ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 707 ยังไม่ประสบความสำเร็จแล้วจะสร้างครอบครัวได้อย่างไร
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 707 ยังไม่ประสบความสำเร็จแล้วจะสร้างครอบครัวได้อย่างไร
บทที่ 707 ยังไม่ประสบความสำเร็จแล้วจะสร้างครอบครัวได้อย่างไร
สิ่งที่หลิวเจี้ยนถงไม่ได้ยอมรับก็คือ ชั่วขณะนั้น ส่วนลึกในจิตใจของเขาบังเกิดความยินดีปรีดาที่ไม่อาจพรรณนาได้ชนิดหนึ่ง…ถ้าเยี่ยนเหออันเป็นคนประเภทนี้ จูชีก็คง…
ความอิจฉาริษยาก่อนนี้พลันสลายไปราวกับหมอกควัน ทิ้งไว้เพียงความปราโมทย์ยินดี ดีใจที่ตนเองไม่ใช่เป้าริษยาของคนอื่น
ทั่วทั้งงานเลี้ยงไม่มีใครสนใจเขา ยิ่งไม่มีทางทราบได้ว่าหลิวเจี้ยนถงกำลังคิดอะไรอยู่ กระทั่งว่าเมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดลง เขาจากไปตอนไหน เคยมีคนผู้นี้อยู่หรือไม่ ล้วนไม่มีใครสังเกต
เงียบงันไร้สำเนียง ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ระหว่างทางขากลับ หลิวเจี้ยนถงอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ทั้งยังครวญเพลงเบา ๆ
ส่วนคนที่มีผลการสอบยอดเยี่ยมอย่างเยี่ยนเหออัน หลังงานเลี้ยงเลิกราก็ยังมีคนนัดพบเขาอีกหลายวันติดกัน ไม่อาจเดินทางกลับได้ในทันที ส่วนหลิวเจี้ยนถงไม่เหมือนกัน พองานเลี้ยงจบลงก็สามารถกลับบ้านได้แล้ว
แต่อารมณ์ดี ๆ ของเขาก็บั่นทอนลงมากเมื่อถึงตอนจ่ายค่าเดินทาง
เพราะสิ้นไร้ไม้ตอกจึงอับจนปัญญา ตอนที่เรียนศัพท์คำนี้ เขาเพียงเข้าใจความหมายของมัน แต่เมื่อต้องสัมผัสความรู้สึกนั้นกับตัวถึงตระหนักได้ว่านั่นเป็นความอับจนปัญญาแบบไหน…อับอายเหลือจะกล่าว ราวกับถูกคนจี้ใจดำอย่างไรอย่างนั้น
“อะไรกัน เงินแค่นี้ท่านก็จ่ายไม่ไหว?” ชายชราที่เป็นสารถีรถม้าขมวดคิ้วน้อย ๆ “ท่านเป็นถึงถงเซิงเชียวนะ…”
“โอ๊ย จ่ายไม่ไหวอะไรกัน นายท่านถงเซิงมาช่วยอุดหนุนการค้าของข้าต่างหาก ไป ๆๆ หลบไปอีกฝั่ง…” สารถีเกวียนเทียมวัวเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีนักจึงพูดแทรกขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าเขาบังเกิดความเห็นใจต่อหลิวเจี้ยนถงเพราะเคยร่วมทางกันมาแล้ว แต่พอจะมองฐานะของหลิวเจี้ยนถงออก ไม่อยากให้ทะเลาะกันจนน่าเกลียดเกินไป
จริง ๆ เล้ย นายท่านถงเซิงเขาจะนั่งเกวียนเทียมวัวหรือนั่งรถม้าแล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้า?
คนเขาเป็นปัญญาชนที่ได้สอบรับราชการเชียวนะ เจ้ายังกล้ามาล่วงเกินเขา เสียสติไปแล้วหรือ?
หลิวเจี้ยนถงถูกคนอื่นฉีกหน้าไปมาก็รู้สึกอับอายขายหน้า
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองขึ้นเกวียนเทียมวัวมาได้อย่างไร แต่เมื่อเขาหอบหิ้วสัมภาระขึ้นเกวียนเทียมวัวแล้วมองประตูเมืองที่ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกเหมือนจะโล่งอก
ราวกับทหารที่แตกฮือหนีทัพมาอย่างไรอย่างนั้น
ความรู้สึกในใจหลิวเจี้ยนถงยุ่งเหยิงไปหมด ที่แห่งนี้มอบเกียรติยศในการเป็นถงเซิงให้เขา แต่ก็มอบความทรงจำอันแสนอัปยศให้ด้วยเช่นกัน
ถ้าเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากกลับมาอีกเลย
ฮู่ว…
ยังดีที่ปีนี้ไม่ต้องสอบเยวี่ยนซื่อ!
