ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 709 ท่านไม่อยากเป็นพี่เขยของข้างั้นหรือ?
บทที่ 709 ท่านไม่อยากเป็นพี่เขยของข้างั้นหรือ?
อิจฉาริษยาไปก็ไร้ประโยชน์ เจ้าไม่มีความสามารถแบบคนเขา จะอิจฉาริษยาอย่างไรก็ยังไม่มีอยู่ดี
หลิวเจี้ยนถงนึกทอดถอนใจ แล้วเปลี่ยนไปสนใจเรื่องอื่น
บางครั้งคนเราก็เป็นเช่นนี้เอง ถ้าคนอื่นบังคับให้เจ้ารับมา เจ้ายิ่งรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ของดีอะไร ไม่อยากได้ แต่ถ้าอีกฝ่ายถอดใจไปอย่างง่ายดาย เจ้าก็จะคอยพะวงนึกถึงแต่เรื่องนั้น…ของสิ่งนั้นดีกว่าสิ่งที่ข้าอยากได้อีกหรือ?
ส่งสหายร่วมสำนักออกไป จัดการความเรียบร้อยภายในห้องเสร็จแล้ว หลิวเจี้ยนถงที่ตั้งใจว่าจะพักผ่อนก็นึกถึงเรื่องมงคลที่อาจารย์เสินมาเป็นพ่อสื่อขึ้นมาอีกครา
ตกลงเป็นใครกันนะ?
ทำให้อาจารย์รับปากได้ ฐานะคงไม่แย่กระมัง?
ถ้าอีกฝ่ายฐานะดี แต่ตนเองปฏิเสธไปแล้ว เขาก็คงต้องเสียดายไปทั้งชีวิตเลยน่ะสิ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากรู้ว่าคู่หมายที่อาจารย์เสินกล่าวถึงคือใคร
เวลานั้นเอง เสินกวงจี้ก็ยื่นศีรษะเข้ามาในห้อง
“กวงจี้? เจ้าทำอะไรน่ะ?”
“ฮิฮิ! ข้าแค่มาดู มาดูเฉย ๆ…” เสินกวงจี้ย่อมไม่กล้าพูดว่าเขามาดู ‘ว่าที่พี่เขย’ อยู่แล้ว
เขายังนับว่าฉลาด ไม่ได้มามือเปล่า แต่นำอาหารจากในครัวมาด้วย
“มันเทศที่ท่านย่าข้าย่างเอง หวานมากเลยนะ!”
เสินกวงจี้กล่าวพลางส่งมาให้
หลิวเจี้ยนถงมีใจอยากใกล้ชิดกับเขาอยู่แล้วจึงรับมาชิมคำหนึ่ง “อืม หวานมาก เป็นของที่ซุ่นเต๋อส่งมาใช่ไหม?”
“ที่บ้านซุ่นเต๋อส่งมาให้ ตอนนี้ข้างนอกยังหาซื้อไม่ได้หรอกนะ มีแต่ในหมู่บ้านพวกเขาที่มีของพวกนี้ แต่ถ้ากินหมดก็ต้องรอถึงช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว…” เสินกวงจี้เอ่ยเสริม “ซุ่นเต๋อบอกมา”
“ปีนี้พวกเขาปลูกกว่ามากเดิมใช่ไหม? ถึงตอนนั้นก็คงหาซื้อได้แล้วล่ะ”
“อื้ม! ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าบอกว่าปีนี้ทุกคนในหมู่บ้านพวกเขาล้วนปลูกมันเทศ หมู่บ้านข้าง ๆ ก็ปลูกเหมือนกัน…ถึงตอนนั้นก็คงหาซื้อง่ายขึ้นแล้ว” เสินกวงจี้ดูเหมือนจะชอบกินมันเทศมากทีเดียว “ข้าบอกท่านย่าแล้วว่าถึงตอนนั้นจะต้องหาซื้อกลับมาให้ได้ จะเอาไปย่างกินหรือทำเป็นมันเทศตากแห้งก็อร่อยทั้งนั้น”
“คนตะกละอย่างเจ้าแค่เห็นก็รู้แล้วว่าต้องซื้อแน่”
“ฮิ ๆๆๆ…”
เสินกวงจี้เพียงหัวเราะ ไม่ได้ปฏิเสธ
พวกเขาสองคนคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ ขณะใคร่ครวญว่าจะวกเข้าประเด็นสำคัญอย่างไรดี
หลิวเจี้ยนถงอยากถามเสินกวงจี้ว่า รู้หรือไม่ว่าคู่หมายที่อาจารย์เสินมาเป็นพ่อสื่อให้คือใคร ส่วนเสินกวงจี้อยากรู้ว่า ศิษย์พี่ผู้นี้มีความคิดอยากเป็นพี่เขยของตนหรือเปล่า
กล่าวตามตรงแล้ว เสินกวงจี้ไม่ได้รังเกียจหลิวเจี้ยนถง ถึงเขาจะเล่นกับจูชีสนุกกว่า แต่ก็ทราบว่าพี่สาวของเขาต้องการสามีที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่า
“แค่ก ศิษย์พี่กลับมาแล้ว ได้พบพ่อข้าแล้วกระมัง?”
