ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 708 เขายังไม่อยากแต่งงาน
บทที่ 708 เขายังไม่อยากแต่งงาน
อาจารย์เสินไม่คิดว่าหลิวเจี้ยนถงจะตอบกลับมาเช่นนี้จึงรู้สึกอึ้งอยู่บ้าง “หมายความว่าเจ้าอยากประสบความสำเร็จก่อนแล้วค่อยแต่งงาน? นี่…ไม่ค่อยดีกระมัง? เจี้ยนถง เจ้าอายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้วนะ ไม่อาจรอช้าไปกว่านี้ อีกอย่าง ตอนนี้เจ้าก็เป็นถงเซิงแล้ว นับว่าประสบความสำเร็จบ้างแล้ว…”
อาจารย์เสินเกลี้ยกล่อม ใจความสำคัญก็คือหวังว่าหลิวเจี้ยนถงจะแต่งงานเร็วหน่อย
เพราะเขาสามารถรอได้ แต่ลูกสาวคนอื่นเขารอไม่ได้นี่นา
ถ้ารอให้หลิวเจี้ยนถงประสบความสำเร็จก่อนแล้วค่อยแต่งงาน ถึงตอนนั้นเขาจะได้แต่งกับภรรยาที่อายุเท่าไหร่กัน? อีกฝ่ายคงอายุน้อยกว่าเขาหลายปีเลยน่ะสิ
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อผู้หญิงถึงวัยเหมาะสมก็มักจะออกเรือน ไม่อาจรอช้า ยังไม่พูดถึงว่าเมื่อล่วงเลยวัยนั้นไปแล้ว ผู้หญิงคนนั้นยังจะออกเรือนได้หรือไม่ ทางราชสำนักยังไม่อนุญาตให้ผู้หญิงออกเรือนช้า…ลูกสาวอายุสิบแปดแล้วยังไม่ออกเรือน บิดามารมีความผิด ต้องถูกปรับเงิน…
สิบแปดคือเส้นตาย แต่ในความเป็นจริง อายุยังไม่ถึงสิบหกก็มีคนเร่งรัดกันแล้ว กลัวว่าจะกลายเป็นสาวทึนทึกที่ไม่มีใครต้องการ
อาจารย์เสินพูดอะไรมากมายด้วยความปรารถนาดี แต่หลิวเจี้ยนถงกลับไม่กล้ารับคำง่าย ๆ เขาย่อมไม่อาจพูดได้ว่า “ข้ารังเกียจที่บ้านฝ่ายหญิงไม่อาจสนับสนุนอะไรได้ อยากได้คนที่มีเบื้องหลังแข็งแกร่งกว่านี้”
พูดตรงไปตรงมาเกินไปก็กลัวว่าจะถูกอาจารย์ตำหนิ
ปัญญาชนย่อมรักศักดิ์ศรีเป็นธรรมดา
“เฮ้อ…” อาจารย์เสินทอดถอนใจ “เดิมทีนั้นข้ามีคู่หมายที่สมน้ำสมเนื้ออยากแนะนำให้เจ้า น่าเสียดายที่เจ้าไม่เต็มใจจะแต่งงานเร็ว ได้แต่ปล่อยผ่านไปทั้งอย่างนี้แล้ว”
หลิวเจี้ยนถงค่อยระบายลมหายใจออกมา
เป็นจริงดังคาด ยังดีที่อาจารย์เป็นคนมีเหตุผล ไม่อย่างนั้น…
ช้าก่อน เขายังไม่รู้เลยนี่นาว่าอาจารย์มาทาบทามเขาให้ตระกูลไหน?
ทันใดนั้น หลิวเจี้ยนถงก็รู้สึกว่าตนเองขาดทุนอยู่บ้าง
ถ้าอาจารย์ทาบทามเขาให้ตระกูลใหญ่ แต่เขากลับปฏิเสธไปทั้งอย่างนี้ แบบนั้นก็น่าเสียดายมากน่ะสิ?
หากน่าเสียดาย เพราะเขาไม่เต็มใจแต่งงานเร็ว อาจารย์เสินไม่มีโอกาสพูดจาตามประสาพ่อตากับลูกเขยจึงค่อนข้างผิดหวัง หมดอารมณ์จะเสวนาต่อ เขาโบกมือน้อย ๆ บอกให้อีกฝ่ายออกไปจากห้อง
เมื่อเดินออกมาข้างนอก หลิวเจี้ยนถงยังมีสีหน้าเสียอกเสียดาย เขาน่าจะถามอาจารย์ให้ชัดเจนก่อนว่าอีกฝ่ายคือตระกูลไหน
อีกด้านหนึ่ง เสินฮูหยินได้ยินว่าสามีได้พบกับลูกศิษย์แล้วก็นั่งไม่ติดที่ หาข้ออ้างมาถามสถานการณ์ทางฝั่งนี้ทันที
อาจารย์เสินเห็นนางมาหาก็ถอนหายใจพลางส่ายศีรษะ
“ทำไมหรือ เขาไม่เห็นด้วย?” เสินฮูหยินประหลาดใจมาก
หลิวเจี้ยนถงเป็นลูกศิษย์ของสามีนาง เขาต้องขวัญกล้าปานไหนจึงกล้าปฏิเสธสามีของนาง?
