ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 724 แม่ม่ายฉินตายแล้ว
บทที่ 724 แม่ม่ายฉินตายแล้ว
ภายในเรือนหลังข้าง ๆ เย่อวี๋หรานกำลังตรวจการบ้านของจูชี
แม้ยามนี้จูชีจะเป็นซิ่วไฉ รอไปเข้าเรียนที่โจวเสวียในช่วงครึ่งปีหลัง ไม่ต้องไปที่สำนักศึกษาสกุลเสินอีกแล้ว แต่อาจารย์เสินยังคงฝากบทเรียนมากับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า เพื่อให้จูชีได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
เย่อวี๋หรานกลัวว่าจูชีจะทำได้เพียงท่องคำตอบ แต่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงมาช่วยแนะแนวทางโดยอ้างอิงจากความเข้าใจของตนเองให้เขาฟังอยู่บ่อย ๆ
วิธีคิดแบบใหม่นี้กลับค่อนข้างเข้าใจยากสำหรับจูชี
เขาท่องตำรามาไม่น้อย แต่ก็ ‘ท่องจำ’ ได้อย่างเดียว ทว่านำมาประยุกต์ใช้ไม่เป็น
เย่อวี๋หรานจึงพยายามสอนวิธีนำสิ่งที่ท่องจำมาใช้โดยพลิกแพลงตามบริบท หรือก็คือมอบแนวทางการคิดให้เขา
ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ในบรรดาวิธีการสรุปข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ การเขียนผังความคิดเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก
เย่อวี๋หรานสอนวิธีการนี้ให้เขา
“ผังงานที่ข้าสอนเจ้าไปคราวก่อนมีไว้ใช้เพื่อจัดลำดับและสรุปขั้นตอนการทำงาน ยกตัวอย่างเช่นการทำนาน้ำ ตั้งแต่โปรยเมล็ดพันธุ์จนถึงการเก็บเกี่ยว ทั้งหมดนี้ก็คืองานหนึ่งอย่าง”
“ส่วนแผนภูมิวงกลม ใช้สำหรับแสดงลักษณะสำคัญของวัตถุกลุ่มหนึ่ง”
“เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผังความคิด เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะนำไปปรับใช้ตามสถานการณ์ให้เป็น ถ้าเจ้ายังไม่แน่ใจก็ใช้ไปตามที่คิด ค่อยเป็นค่อยไป เจ้าทดลองทำไปหลาย ๆ ครั้งก็จะจับทางได้เองว่าต้องนำไปใช้งานอย่างไร”
“พอเจ้าแจกแจงอย่างนี้ เจ้าก็จะมองเห็นภาพรวมความคิดของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น จากนั้นก็ใช้ถ้อยคำบรรยายออกมา”
……
จูชีใช้พู่กันจดบันทึกพลางพยักหน้า
ยามนั้น เสียงหลี่ซื่อก็ดังมาจากหน้าประตูเรือน
“ท่านแม่ อยู่ไหมเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานบอกให้จูชีค่อย ๆ ใคร่ครวญบทเรียนต่อไปแล้วเดินออกมาจากห้องหนังสือ
“อยู่”
“ท่านแม่ ย่าลี่ฮวาบอกว่ามาหาท่านเพราะมีเรื่องใหญ่เจ้าค่ะ ตอนนี้ไปรอที่ท้ายเรือน เพราะนางไม่อยากให้ใครเห็น” หลี่ซื่อเดินเข้ามากระซิบใกล้ ๆ
แล้วเล่าจังหวะที่ย่าลี่ฮวามาถึงให้เย่อวี๋หรานฟังอย่างคร่าว ๆ
ในช่วงที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการทำนา นางกลับมาหาด้วยท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ มีเรื่องอะไรกันนะ?
เย่อวี๋หรานได้ยินหลี่ซื่อกล่าวเช่นนั้น ในใจก็รู้สึกสงสัย
นางใคร่ครวญถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ นอกจากเรื่องหญิงปากสว่างก็ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องใหญ่อื่นใดอีก
ต่อให้จูหย่งหนิงจะปลดหญิงปากสว่าง ก็ไม่ถึงขั้นทำให้ย่าลี่ฮวามาเยือนถึงเรือนนี่นา
ตกลงแล้วเป็นเรื่องอะไรกันแน่?
