ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 725 ตายไปอาจดีกว่าก็ได้
บทที่ 725 ตายไปอาจดีกว่าก็ได้
สุดท้ายภรรยาของจูสุ่ยหนิวย่อมไม่ได้กลับบ้านเดิมไปอยู่แล้ว เหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก…ใกล้จะได้ตบแต่งลูกสะใภ้แล้วเป็นย่าคนอยู่รอมร่อ ถ้ากลับบ้านเดิมไปตอนนี้ นางมิขาดทุนแย่รึ?
แต่ก็ยังต้องทะเลาะให้รู้สำนึก ทั้งยังเรียกพี่น้องผู้ชายจากบ้านเดิมมาด้วย แต่นางจะไม่ยอมกลับบ้านเดิมเด็ดขาด รักษาตำแหน่งของตัวเองเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมให้ใครมาแย่งไปได้
“พูดอะไรของเจ้า? ลูกก็โตขนาดนี้แล้ว…” สีหน้าของจูสุ่ยหนิวไม่น่ามองนัก
เรื่องนี้เขาเป็นฝ่ายผิด พูดไปประโยคเดียวก็ไม่อยากสนใจภรรยาคนนี้อีกแล้ว
ถึงอย่างไรลูกชายก็โตแล้ว นางก็มีลูกไม่ได้อีกแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาจะย่ำแย่ปานไหนก็ทำได้แค่อยู่กินกันไปอย่างนี้
เขาหันหลังเตรียมจะเดินออกไปจากห้อง
แต่ภรรยาของเขายอมปล่อยเขาไปเสียที่ไหน ร้องห้ามเขาเอาไว้ แล้วด่าอย่างเกรี้ยวกราดกว่าเดิม “เจ้าก็รู้ด้วยว่าลูกโตแล้ว? ถ้าเจ้ากลัวเสียหน้านักแล้วไปทำเรื่องไร้ยางอายพรรค์นั้นทำไม?”
“กลัวเสียหน้าก็อย่าทำสิ!”
“ในเมื่อทำไปแล้ว ก็อย่ากลัวว่าคนเขาจะเอาไปพูด”
……
จูสุ่ยหนิวย่อมไม่ตอบโต้ แต่เดินหนีไปเร็วกว่าเดิม เพราะไม่อยากทะเลาะกับผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว
ส่วนแม่ม่ายฉินจะเป็นหรือตาย…
เฮ้อ! เขาทอดถอนใจ
ตายไปอาจดีกว่าก็ได้!
คนตายไปแล้ว คนอื่นก็จะไม่คิดถึงเรื่องนี้อีก
เมื่อเทียบกับจูสุ่ยหนิว สภาพจิตใจของจูเหล่าโถวซับซ้อนกว่าเล็กน้อย
เขากับแม่ม่ายฉินเป็นอะไรกัน คงมีแต่ตัวเขาเองที่รู้กระจ่างกว่าใคร
หลังจากฉีกหน้ากันไปคราวนั้น เขาก็ไม่ได้ไปพบแม่ม่ายฉินอีกเลย
ใช่ว่าแม่ม่ายฉินไม่อยากมาหาเขา แต่เพราะเขาไม่ไปพบนางต่างหาก…ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้อยู่อย่างสงบเช่นนี้ เขาไม่อยากให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาอีกแล้ว
ตอนนั้นเย่อวี๋หรานถึงขั้นลั่นวาจาไว้ว่าจะไล่เขาออกจากเรือนไปตัวเปล่า ถ้าเขาไปข้องแวะกับแม่ม่ายฉินอีกจริง ๆ ยังมีเรื่องอะไรที่นางทำออกมาไม่ได้?
เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง หลานชายก็มีแล้ว แต่กลับถูกภรรยาตัวเองขับไสไล่ส่งออกจากบ้าน วันหน้าเขาจะมองหน้าคนอื่นได้อย่างไร?
อีกอย่าง เจ้าลูกชายพวกนั้นก็ยืนอยู่ฝั่งมารดาของตัวเองทั้งหมด เขา…
“เจ้ามาหาข้า?”
เย่อวี๋หรานเดินมาถึงข้างหลังเขา ทำให้จูเหล่าโถวที่กำลังใจลอยได้สติคืนมา
“อ้อ! คือ…” พอจูเหล่าโถวเห็นนางก็รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง คำพูดที่คิดไว้ก็ไม่รู้ว่าควรพูดออกมาอย่างไร
“คืออะไร? มีอะไร?”