“อืม พบแล้ว พอกลับมาก็ไปพบอาจารย์เลย ทำไมหรือ เจ้าเด็กคนนี้ ไปได้ยินเรื่องอะไรมา?”
“ฮิฮิ!” อยากรู้อะไรก็ได้รู้เลยนี่นา เสินกวงจี้หัวเราะเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างคลุมเครือว่า “พ่อข้าไม่ได้พูดอะไรกับท่านเลยหรือ?”
“พูดอะไร?” หลิวเจี้ยนถงทำเป็นไม่เข้าใจ
“ไม่ได้พูดอะไรจริง ๆ?” เสินกวงจี้เห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็ไม่กล้าด่วนสรุป
เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชื่อเสียงของพี่สาว เขาไม่อาจทำอะไรโดยไม่คิด
“อาจารย์พูดหลายเรื่อง ไม่รู้ว่าเจ้าหมายถึงเรื่องไหน?” หลิวเจี้ยนถงกลัวว่าอีกฝ่ายจะถอดใจไม่พูดต่อจึงเปรยขึ้นมา
“เรื่องใหญ่ชั่วชีวิตของท่านอย่างไรเล่า…” เสินกวงจี้สังเกตความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของอีกฝ่าย
หลิวเจี้ยนถงครุ่นคิดแล้วตอบรับเสียงเบา “อืม!”
“แล้วท่านมีความคิดอย่างไร?”
ดวงตาของเสินกวงจี้พลันวาววับ: รีบพูดมาสิ ตกลงแล้วท่านได้ตอบตกลงเป็นพี่เขยของข้าไหม!
“ความคิดอะไร?”
“ความคิดเกี่ยวกับเรื่องแต่งงานอย่างไรเล่า ท่านตอบตกลงไปแล้วหรือยัง?” เสินกวงจี้เห็นอีกฝ่ายไม่พูดเสียทีก็ร้อนใจ
ศิษย์พี่ทำเกินไปแล้ว คงไม่ได้กำลังแกล้งเขาอยู่ใช่ไหม?
จะพูดอย่างไร ข้าก็เป็นน้องเขยของเขานะ ไม่กลัวว่าข้าจะไปพูดถึงเขาเสีย ๆ หาย ๆ ต่อหน้าท่านพี่บ้างรึ?
“เจ้าเดาสิ”
หลิวเจี้ยนถงทำสีหน้าลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
เสินกวงจี้ร้อนใจ “ท่าน…ศิษย์พี่ ท่านทำอย่างนี้ได้อย่างไร? ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันนะ ไม่พูดถึงเรื่องอื่น เอาแค่เรื่องนี้ ท่านไม่ควรแกล้งข้ากระมัง? ตกลงแล้วท่านได้ตอบรับไหม?”
“เจ้าร้อนใจไปทำไม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าเสียหน่อย”
“ไม่เกี่ยวได้อย่างไร? นั่นคือพี่สาวข้านะ ข้า…” เสินกวงจี้พบว่าตัวเองพลั้งปากพูดออกไปแล้วจึงรีบปิดปาก มองอีกฝ่ายด้วยความตกใจ “ท่านทำเกินไปแล้ว! ข้าบอกไว้เลย ต่อไปถ้าอยากให้ข้าเปลี่ยนใจไม่ง่ายหรอกนะ…”
หลิวเจี้ยนถงที่ถูกข่มขู่ในที่สุดก็ได้คำตอบที่ต้องการแล้ว แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์มาเป็นพ่อสื่อให้ลูกสาวของตัวเอง?!
เขาค่อนข้างตกใจ “พี่เจ้า?!”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“เปล่า ข้าไม่คิดว่าจะเป็นพี่เจ้า…”
ความคิดของหลิวเจี้ยนถงยุ่งเหยิงไปหมด กลัวว่าเสินกวงจี้จะเข้าใจผิดจึงรีบอธิบายว่าตอนนั้นอาจารย์เพียงบอกว่ามาทาบทามเขา แต่เขาปฏิเสธไปโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“ท่านหมายความว่าอย่างไร? ท่านไม่อยากเป็นพี่เขยของข้างั้นหรือ?” เสินกวงจี้ลุกขึ้นด้วยสีหน้าไม่พอใจ
พวกเขาเป็นสหายร่วมสำนักเชียวนะ แต่ศิษย์พี่ไม่เต็มใจเป็นพี่เขยของเขา?
