ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 728 ไม่อาจปล่อยให้ชื่อเสียงถูกทำลายด้วยเรื่องพรรค์นี้ คนโบราณกล่าวไว้ว่าบางสิ่งนับเป็นเรื่องต้องห้าม เพียงแค่เย่อวี๋หรานหาได้ใส่ใจเรื่องทำนองนี้ จูชีไม่ได้เฉลียวฉลาดอย่างคนทั่วไป เขาเป็นคนสมองทึ่มคนหนึ่ง ยามที่พี่น้องสกุลจูให้หยิบจับทำอะไรย่อมไม่ได้คิดหน้าคิดหลังนัก ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ได้มีป้ายรำลึกที่เขียนโดยซิ่วไฉแบบนี้ ดวงตาของจูกู่กับจูหมี่ก็แดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง “พี่ห้า สิ่งนี้มีค่ามากเกินไปสำหรับเรา” “ใช่แล้วขอรับ สิ่งที่ซิ่วไฉเขียนเองแบบนี้ หากท่านแม่ได้เห็นจากบนสวรรค์ก็คงซาบซึ้งเช่นกัน” …… พวกเขานึกภาพแม่ม่ายฉินได้เห็นป้ายรำลึกโดยฝีพู่กันของซิ่วไฉ ไม่รู้ว่าจะเป็นที่อิจฉาของบรรพชนสกุลจูมากมายปานใด คุณหนูใหญ่ลงมือซักผ้าคลุมเองอย่างที่ไม่เคยลงมือทำมาก่อน*[1] นับว่าเป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น จูเหล่าโถวกลับพร่ำบ่นเรื่องที่เย่อวี๋หรานปล่อยให้จูชีเขียนป้ายรำลึกให้คนอื่น “เจ้าเองก็เหมือนกัน ในภายภาคหน้าเจ้าเจ็ดต้องศึกษาเล่าเรียน แต่กลับปล่อยให้เขาเขียนป้ายให้คนอื่น ไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย!” “ไม่เป็นมงคลอะไรกัน ทำเพื่อหารายได้ เจ้าไม่เข้าใจหรือ?” เย่อวี๋หรานเหลือบมองสามีเฒ่า และปล่อยให้เขาคิดได้ด้วยตนเอง “จะเจ้าหน้าที่ทางการหรือขุนนางต่างก็ลงเอยในโลงศพเหมือนกันทั้งนั้นแหละ” “แต่ก็ไม่ควรเขียนให้แม่ม่ายไม่ใช่หรือ เปลี่ยนเป็นคนอื่นที่มีเกียรติมากกว่านี้ไม่ได้หรือ?” “จะเปลี่ยนเป็นใครเล่า?” นางจ้องเขม็งพลางเอ่ยถาม จูเหล่าโถวชะงักไปชั่วขณะ สุดท้ายจึงเอ่ยว่า “เปลี่ยนเป็นใครก็ได้ ขอเพียงไม่ใช่แม่ม่ายก็พอ...” “เจ้ากำลังเลือกปฏิบัติงั้นเรอะ” เย่อวี๋หรานแค่นหัวเราะ เอ่ยวาจาถากถาง “ตอนนางมีชีวิตอยู่ เจ้ายัง ‘กระตือรือร้น’ เที่ยวหยิบยื่นความช่วยเหลือให้นางอยู่เลย บอกว่าเห็นแก่น้องชายจึงช่วยดูแลภรรยาให้ ตอนนี้นางสิ้นลมแล้ว เจ้ากลับสับปลับกลับคำอย่างนั้นหรือ?” “ไม่ใช่อย่างนั้น ข้า...” ยามนี้เขาสิ้นท่า ถกเถียงไม่ออกอีกต่อไป ตอนนั้นที่เขาช่วยแม่ม่ายฉินก็เพราะ... เพราะเขาโกรธเคืองเย่อวี๋หราน จึงต้องการหาคนพูดคุยระบายทุกข์ หากไปเสวนากับผู้อื่นเขาคงไม่สบายใจนัก ทั้งยังเกรงว่าจะ ‘ทำลาย’ ชื่อเสียงของเย่อวี๋หราน