จูเหล่าโถวอ้าปากอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เย่อวี๋หรานไม่เข้าใจ “เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่? ข้ายุ่งอยู่นะ มีอะไรก็รีบพูด”
“คือว่า…ก็คือ…ตอนนี้ในหมู่บ้านมีคนตายไม่ใช่หรือ ข้าแค่อยากถามเจ้าว่า เจ้าคิดอย่างไร?” จูเหล่าโถวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แม้แต่ชื่อแม่ม่ายฉินยังไม่กล้าพูดออกมา
“ในหมู่บ้านมีคนตายตอนไหนกัน…” เย่อวี๋หรานพูดออกมาแล้วค่อยนึกออก “เจ้าหมายถึงแม่ม่ายฉิน?”
“อืม!”
พออีกฝ่ายกวาดสายตามองมา จูเหล่าโถวไม่ค่อยกล้าสบตานัก
สายตาที่เสมองไปทางอื่นแบบนั้นทำให้เย่อวี๋หรานหมดคำจะพูด
เขาพูดเองไม่ใช่หรือว่าตนเองไม่ได้มีอะไรกับแม่ม่ายฉิน
ท่าทางอย่างนั้นของเขาดูไม่มีพิรุธเสียที่ไหน?
โชคดีที่เจ้าของร่างเดิมไม่อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทะเลาะกันหนักขนาดไหนอีก
“ข้าคิดอย่างไรอะไรกัน? ข้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเสียหน่อย ในหมู่บ้านมีคนตายก็ไม่จำเป็นต้องให้ข้าร้อนใจหรอก” เย่อวี๋หรานกล่าวเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่
แต่ยิ่งนางเป็นเช่นนี้ จูเหล่าโถวก็ยิ่งใจเต้นระทึก “ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นนะ…แต่คนตายแล้วก็ต้องจัดงานศพ ข้าคิดว่าข้าต้องไปไหม…”
“ไปสิ ทำไมจะไม่ไป? ถ้าไม่ไปก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าร้อนตัวน่ะสิ? ทำไมรึ เจ้ากินปูนร้อนท้อง?”
“เปล่า…ข้าร้อนตัวอะไรกัน นางไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้าเสียหน่อย ข้าแค่…” จูเหล่าโถวย่อมไม่ยอมรับอยู่แล้ว แต่น้ำเสียงกลับไม่คล้ายอย่างนั้น เขาเอ่ยว่า “แค่กังวลใจนิดหน่อย กลัวว่าถ้าข้าไปแล้วคนอื่นเอาไปพูดอะไรอีก ตอนแรกไม่ได้มีเรื่องอะไร ถ้าเจ้าได้ยินแล้วโกรธขึ้นมาอีกเล่า…”
ตอนนี้เขากลัวเย่อวี๋หรานจะโกรธอีกรอบจริง ๆ
ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีวันดีคืน เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ภรรยาของเขา ส่วนเขาเพียงแต่ได้มีหน้ามีตาไปด้วยก็เท่านั้น
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วพลางกล่าวว่า “ตอนนี้รู้จักกลัวแล้ว? แล้วตอนที่ทำลงไปตอนนั้นทำไมถึงไม่รู้จักกลัวเสียบ้าง?”
“ข้าไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ นะ…” จูเหล่าโถวรีบร้อนอธิบาย
เย่อวี๋หรานเงยหน้าขึ้นมา “พอเถอะ ทำหรือไม่ทำ ตัวเจ้าเองรู้อยู่แก่ใจ แต่คนก็ตายไปแล้ว พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าแค่อย่าเป็นตัวถ่วงให้ข้ากับพวกลูก ๆ ก็พอ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ข้าจะไม่ยุ่งกับเจ้า”
พูดจบก็เดินจากไปโดยไม่สนใจเขา
จูเหล่าโถวยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางเซื่องซึม
อยากฟื้นฟูความสัมพันธ์กับภรรยากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่สำเร็จเสียที ภรรยาคนนี้คิดอะไรอยู่กันแน่?
ยังจะใช้ชีวิตด้วยกันอยู่ไหม?