ต่างจากที่คนอื่นวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะความอัตคัด หลิวเจี้ยนถงตระหนักดีว่า ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ คิดจะไปสอบเยวี่ยนซื่อยังเป็นเรื่องยาก
การสอบฝูซื่อทำให้เขาเค้นสมองไปจนหมดแล้ว จะฝืนสอบเยวี่ยนซื่อไปก็ไร้ประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีพ่อค้ามาหาเขา บอกว่าต้องการจะช่วยสนับสนุนให้เขาสอบระดับสูงกว่านี้ เขาจึงปฏิเสธไปแล้ว…รู้ดีแก่ใจว่าตัวเองสอบไม่ได้ ยังจะรับเงินจากคนอื่นเพื่อสอบต่อไป แบบนั้นมิขายหน้าแย่หรือ?
ไม่มีใครเป็นคนโง่ พ่อค้าเหล่านั้นก็เช่นกัน ทว่าพวกเขาเห็นศักยภาพในตัวหลิวเจี้ยนถงจึงอยากเดิมพันสักยกก็เท่านั้น
ในเมื่ออยากเดิมพันสักครั้ง แล้วเหตุใดจึงไม่ไปหาคนที่มีศักยภาพกว่านี้?
ย่อมเป็นเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถในการแข่งขันมากพอ คนที่เก่งกว่านี้จึงถูกพ่อค้าที่เงินหนากว่าชิงตัวไปหมดแล้ว ได้แต่มาเลือกคนที่ยังเหลืออยู่
เลือกไปเลือกมา ก็เลือกมาถึงเขา
ศักดิ์ศรีของหลิวเจี้ยนถงไม่อนุญาตให้รับปาก ทำไมเขาต้องเป็น ‘เศษเหลือ’ จากการเลือกของคนอื่นด้วย?
เขาทั้งไม่ยินดีและไม่เต็มใจ
เพื่อรักษาศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของตัวเองไว้ เขาจึงปฏิเสธไปอย่างหนักแน่น
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าพ่อค้าคนนั้นจะจิตใจคับแคบปานนั้น ถึงขั้นซื้อตัวชายชราสารถีรถม้าผู้นั้นมาสร้างความลำบากใจให้เขา
โทสะอัดแน่นอยู่เต็มอก แต่ไม่อาจระบายออกมา ได้แต่กล้ำกลืนลงไป
ยามนี้นึกขึ้นมาคราใดก็รู้สึกอึดอัดคับข้องใจ
สายลมเอื่อยเฉื่อยชักนำความเย็นเบาบางผ่านมา หลังตรากตรำเดินทางอยู่หลายวัน ในที่สุดหลิวเจี้ยนถงก็กลับมาถึงตำบลอันจิ่ว
“ศิษย์พี่เจี้ยนถงกลับมาแล้ว!”
“ยินดีด้วยขอรับ ศิษย์พี่เจี้ยนถง ท่านสอบเป็นถงเซิงได้แล้ว!”
……
เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ สำนักศึกษาสกุลเสินเปลี่ยนเป็นคึกคักขึ้นมา พวกเขาแสดงความดีใจต่อการกลับมาของหลิวเจี้ยนถง และแสดงความยินดีที่เขาสอบเป็นถงเซิงได้
เห็นเขากลับมาในเวลานี้ ทุกคนก็พอจะเข้าใจแล้วว่าเขาคงไม่ไปสอบเยวี่ยนซื่อแล้วสินะ!
เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของทุกคน หลิวเจี้ยนถงก็ยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ โอภาปราศรัยกับทุกคนเล็กน้อย จากนั้นก็ไปพบอาจารย์เสิน
“ยินดีด้วย!” มองลูกศิษย์ที่ได้ดั่งใจผู้นี้ อาจารย์เสินปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
นอกจากนี้ อีกฝ่ายยังอาจกลายเป็นลูกเขยของตัวเองอีกด้วย
“ศิษย์ไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวัง ในที่สุดก็สอบผ่านแล้ว ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะสั่งสอน ไม่อย่างนั้นศิษย์ก็คงไม่มีความสำเร็จในวันนี้” หลิวเจี้ยนถงพูดจบก็โค้งคำนับอาจารย์เสิน
อาจารย์เสินลุกขึ้นมาประคองเขา “ความสำเร็จในวันนี้ของเจ้าเป็นผลลัพธ์จากความเพียรของเจ้าด้วยเหมือนกัน พึ่งอาจารย์ฝ่ายเดียวไม่ได้หรอกนะ จำไว้ว่าอย่าหลงลำพองตน ยังต้องพยายามต่อไปอีกมาก”
“ขอรับ อาจารย์”
“กลับมาครานี้ เจ้ายังคิดจะไปเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อที่จะจัดตอนเดือนเจ็ดหรือไม่?” แม้จะพอคาดเดาได้ แต่อาจารย์เสินก็ยังถามออกมา