ใช่แล้ว เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้แหละ ในเมื่อเขาไม่อาจไปหาคนอื่นได้ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพึ่งพาแม่ม่ายฉิน นางเป็นเพียงแม่ม่าย ต่อให้ป่าวประกาศสิ่งใดออกไปก็คงไม่มีใครถือคำพูดของนางเป็นจริงเป็นจัง... จูเหล่าโถวปลอบใจตนเองว่าความคิดของตนไม่ผิด เป็นผู้อื่นต่างหากที่เข้าใจผิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ม่ายฉินไปเอง ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็ตายไปแล้ว เขาไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้เด็ดขาด “เรื่องราวผ่านพ้นไปแล้ว ทำไมเจ้ายังต้องจดจำฝังใจอยู่?” จูเหล่าโถวทำทีเป็นไม่พอใจและพาลโทษเย่อวี๋หราน “ทำไมเมียอย่างเจ้าถึงได้คิดเล็กคิดน้อยนัก เราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน นางเดือดร้อนแล้วจะไม่ช่วยได้อย่างไร” “เจ้าช่วยนางได้แต่เจ้าเจ็ดนั้นช่วยไม่ได้อย่างนั้นรึ?” รอยยิ้มบนใบหน้านางพลันหุบลง “เจ้าเจ็ดเป็นถึงซิ่วไฉ!” เขากล่าวย้ำ “เจ้าเคยเห็นซิ่วไฉช่วยเขียนป้ายรำลึกให้ผู้คนอย่างนั้นหรือ” “มันก็แค่สำหรับซิ่วไฉในหมู่บ้านอื่น เจ้าเจ็ดเป็นซิ่วไฉคนแรกของหมู่บ้านเราไม่ใช่หรือ ทุกอย่างย่อมมีครั้งแรกเสมอ ต่อไปก็จะเคยชินไปเอง” เย่อวี๋หรานโยนผ้าเช็ดหน้าในมือ “เอาเถิด เจ้าไปดูแลหลานชายเถอะ ข้ายังมีข้าวของที่นี่ต้องเก็บ” นางหันไปจัดการกับหมอนและเก้าอี้ไม้ไผ่โดยไม่สนใจจูเหล่าโถวอีก เวลาล่วงเลยผ่านไป เย่อวี๋หรานสั่งให้จูปาเม่ยและคนอื่น ๆ ทำเบาะนั่ง หมอน และข้าวของอื่น ๆ ในที่สุดนางก็ทำ ‘โซฟาในฝัน’ ของนางได้จนสำเร็จ แม้ว่าด้านในจะไม่ได้ยัดนุ่นให้นุ่มนิ่มพอ ทว่าฟางข้าวและวัสดุอื่น ๆ ก็นิ่มไม่น้อย ผ้าคลุมมีคุณภาพไม่ค่อยดีนัก ต้องหมั่นทำความสะอาดเป็นระยะ ไม่เช่นนั้นจะเลอะเทอะได้ง่าย โดยเฉพาะวัสดุที่ยัดภายใน เมื่อเปียกน้ำแล้วต้องถอดผ้าออกมาตากแดดให้แห้ง หากแมลงกวนหรือราขึ้นจะเป็นเรื่องใหญ่เอาได้ หลี่ซื่อเห็นจูเหล่าโถวออกมาจากห้องของแม่สามี หลังจากมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นก็แอบวิ่งเข้าไป “ท่านแม่!” “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ แล้วใครอยู่ดูแลทางนั้น?” เย่อวี๋หรานเหลียวหลังหันมองลูกสะใภ้ แม้แม่สามีไม่ได้สั่งให้ไปช่วยสองพี่น้องจูกู่กับจูหมี่ แต่พวกนางก็ไปช่วยจัดงานศพและเตรียมอาหารมากมาย