หรือจะทำเหมือนทุกวันนี้ต่อไป ดูจากภายนอกคือครอบครัวเดียวกัน แต่ความจริงกลับต่างคนต่างอยู่
ในฐานะสามี จูเหล่าโถวไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจเท่าไหร่
นอกจากนี้ เขายังไม่คิดว่าตัวเองแก่จนทำอะไรไม่ไหว และยังไม่ได้แก่จนหมดความต้องการบางอย่างไปแล้ว
ทั้งที่มีภรรยา แต่กลับมีชีวิตเหมือนภิกษุอย่างไรอย่างนั้น ความรู้สึกนี้มันช่าง…
ความไม่พอใจปะทุขึ้นมา ต้นไม้อยากอยู่อย่างสงบแต่ลมไม่หยุดพัด*[1]
อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสทราบข่าวการเสียชีวิตของแม่ม่ายฉินแล้วก็เริ่มเตรียมการเรื่องงานศพ
กล่าวจากใจจริง การที่ผู้หญิงคนนี้ตายไปกลับทำให้พวกเขาวางใจได้เสียที
ไม่ว่านางจะเคยเป็นชู้กับจูเหล่าโถวหรือไม่ เรื่องนี้ก็ไม่อาจเปิดเผยได้เป็นอันขาด มีแต่คนตายจึงจะสามารถรักษาความลับเอาไว้ได้
พวกเขาหวังว่าเรื่องนี้จะเงียบหายไปพร้อมกับการตายของนาง
สามีของแม่ม่ายฉินเป็นลูกชายคนเดียว บิดามารดาล้วนไม่อยู่แล้ว ผู้อาวุโสจึงต้องเป็นคนออกหน้าจัดการด้วยตนเอง
เขาเตรียมงานศพตามธรรมเนียมปฏิบัติของหมู่บ้าน ระหว่างนั้นก็บอกให้จูอู่ส่งข่าวไปแจ้งจูกู่กับจูหมี่สองพี่น้อง เรียกตัวพวกเขากลับหมู่บ้าน
ไปทำงานข้างนอกอาจหาเงินได้ แต่งานศพของมารดาเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไม่กลับมาร่วมงานศพก็จะถูกปรามาสว่า ‘อกตัญญู’ แล้ว
เมื่อสองพี่น้องได้ยินข่าวการเสียชีวิตของมารดาก็ไม่รู้สึกประหลาดใจ
ตั้งแต่กลับมาวันนั้น แม่ม่ายฉินก็นอนป่วยติดเตียงมาตลอด มีเลือดไหลออกมาจากร่างกายเป็นระยะไม่เคยขาดเลยตั้งแต่ตอนนั้น
ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยเชิญหมอชาวบ้านมาช่วยดูอาการให้ แต่อีกฝ่ายไม่มีวิธีรักษาที่เร็วกว่านี้ จึงได้แต่รักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ด้วยฐานะของครอบครัวพวกเขา แค่มีอะไรตกถึงท้องได้ก็ไม่เลวแล้ว ไฉนเลยจะมีกำลังซื้อของบำรุงแพง ๆ มาให้มารดา
สุดท้ายจึงได้แต่ยื้อไว้เช่นนี้ ป่วยกระเสาะกระแสะไม่หายมาโดยตลอด
ถ้าไม่ได้จูอู่หางานรับจ้างให้ ช่วยให้พอมีรายรับเข้ามาจุนเจือครอบครัวบ้าง มารดาของพวกเขาจะอดทนมาได้ถึงตอนนี้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้
“เฮ้อ…” จูกู่ถอนหายใจเบา ๆ
“ท่านพี่” จูหมี่เดินเข้ามาแตะไหล่เขา “ท่านว่าท่านแม่ไปอยู่ในปรโลกแล้วจะตำหนิพวกเราไหมนะ?”
“ตำหนิพวกเราเรื่องอะไร?”
“ตำหนิที่พวกเราไปคลุกคลีกับศัตรูของท่านแม่อย่างไรเล่า” จูหมี่อายุยังน้อย ยังคงใส่ใจความรู้สึกของมารดาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
มารดาของเขาอาจเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น แต่ก็เป็นมารดาที่ทุ่มเทจิตใจเพื่อพวกเขาสองคน
ต่อให้ตัวเองต้องทนหิวก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้พวกเขาอิ่มท้อง
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากมารดาไปข้องแวะกับจูเหล่าโถวแล้วจะมีจุดจบเช่นนี้ ขณะที่พวกเขาก็ทำให้มารดาเสียใจ…ที่ไม่ได้ปฏิเสธมิตรภาพที่จูอู่หยิบยื่นมาให้และยังไปคลุกคลีกับอีกฝ่าย
[1] ต้นไม้อยากอยู่อย่างสงบแต่ลมไม่หยุดพัด (树欲静而风不止) หมายถึง สถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่ใจปรารถนา