หลิวซื่อได้ยินความเคลื่อนไหว แต่นางยังไม่ทันถามได้ความอะไรก็ถูกหลี่ซื่อพูดดักคอว่า
“ไอ้หยา คนเขามาหาท่านแม่ ท่านจะสนใจทำไม? ท่านก็อยากทำให้แม่สามีรำคาญใจหรือเจ้าคะ?”
“ข้าไม่ได้จะว่าอะไรสักหน่อย ก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง” หลิวซื่อปากแข็งไม่ยอมรับ แต่ก็หยุดเซ้าซี้ถาม ใช้การกระทำแสดงให้เห็นว่า…นางกลัวว่าแม่สามีจะโกรธจริง ๆ
เมื่อเย่อวี๋หรานมาถึงท้ายเรือนก็เห็นย่าลี่ฮวาเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายใจ ดูจากท่าทางแล้วคงร้อนใจยิ่ง
“ย่าลี่ฮวา?”
“จูต้าเหนียง…” พอเห็นนาง ย่าของลี่ฮวาก็เดินเข้ามาหาทันที “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เรื่องใหญ่มาก ๆ…”
“ท่านอย่าเพิ่งลนลาน ค่อย ๆ พูด เกิดเรื่องใหญ่อะไร?”
“แม่ม่ายฉินตายแล้ว!”
เย่อวี๋หรานหมดคำจะพูด “…”
แม่ม่ายฉินตายแล้ว มาบอกนางยังจะมีประโยชน์อะไร?
เรื่องนี้ไม่ควรไปหาผู้อาวุโสหรอกหรือ?
นางพูดออกมา
ย่าลี่ฮวาร้อนใจ “ย่อมต้องไปหาผู้อาวุโสอยู่แล้ว แต่แม่ม่ายฉินมาตายในช่วงสำคัญแบบนี้ ลูกชายสองคนของนางก็ไม่อยู่ ถ้าลูกชายทั้งสองของนางรู้เข้า จะไม่…จะไม่…”
“ไม่อะไร?”
ย่าลี่ฮวาสังเกตสีหน้าของเย่อวี๋หรานอย่างระมัดระวัง แล้วกล่าวว่า “ลูกชายสองคนของนางรู้ว่าแม่ม่ายฉิน…เป็นอะไรกับจูเหล่าโถว ถึงแม้ตอนนั้นจะให้จูสุ่ยหนิวรับผิดชอบแทนไปแล้ว แต่เรื่องนี้…”
“ให้จูสุ่ยหนิวรับผิดชอบแทนอะไรกัน? แม่ม่ายฉินเป็นชู้กับเขาอยู่แล้วนี่?” เย่อวี๋หรานแสร้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง นางกล่าวว่า “ทำไมยังมาพาดพิงจูเหล่าโถวอีก?”
เรื่องที่แม่ม่ายฉินเป็นชู้กับจูเหล่าโถว ย่าลี่ฮวาไม่ได้รู้เรื่องมากนัก
แม้นางจะรับหน้าที่เฝ้าแม่ม่ายฉิน แต่ก็ได้เห็นความขัดแย้งระหว่างแม่ม่ายฉินกับจูสุ่ยหนิวด้วยตาตัวเอง แต่นางไม่ได้รู้ชัดว่าตกลงแล้วแม่ม่ายฉินกับจูเหล่าโถวมีความสัมพันธ์กันหรือไม่
หลังจากนั้นยังมีข่าวลือแพร่ออกมาบ้าง แต่มีแค่ข่าวลือ ไม่มีหลักฐาน เจ้ายังจะทำอย่างไรได้?
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสที่เป็นบุคคลสำคัญของเรื่องยังยืนยันหนักแน่น…คนที่เป็นชู้กับแม่ม่ายฉินคือจูสุ่ยหนิว ไม่เกี่ยวกับจูเหล่าโถว เขาถูกใส่ร้าย
ตอนนี้ ทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกัน
แต่ตอนนี้ ย่าลี่ฮวากลับร้อนใจจนไม่ทันได้คิดอะไร ตรงมาหาเย่อวี๋หรานเพราะเรื่องนี้
เย่อวี๋หรานหรี่ตา พยายามคาดเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่าย
ย่าลี่ฮวาอึ้งไป “หา? แต่ว่า…”
“แต่อะไร?” เย่อวี๋หรานถามพลางจ้องเขม็ง
“แต่…แต่ตอนนั้น…” ย่าลี่ฮวาก็ไม่ค่อยแน่ใจเช่นกัน คงไม่อาจพูดออกมาว่า นางคิดว่าคนที่แม่ม่ายฉินเป็นชู้ด้วยคือจูเหล่าโถวหรอกกระมัง
“ตอนนั้นอะไร?”
