนาการไปเสียไกลแล้วว่าวันหน้าจะใช้ชีวิตอย่างไร สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการที่มารดามาพูดว่า “ลูกรัก เรื่องนี้เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว พวกเราเปลี่ยนไปมองคนอื่นดีไหม?”
เสินอิงอวี่ “…”
คนที่ไม่รู้เรื่องด้วยคงเข้าใจว่านางเป็นผู้หญิงใจง่าย เปลี่ยนคู่หมั้นคู่หมายอยู่ได้ทุกวัน
อีกด้านหนึ่ง หลิวเจี้ยนถงไม่รู้เรื่องที่อาจารย์เสินมีความคิดจะยกลูกสาวให้ตนเอง เขาเพิ่งออกมาจากงานเลี้ยงฉลอง ตระเตรียมจะเดินทางกลับ
ในสายตาของราชสำนัก ฝู่ซื่อเป็นเพียงสนามสอบเล็ก ๆ เท่านั้น ซิ่วไฉก็ยังไม่ใช่ ทางการย่อมไม่จัดงานเลี้ยงใหญ่โตอันใด อย่างมากก็คงเหมือนกับที่ตำบลอี้คัง มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ดูแลการสอบออกหน้าจัดงานเลี้ยงอย่างเรียบง่าย แล้วเชื้อเชิญถงเซิงที่สอบผ่านมารวมตัวกันเพื่อแสดงความยินดี
ในโอกาสเช่นนี้ก็ไม่มีที่ให้หลิวเจี้ยนถงได้เป็นดาวเด่น คนที่จะได้รับคำอวยพรว่าสำเร็จสมประสงค์ อนาคตยาวไกลไม่สิ้นสุด ก็มีแต่คนที่สอบได้ดีมาก ๆ เท่านั้นแหละ
ยกตัวอย่างเช่น คุณชายเยี่ยนที่คว้าตำแหน่งฝู่อั้นโฉ่ว*[1]มาได้
ชื่อเสียงของเขาในตำบลอี้คังขจรมาไกลจนถึงที่นี่แต่แรก ประกอบกับถือกำเนิดในตระกูลเยี่ยนซึ่งเป็นตระกูลใหญ่อันดับต้น ๆ ของตำบลอี้คังจึงได้รับความสำคัญจากขุนนางชั้นผู้ใหญ่
นับแต่งานเลี้ยงเริ่มต้น เยี่ยนเหออันก็ถูกเรียกตัวไปพูดคุยกับขุนนางทั้งหลาย
กล่าวจากใจจริง หลิวเจี้ยนถงที่นั่งอยู่ข้างล่างพลันรู้สึกเหมือน ‘ท่านโดดเด่นเหนือสามัญ ข้านั้นคือปุถุชนคนธรรมดา’ ในใจเต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อน
ถ้า…
ถ้าคนสอบได้ที่หนึ่งคือเขา จะดีแค่ไหนกัน?
ถ้าเป็นเขา เขาก็สามารถไปนั่งตำแหน่งหน้าสุดแทนเยี่ยนเหออัน ได้เสวนากับขุนนางใหญ่อย่างใกล้ชิด เป็นเรื่องเชิดหน้าชูตาปานไหน
หลิวเจี้ยนถงถึงขั้นคิดว่า ถ้าจูชีมาเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อด้วย จูชียังจะสามารถมีหน้ามีตาเหมือนตอนรอบเสี้ยนซื่อได้หรือไม่?
“จูซุ่นเต๋อ!”
หืม ใครพูดถึงจูซุ่นเต๋อ?
คิดไปเองกระมัง ที่นี่คืองานเลี้ยงฉลองรอบฝู่ซื่อ ไม่ใช่เสี้ยนซื่อเสียหน่อย คนที่ไม่ได้มาเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อด้วยซ้ำ ชื่อของเขาจะมาโผล่ในที่แห่งนี้ได้อย่างไร?
หลิวเจี้ยนถงได้สติคืนมาก็เห็นว่าตอนนี้เยี่ยนเหออันกำลังยืนเล่าเรื่องที่จูชีท่องตำราคราวนั้น
“ตอนนั้นพี่สามของเขาพูดว่า ‘ใต้เท้านายอำเภอ เรื่องอื่นข้าน้อยไม่ทราบ แต่จากคำบอกเล่าหลังการสอบเสี้ยนซื่อของน้องเจ็ด หัวข้อที่ออกสอบอยู่ในตำราที่เขาอ่านมาทั้งหมด หรือก็หมายความว่าคำถามในการสอบเสี้ยนซื่อรอบนี้ เขาทำได้ทุกข้อ หากใต้เท้าไม่เชื่อ ในตำราหนึ่งร้อยสิบสองเล่มนี้ ใต้เท้าสามารถสุ่มมาตรวจสอบได้เลย น้องชายของข้าน้อยสามารถท่องได้ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว’”
“ตอนนั้นทุกคนฮือฮากันหมด ไม่มีใครกล้าเชื่อสักคน พวกเราทุกคนย่อมจะทราบว่าหัวข้อในการสอบเสี้ยนซื่อล้วนอยู่ในสี่ตำราห้าคัมภีร์ แต่จะมีสักกี่คนที่กล้าพูดว่าสามารถท่องตำราทุกเล่มที่เคยอ่านมาก่อนโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว?”
“แต่จูซุ่นเต๋อผู้นั้นทำได้”
“ตั้งแต่คัมภีร์รวมบทกวีโบราณ คัมภีร์โจวอี้ คัมภีร์ต้าเสวีย…”
“นายอำเภออวี้จะสุ่มเลือกเล่มไหนออกมา เขาก็สามารถท่องออกมาได้ทันทีโดยไม่ตกหล่นไปแม้แต่คำเดียว”
……
เยี่ยนเหออันเล่าอย่างสุขุมคัมภีรภาพ ท่าทางประหนึ่งว่ากำลังอรรถาธิบายคัมภีร์ให้ทุกคนฟัง
ทั้งงานเลี้ยงเงียบเสียงลง ราวกับกำลังกลั้นหายใจรับฟังเขาเล่าเรื่องราวที่น่าตะลึงนั้น
หลิวเจี้ยนถงอดกังขาไม่ได้
คุณชายเยี่ยนผู้นี้ต้องการอะไร?
งานเลี้ยงฉลองการสอบฝู่ซื่อ ไม่พูดเรื่องการสอบฝู่ซื่อให้ตัวเองมีหน้ามีตา เขามาพูดถึงซุ่นเต๋อทำไม?
คงไม่ได้เป็นเพราะซุ่นเต๋อแย่งที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อไปจากเขา ก็เลยคิดจะใส่ร้ายซุ่นเต๋อหรอกนะ?
เมื่อความระแวงได้ผุดขึ้นมาในใจแล้วก็ยากจะฉุดรั้งได้
เขาคิดว่าเยี่ยนเหออันดูเหมือนกำลังชมเชยจูชี แต่แท้จริงแล้วเปลือกนอกยกย่องลับหลังเหยียบย่ำ คิดจะยกยอจูชีเกินจริงเพื่อให้เกิดผลร้าย
น่าเสียดายที่จูชีอยู่ห่างไกลออกไป ไม่อาจทราบเรื่องเหล่านี้ เยี่ยนเหออันจึงสามารถใส่ร้ายเขาได้อย่างเต็มที่
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า คุณชายที่ดูเหมือนใจกว้างเปิดเผยอย่างเยี่ยนเหออันกลับมีธาตุแท้เป็นคนเช่นนี้!
[1] ที่หนึ่งของการสอบฝู่ซื่อ