ในสายตาของนาง เรื่องนี้แค่สามีเอ่ยปากก็สำเร็จไปเก้าในสิบส่วนแล้ว
“ไม่ใช่อย่างนั้น เขายังไม่อยากแต่งงาน อยากประสบความสำเร็จก่อนค่อยแต่ง…” อาจารย์เสินกล่าว
“ประสบความสำเร็จก่อนค่อยแต่งอะไรกัน คงไม่ได้ดูแคลนท่านจึงจงใจบอกปัดหรอกใช่ไหม?” สีหน้าของเสินฮูหยินเปลี่ยนไปในพริบตา
นางไม่เชื่อหรอกว่าหลิวเจี้ยนถงอายุมากขนาดนี้แล้วจะยังไม่อยากแต่งงานจริง ๆ แต่คิดว่าเป็นเพราะเขาสอบเป็นถงเซิงได้แล้วจึงดูถูกอาจารย์ที่ไม่มีตำแหน่งอะไรติดตัวมากกว่า
“เจ้าคนนี้…มาตัดสินคนอื่นส่งเดชเช่นนี้ได้อย่างไร?” อาจารย์เสินได้ยินอย่างนั้นก็ชักจะไม่พอใจ “ข้าเป็นคนสอนเจี้ยนถงมากับมือ เขาเป็นคนอย่างไร ข้ายังจะไม่รู้อีกหรือ? เขาไม่ใช่คนแบบนั้นเด็ดขาด เขายังไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าข้าจะแนะนำใครให้ก็บอกปัดทันที ถ้าเขาปฏิเสธเพราะดูถูกข้าจริง ๆ เขาก็น่าจะถามข้าสักคำว่ามาเป็นพ่อสื่อให้ใคร จริงไหม?”
“เขาไม่ได้ถาม?”
“ไม่ได้ถาม”
“แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย” เสินฮูหยินรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่นางก็นึกถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมาได้ “ตอนนี้จะทำอย่างไร? คราวก่อนข้าคิดว่าซุ่นเต๋อไม่เลว ท่านกลับคิดว่าไม่ได้ คราวนี้ท่านคิดว่าเจี้ยนถงใช้ได้ แต่เขากลับไม่อยากแต่งงาน ท่านคิดจะให้ลูกสาวแต่งให้ใคร?”
“เอ่อ…” ยามนั้นอาจารย์เสินก็ไม่มีตัวเลือกที่เหมาะสมอื่นอีกจึงตอบว่า “จะรีบร้อนไปทำไม? นางยังไม่เริ่มดูตัวเลยไม่ใช่หรือ ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ เดี๋ยวก็คงได้พบคนที่เหมาะสม ไม่ต้องใจร้อน”
หลิวเจี้ยนถงไม่ได้รู้เลยว่า หลังจากเขาออกไปแล้ว ทางด้านอาจารย์ยังมีเรื่องนี้ตามมา
เมื่อเขากลับไปถึงที่พัก สัมภาระของเขาก็ถูกศิษย์ร่วมสำนักคนอื่น ๆ ขนมากองไว้ในห้องพักเรียบร้อยแล้ว
เจ้าตัวไม่อยู่ด้วย พวกเขาก็ไม่สะดวกใจจะเปิดสัมภาระออกมาคุ้ยดูสิ่งของของคนอื่น
“ศิษย์พี่เจี้ยนถง ท่านกลับมาแล้ว รีบมาดูเถอะขอรับว่าข้าวของครบไหม?”
“คงไม่มีอะไรหายไปหรอกนะ?”
“พวกข้าขนของจากบนเกวียนลงมาให้ท่านหมดแล้ว”
……
หลิวเจี้ยนถงยื่นศีรษะเข้าไปมองเล็กน้อยก็ยิ้มตอบว่า “ขนลงมาหมดแล้ว ครบแล้ว ขอบคุณทุกคนมาก!”