หลิวเจี้ยนถงส่ายหน้า เหตุผลก็กล่าวได้น่าฟังยิ่ง ข้อแรกบอกว่าตนเองรู้สึกว่าความสามารถยังไม่เพียงพอ ยังต้องขัดเกลาต่อไป ข้อสองก็ว่าการสอบฝู่ซื่อคราวนี้มีค่าใช้จ่ายมหาศาล ที่บ้านติดหนี้ก้อนใหญ่แล้ว เขาไม่อยากให้พี่ชายพี่สะใภ้มีชีวิตลำบากไปมากกว่านี้
สรุปออกมาได้ว่า ปีหน้าค่อยสู้ใหม่อีกครั้ง
ไม่เพียงแต่จะมีความมั่นใจมากกว่าเดิม แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของทางบ้าน ปาหินก้อนเดียวได้นกสองตัว
อาจารย์เสินเห็นเขามีแผนการในใจแล้วก็ยิ่งพอใจกว่าเดิม “อืม ไม่เลว แม้การสอบเคอจวี่จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่อาจละเลยคนในครอบครัว พวกเราไม่อาจมองข้ามผลกระทบระยะยาวเพียงเพื่อความสำเร็จล้มเหลวชั่วครู่ยาม เรื่องนี้เจ้าทำได้ดีมาก”
“ขอบคุณขอรับอาจารย์!” หลิวเจี้ยนถงนึกโล่งอก ทราบว่าเขาผ่านด่านนี้ไปได้แล้ว
ขอเพียงอาจารย์ไม่ถือสา เขาก็มีเหตุผลที่จะยกไปพูดกับสหายร่วมสำนักและคนในครอบครัวได้แล้ว…อาจารย์พูดแบบนี้แล้ว พวกท่านยังมีอะไรให้พูดอีกล่ะ?
พอคุยเรื่องนี้เสร็จ อาจารย์เสินก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เป็นฝ่ายเอ่ยถึงเรื่องใหญ่ชั่วชีวิตของหลิวเจี้ยนถงขึ้นมาก่อน “เจี้ยนถง ข้าจำได้ว่าเจ้ายังไม่แต่งงานสินะ?”
หลิวเจี้ยนถงอึ้งไป ไม่คิดว่าอาจารย์จะถามเรื่องนี้ แต่เขาก็พอจะคาดเดาได้
อาจารย์กำลังจะทาบทามเขางั้นหรือ?
แต่ชั่วขณะนั้นเขาคิดไม่ออกว่าอาจารย์มาเป็นพ่อสื่อให้ใคร
หรือมีคนเห็นว่าอาจารย์มีลูกศิษย์ที่สอบเป็นถงเซิงได้ จึงอยากทาบทามเขาไปเป็นลูกเขย?
ไม่รู้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลใดในตำบล หรือจะเป็นสหายเก่าแก่ของอาจารย์?
หลิวเจี้ยนถงเพียงรับคำว่าใช่ ไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านั้น
เพราะเขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนเองควรตกลงหรือไม่ตกลง
“เจ้ามีความคาดหวังอย่างไรกับครอบครัวว่าที่ภรรยาหรือ?” อาจารย์เสินไม่ได้รีบร้อนเอ่ยปาก เพราะเขาก็อยากรู้เช่นกันว่าหลิวเจี้ยนถงมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องมงคลของตัวเองแล้วหรือยัง
ถ้าอีกฝ่ายมีคนในใจแล้ว เช่นนั้นไม่เอ่ยถึงจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องกระอักกระอ่วนใจกันทั้งสองฝ่าย
“เอ่อ…” ยามกะทันหัน หลิวเจี้ยนถงไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี
“ไม่เป็นไร คิดอย่างไรก็พูดออกมาเถอะ ที่นี่มีเพียงพวกเราสองคน สามารถคุยกันได้พอดี” อาจารย์เสินให้กำลังใจ ไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ
“ยังไม่ประสบความสำเร็จแล้วจะสร้างครอบครัวได้อย่างไร? ตอนนี้ศิษย์ยังไม่คิดเรื่องนี้ขอรับ”
กล่าวตามความจริง หลิวเจี้ยนถงดูถูกว่าตัวเองเป็นเพียงถงเซิง ทั้งไม่สูงและไม่ต่ำ จึงไม่พอใจกับสถานะของตนเองในตอนนี้
เขาย่อมอยากจะตอบรับอยู่แล้ว แต่ตัวเขาได้ชื่อว่าเป็นเพียงถงเซิง ทั้งไม่ได้มีชื่อเสียงอันใด ตระกูลใหญ่ที่ไหนจะมาถูกใจเขา?
ถ้าเป็นไปได้ เขาย่อมอยากให้ตระกูลฝั่งภรรยาร้ายกาจได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่นั่นเป็นไปได้ด้วยหรือ?
ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ ก็คงทำได้แค่เลือกตระกูลที่ดีที่สุดจากตัวเลือกที่มีอย่างจำกัดจำเขี่ยนั่นแล้ว