อีกฝ่ายไม่เต็มใจ เขาก็ไม่เต็มใจเหมือนกัน!
“ไม่ใช่อย่างนั้น เจ้าเข้าใจผิดแล้ว…” หลิวเจี้ยนถงรีบดึงเขาเอาไว้ อธิบายว่า “ข้าไม่คิดว่าจะเป็นพี่สาวเจ้า ข้านึกว่าเป็นคนอื่นจึงปฏิเสธไป…”
“แล้วท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ท่านจะสื่อว่าถ้าท่านรู้แต่แรกว่าเป็นพี่สาวข้าก็จะไม่ปฏิเสธงั้นรึ?” เสินกวงจี้ถาม
หลิวเจี้ยนถงพูดไม่ออก “…”
เขาพูดได้หรือว่าเขาไม่เคยคิดไปถึงครอบครัวของอาจารย์ เขาจึงไม่รู้ว่าถ้าเป็นคุณหนูเสิน เขาจะตอบตกลงหรือไม่
ถ้าเป็นลูกเขยของอาจารย์ อาจารย์จะต้องทุ่มเทเพื่อเขาเต็มความสามารถแน่นอน แต่อาจารย์เพียงเปิดสำนักศึกษาอยู่ในสถานที่เล็ก ๆ อย่างตำบลอันจิ่ว ถ้าเขาจะสอบระดับสูงกว่านี้ อาจารย์ก็คงช่วยอะไรไม่ได้
“ทำไมท่านไม่พูดอะไรเลยเล่า? หมายความว่าอะไร? จะตอบตกลงหรือไม่ตกลง?” เสินกวงจี้เป็นห่วงพี่สาวของตนเองจึงพูดเตือนอย่างไม่พอใจว่า “ศิษย์พี่เจี้ยนถง ข้าบอกท่านก็ได้ว่าพี่สาวข้าจะแต่งกับท่านหรือไม่ ยังต้องถามความเห็นของพี่สาวข้าก่อน ท่านพ่อท่านแม่ไม่อยากให้พี่สาวข้าแต่งให้คนที่ไม่คุ้นเคยกัน ท่านเป็นลูกศิษย์ของพ่อข้า พ่อข้ารู้นิสัยใจคอของท่าน คิดว่าท่านพึ่งพาได้…ไม่อย่างนั้น ท่านคิดว่าท่านจะได้เจอเรื่องดี ๆ อย่างนี้งั้นหรือ?”
“ท่านอยากแต่งก็แต่ง ไม่อยากก็ไม่เห็นจะเป็นไร อย่ามาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พี่ข้าไม่ได้ขายไม่ออกสักหน่อย”
“อีกอย่าง เรื่องนี้อย่าเอาไปพูดเหลวไหลข้างนอกเชียวนะ เรื่องเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของพี่ข้า ถ้าท่านกล้าทำให้พี่สาวข้าเสื่อมเสีย ข้ากับท่านพ่อไม่ละเว้นท่านแน่”
……
หลิวเจี้ยนถงรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกต่อการข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเด็ก ๆ ของเสินกวงจี้ เขาตอบว่า “ข้าไม่ใช่คนแบบนั้นเสียหน่อย พ่อเจ้าเป็นอาจารย์ของข้า ข้ายังเป็นปัญญาชน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุไหน ข้าก็ไม่ควรล้อเล่นกับชื่อเสียงของผู้หญิง”
“เช่นนั้นก็ดี!” ครั้นได้รับคำตอบรับจากอีกฝ่าย เสินกวงจี้ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
หลิวเจี้ยนถงพยายามอธิบาย “การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ไม่อาจเอามาล้อเล่น เจ้าก็คงอยากให้ข้าจริงจังกับเรื่องนี้ ใช่ไหม?”
“อื้ม!” เสินกวงจี้พยักหน้า
“ถ้าจริงจังกับเรื่องนี้ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ข้าไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน จู่ ๆ เจ้าก็โพล่งออกมา ข้าก็ต้องใคร่ครวญให้ดีใช่ไหม นอกจากข้าจะต้องคิดให้ดี เรื่องนี้ข้ายังต้องนำไปปรึกษาผู้ใหญ่ที่บ้าน จึงจะเป็นการเคารพต่ออีกฝ่าย ถ้าข้าพูดไปตามใจว่าตกลงหรือไม่ตกลง แบบนั้นก็ออกจะไม่เคารพต่อพี่สาวเจ้ากับอาจารย์”
อ้างเหตุผลสารพัด ในไม่ช้าเสินกวงจี้ก็คล้อยตาม เขาพยักหน้าแล้วว่า “ที่ท่านพูดมาก็มีเหตุผล”