“ไอ้หยา มีอะไรต้องขอบคุณกันด้วย พวกเราเป็นลูกศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันก็สมควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้ว”
ยังมีคนเดินยิ้มเข้ามาหา บอกให้เขาช่วยเล่าเรื่องตอนไปสอบฝู่ซื่อให้ฟัง
ใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “เล่าอะไรกัน ศิษย์พี่เจี้ยนถงเดินทางมาไกล คงเหนื่อยแย่แล้ว ไม่รู้ว่าได้กินข้าวหรือยัง”
“จริงด้วย ศิษย์พี่เจี้ยนถง ท่านได้กินข้าวหรือยัง? ถ้ายังไม่ได้กิน พวกข้าไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศจากข้างนอกมาให้ท่านสักชามดีไหม? ก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศของบ้านซุ่นเต๋ออร่อยมากเลยนะ”
แววตาของหลิวเจี้ยนถงสว่างวาบ “ซุ่นเต๋อ…ทำไมไม่เห็นเขาเลยเล่า?”
“อ้อ ท่านคงยังไม่รู้สินะ ซุ่นเต๋อกำลังจะไปเรียนที่โจวเสวีย ต่อไปคงไม่ได้กลับมาหาพวกเราแล้ว”
ทันใดนั้นก็มีคนนึกอิจฉา พูดว่าคิดไม่ถึงว่าในบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย จูชีเข้าสำนักศึกษามาช้าที่สุด แต่กลับได้จากไปก่อนใคร
โจวเสวียเป็นสถานศึกษาของทางการเชียวนะ ไม่ใช่สถานที่ที่คนทั่วไปจะสามารถเข้าไปได้
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะมีโอกาสแบบนั้นบ้าง…
“ไม่ต้องคิดแล้ว” ใครอีกคนผลักคนผู้นั้นแล้วกล่าวว่า “ค่าเล่าเรียนของโจวเสวียไม่ใช่ถูก ๆ ถ้าเจ้าสอบได้ดีเป็นพิเศษเหมือนซุ่นเต๋อ ได้รับทุนสมทบผู้มีความเป็นเลิศก็ยังพอมีหวัง ถ้าเจ้าไม่ได้ทุนสมทบก็ไปเรียนที่สำนักศึกษาของทางการไม่ไหวหรอกนะ”
คำกล่าวนี้ไม่เท็จ ก่อนที่จูชีจะสอบเป็นซิ่วไฉได้ คนที่มาเรียนที่สำนักศึกษาของอาจารย์เสิน หากไม่ใช่คนยากจนก็มาจากครอบครัวพื้นเพธรรมดาที่ไม่มีใครเหลียวแล
คนที่มีฐานะดีหน่อยก็จะเข้าไปเรียนในสำนักศึกษาสกุลไป๋ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ถ้าเข้าไม่ได้ค่อยหันมาพิจารณาที่นี่
ด้วยเหตุนี้ คนที่มาเรียนที่นี่จะมีสักกี่คนที่มีกำลังทรัพย์ไปเรียนที่สำนักศึกษาของทางการ?
“นั่นก็จริง”
คนผู้นั้นตอบรับ ทุกคนจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าหลิวเจี้ยนถงนิ่งเงียบไป
เขารู้แต่แรกว่าจูชีได้รับจดหมายแนะนำจากนายอำเภออวี้ ทั้งยังเคยครุ่นคิดมาก่อนว่าจูชีจะไปหรือไม่ เขาเพียงรู้สึกว่าจูชี ‘ทึ่ม’ ขนาดนั้น เป็นไปได้ไหมที่จะตัดสินใจทำเรื่องโง่งมอย่างการรั้งอยู่ที่สำนักศึกษาสกุลเสินเพราะตัดใจไปจากที่นี่ไม่ได้?
อย่างไรเสียหลานชายสองคนนั้นของจูชีก็อยู่ที่นี่ด้วย อาจารย์เสินก็ดีต่อจูชียิ่งนัก…
พอนึกถึงบทเรียนเพิ่มเติมที่อาจารย์เสินเคยมอบให้จูชี ในใจยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิม
เขาไม่โง่ ที่จูชีสามารถสอบผ่านได้เร็วเช่นนี้จะต้องเกี่ยวกับบทเรียนเสริมของอาจารย์เสินแน่นอน
ว่ากันตามเหตุผล เขาทราบดีว่าที่อาจารย์เสินมอบบทเรียนพิเศษให้จูชีเป็นเพราะจูชีมีความจำดี ผ่านตาไม่ลืมเลือน นั่นไม่ใช่ความสามารถที่คนทั่วไปสามารถมีได้
แต่ในด้านความรู้สึก เขารู้สึกริษยาอยู่บ้าง…ความสามารถเช่นนั้น เหตุใดจึงไปอยู่ในตัวคนทึ่มคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่เขาด้วยนะ?
คนสกุลจู “…”
ขอโทษที คนในครอบครัวพวกข้าความจำดีอยู่แล้ว แต่จูชีความจำดีเป็นพิเศษก็เท่านั้นแหละ!