ย่าลี่ฮวา “…”
“มีคนตายก็ไปแจ้งผู้อาวุโส ให้ผู้อาวุโสจัดการเรื่องหลังจากนั้น ข้าไม่ใช่ผู้อาวุโสเสียหน่อย มาหาข้าไม่มีประโยชน์หรอกนะ” เย่อวี๋หรานพูดต่อไปว่า “ย่าลี่ฮวา ท่านมาผิดที่แล้ว”
ย่าลี่ฮวาเดินโซเซออกมาจากเรือนสกุลจู
เดินไปได้สักพัก นางค่อยนึกขึ้นมาได้ว่า ‘เดี๋ยวนะ ข้ามาหาจูต้าเหนียงทำไม?’
จากนั้นก็ตบต้นขาตัวเองอย่างอารมณ์เสีย
นางไม่ได้มาพูดเรื่องการตายของแม่ม่ายฉินเสียหน่อย นางตั้งใจว่าจะเอาเรื่องนี้มาประจบจูต้าเหนียงต่างหาก!
มันน่านัก!
ไฉนพอเห็นคนก็พูดจาไม่เป็นเสียแล้ว ทำเสียเรื่องแบบนี้ไปได้อย่างไรนะ?
ในไม่ช้า ข่าวการตายของแม่ม่ายฉินก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านสกุลจู
ตอนนั้นอยู่ในช่วงฤดูกาลทำนาจึงไม่มีใครสนใจ “คนก็ตายไปแล้ว ยังมีอะไรต้องพูดอีก?”
“ร่างกายนางทรุดโทรมขนาดนั้น เป็นใครก็มองออกว่าคงอยู่ได้ไม่นาน อ้อ ลูกชายสองคนของนางอยู่ไหม?”
“ไม่อยู่ ไปทำงานรับจ้างในตำบล”
“ในช่วงทำนาแบบนี้ พวกเขาไปรับจ้างกันทำไม?”
“พวกเขาสองคนอายุยังน้อย ทำนาไม่ไหว ไม่ทำงานรับจ้างแล้วจะให้ทำอะไร?”
“งานรับจ้างพวกนั้นได้มาจากคนอื่นอีกที ได้รับค่าจ้างหนึ่งในห้า”
“ไม่แย่เลยนะ ดีจริง ๆ”
“ก็ดีน่ะสิ จูอู่ช่วยไปของานมาให้”
“งานรับจ้างของพวกเขาสองคน จูอู่ก็เป็นคนหามาให้?”
“ใช่”
“ไอ้หยา ดีเลย ว่างเมื่อไหร่ ข้าจะไปบอกให้จูอู่ช่วยหางานให้พวกเราบ้าง พอให้มีรายรับเล็ก ๆ น้อย ๆ”
……
พูดไปพูดมาก็เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น
ในช่วงเวลาอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ คนตายไปหนึ่งคนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
นอกจากนี้ ยังไม่ใช่คนในครอบครัวตัวเอง
ข่าวการตายของแม่ม่ายฉินแพร่มาถึงครอบครัวของจูสุ่ยหนิวเช่นกัน
จูสุ่ยหนิวที่กำลังทำงานอยู่อึ้งงัน “ตาย…แล้ว?”
“อื้ม! ตายแล้ว!” ภรรยาของเขามองเขาด้วยแววตาวาวโรจน์ “ทำไม นางตายแล้ว เจ้ายังอาลัยอาวรณ์นางอีก? ข้าถุย! ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนดีอะไร สามีตัวเองตายไปแล้วก็ไปยั่วยวนผู้ชายคนอื่น สมน้ำหน้าแล้วที่ตายเร็วแบบนั้น…”
ว่าแล้วก็ผรุสวาทด่าทอติดต่อกันหลายประโยค
ตอนที่เรื่องสามีของนางเป็นชู้กับแม่ม่ายฉินถูกเปิดโปงออกมา ทำให้นางอับอายขายหน้าคนในหมู่บ้านยิ่งนัก
นางโมโหจนแทบจะสะบัดหน้ากลับไปอยู่บ้านเดิมเสียให้รู้แล้วรู้รอด