วัตถุดิบบางอย่างต้องสั่งจากบ้านพวกนาง อย่างเช่น เต้าหู้ และอื่น ๆ งานศพนี้ใช่ว่าจะมีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ ทว่าไม่ได้หมายความว่าจะหาของเลิศรสไม่ได้ เต้าหูและอาหารมังสวิรัติก็ถือเป็นของดีเช่นกัน บางครั้งขาดเหลืออะไรก็ยังซื้อมาจากบ้านของพวกเราได้ ด้วยเหตุนี้หลี่ซื่อจึงหัวหมุนกับภาระหน้าที่มากกว่าที่เคย จะว่าไปแล้วนางไม่มีเวลาได้พักเสียด้วยซ้ำ “ท่านแม่ ข้ามาพูดคุยกันท่านเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อเข้ามาช่วยเมื่อเห็นแม่สามีกำลังง่วนอยู่กับการจัดการข้าวของ “เรื่องทางนั้นข้าบอกให้ปาเม่ยช่วยดูแลให้แล้ว หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น นางจะมาบอกข้าทันที” “คุยเรื่องอะไร? เจ้าไปได้ยินเรื่องไร้สาระอะไรมากอีก” เย่อวี๋หรานคร้านจะสนใจลูกสะใภ้คนนี้ นางได้ฟังเรื่องซุบซิบนินทาจากปากหลี่ซื่อไม่ขาดหู ตอนแม่ม่ายฉินตาย ผู้คนก็พากันหยิบยกเรื่องความสัมพันธ์ของนางกับจูเหล่าโถวมาพูดถึงอีกครั้ง เพียงแค่คนเหล่านั้นไม่มีหลักฐาน จึงทำได้เพียงพูดกันไปต่าง ๆ นานา บางคนเชื่อว่าด้วยความสามารถของจูอู่ ขอเพียงนางดูแลสองพี่น้องจูกู่และจูหมี่เป็นอย่างดีคงไม่เกิดปัญหา ผู้เป็นลูกชายยังไม่เอ่ยปากทักท้วง กระนั้นจะใส่ใจคำของคนนอกทำไม? “ท่านแม่” หลี่ซื่อสอดส่ายสายตามองก่อนจะกระซิบ “คราวก่อนที่ย่าของลี่ฮวามาที่บ้านเรา ดูเหมือนว่าจะมีคนเห็นเข้าแล้วเจ้าค่ะ” “แล้วมันอย่างไรล่ะ?” “บางคนจึงสงสัยว่าแม่ม่ายฉินถูกฆาตกรรม” เย่อวี๋หราน “...” จินตนาการล้ำเลิศเกินไปแล้ว! จะบอกว่าสงสัยนางอย่างนั้นหรือ?! ถ้อยคำต่อมาของหลี่ซื่อเป็นไปตามที่คิด “บางคนสงสัยว่าท่านแม่เป็นคนฆ่าแม่ม่ายฉิน” “ลูกชายนางยังไม่สงสัย พวกเขาจะมาสงสัยข้าเพื่ออะไร?” “ใช่เจ้าค่ะ ข้าเองก็ท้วงไปเช่นนั้น” หลี่ซื่อกล่าวต่อ “แต่พวกเขากลับบอกว่ามันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แม่ม่ายฉินไม่ได้เพิ่งจะมาล้มป่วยวันสองวันนี้ นางจะตายเมื่อไหร่ใครจะรู้ได้ เรื่องนี้รอเพียงเวลาเท่านั้น อีกทั้งตอนนั้นเด็กในท้องก็ไม่ใช่ลูกของท่านพ่อ แต่กลับต้องการให้ท่านพ่อรับเป็นพ่อเด็ก หากไม่ใช่ว่าหาพ่อที่แท้จริงของเด็กได้ในภายหลัง น้ำเสียหม้อนี้คงได้ถูกสาดใส่ทั้งสกุลจู...” ท้ายที่สุดหลี่ซื่อก็ไม่ได้ตามเรื่องนี้ต่อ ทำตามความต้องการของแม่สามีที่บอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับครอบครัวเรา เก็บปากเก็บคำและจำใจทำตามคำสั่งเพื่อหลบเลี่ยงเรื่องเดือดร้อน ตอนนี้มีซิ่วไฉอยู่ในครอบครัวของพวกนาง จึงไม่อาจปล่อยให้ชื่อเสียงถูกทำลายด้วยเรื่องพรรค์นี้ “ท่านแม่ ข้าเพียงพูดคุยเรื่องนี้กับท่านเพื่อให้เตรียมใจเอาไว้ พรุ่งนี้จะจัดงานศพ พวกเรายังต้องไปร่วมงาน ท่านพ่อเองก็ต้องไปด้วย ยามนั้นคงมีผู้คนมากมายไปร่วมงาน ข้าเกรงว่าหากท่านได้ยินเรื่องนี้แล้วจะไม่สบายใจ” หลี่ซื่อเอ่ยพลางลอบสังเกตท่าทีของแม่สามี “เจ้านี่ช่างรอบคอบ มีเรื่องอะไรจะพูดอีกไหม?” สีหน้าเย่อวี๋หรานยังคงสงบนิ่งและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดต่อ “ไอ้หยา ยังมีเรื่องนั้นอีกเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าใครเอาไปร่ำลือกัน บอกว่าลูกในท้องแม่ม่ายฉินเป็นลูกของท่านพ่อ ตอนนั้นจึงโยนความผิดว่าเป็นลูกของจูสุ่ยหนิวเพื่อปิดปากทุกคน... จะว่าไปแล้วคนปล่อยข่าวคงเป็นภรรยาของจูสุ่ยหนิวแน่ นางคิดว่าสามีกลับใจแล้วนางจะได้สุขสบาย เพราะเรื่องนี้นางถึงได้จงเกลียดจงชังครอบครัวเรานัก” หลี่ซื่อเคยเล่าว่าเมื่อไม่นานมานี้ตอนที่เกณฑ์ชาวบ้านไปปลูกมันเทศและทำนาน้ำ ภรรยาของจูสุ่ยหนิวไม่เต็มใจไปด้วยนัก ถึงขั้นทำหน้าบึ้งตึงใส่นางอยู่หลายครั้ง ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่และลูกชายของผู้อาวุโสอยู่ด้วย เกรงว่านางคงถูกขับไล่ไปแล้ว คิดว่านางจะยอมจากไปง่าย ๆ จริงหรือ? เรื่องนี้หากไม่ได้เกี่ยวข้องกับอนาคตของหมู่บ้าน ภรรยาของจูสุ่ยหนิวจะเพาะปลูกขึ้นหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนางแล้ว [1] เปรียบเปรยว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 728 ไม่อาจปล่อยให้ชื่อเสียงถูกทำลายด้วยเรื่องพรรค์นี้ คนโบราณกล่าวไว้ว่าบางสิ่งนับเป็นเรื่องต้องห้าม เพียงแค่เย่อวี๋หรานหาได้ใส่ใจเรื่องทำนองนี้ จูชีไม่ได้เฉลียวฉลาดอย่างคนทั่วไป เขาเป็นคนสมองทึ่มคนหนึ่ง ยามที่พี่น้องสกุลจูให้หยิบจับทำอะไรย่อมไม่ได้คิดหน้าคิดหลังนัก ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ได้มีป้ายรำลึกที่เขียนโดยซิ่วไฉแบบนี้ ดวงตาของจูกู่กับจูหมี่ก็แดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง “พี่ห้า สิ่งนี้มีค่ามากเกินไปสำหรับเรา” “ใช่แล้วขอรับ สิ่งที่ซิ่วไฉเขียนเองแบบนี้ หากท่านแม่ได้เห็นจากบนสวรรค์ก็คงซาบซึ้งเช่นกัน” …… พวกเขานึกภาพแม่ม่ายฉินได้เห็นป้ายรำลึกโดยฝีพู่กันของซิ่วไฉ ไม่รู้ว่าจะเป็นที่อิจฉาของบรรพชนสกุลจูมากมายปานใด คุณหนูใหญ่ลงมือซักผ้าคลุมเองอย่างที่ไม่เคยลงมือทำมาก่อน*[1] นับว่าเป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น จูเหล่าโถวกลับพร่ำบ่นเรื่องที่เย่อวี๋หรานปล่อยให้จูชีเขียนป้ายรำลึกให้คนอื่น “เจ้าเองก็เหมือนกัน ในภายภาคหน้าเจ้าเจ็ดต้องศึกษาเล่าเรียน แต่กลับปล่อยให้เขาเขียนป้ายให้คนอื่น ไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย!” “ไม่เป็นมงคลอะไรกัน ทำเพื่อหารายได้ เจ้าไม่เข้าใจหรือ?” เย่อวี๋หรานเหลือบมองสามีเฒ่า และปล่อยให้เขาคิดได้ด้วยตนเอง “จะเจ้าหน้าที่ทางการหรือขุนนางต่างก็ลงเอยในโลงศพเหมือนกันทั้งนั้นแหละ” “แต่ก็ไม่ควรเขียนให้แม่ม่ายไม่ใช่หรือ เปลี่ยนเป็นคนอื่นที่มีเกียรติมากกว่านี้ไม่ได้หรือ?” “จะเปลี่ยนเป็นใครเล่า?” นางจ้องเขม็งพลางเอ่ยถาม จูเหล่าโถวชะงักไปชั่วขณะ สุดท้ายจึงเอ่ยว่า “เปลี่ยนเป็นใครก็ได้ ขอเพียงไม่ใช่แม่ม่ายก็พอ...” “เจ้ากำลังเลือกปฏิบัติงั้นเรอะ” เย่อวี๋หรานแค่นหัวเราะ เอ่ยวาจาถากถาง “ตอนนางมีชีวิตอยู่ เจ้ายัง ‘กระตือรือร้น’ เที่ยวหยิบยื่นความช่วยเหลือให้นางอยู่เลย บอกว่าเห็นแก่น้องชายจึงช่วยดูแลภรรยาให้ ตอนนี้นางสิ้นลมแล้ว เจ้ากลับสับปลับกลับคำอย่างนั้นหรือ?” “ไม่ใช่อย่างนั้น ข้า...” ยามนี้เขาสิ้นท่า ถกเถียงไม่ออกอีกต่อไป ตอนนั้นที่เขาช่วยแม่ม่ายฉินก็เพราะ... เพราะเขาโกรธเคืองเย่อวี๋หราน จึงต้องการหาคนพูดคุยระบายทุกข์ หากไปเสวนากับผู้อื่นเขาคงไม่สบายใจนัก ทั้งยังเกรงว่าจะ ‘ทำลาย’ ชื่อเสียงของเย่อวี๋หราน ใช่แล้ว เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้แหละ ในเมื่อเขาไม่อาจไปหาคนอื่นได้ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพึ่งพาแม่ม่ายฉิน นางเป็นเพียงแม่ม่าย ต่อให้ป่าวประกาศสิ่งใดออกไปก็คงไม่มีใครถือคำพูดของนางเป็นจริงเป็นจัง... จูเหล่าโถวปลอบใจตนเองว่าความคิดของตนไม่ผิด เป็นผู้อื่นต่างหากที่เข้าใจผิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ม่ายฉินไปเอง ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็ตายไปแล้ว เขาไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้เด็ดขาด “เรื่องราวผ่านพ้นไปแล้ว ทำไมเจ้ายังต้องจดจำฝังใจอยู่?” จูเหล่าโถวทำทีเป็นไม่พอใจและพาลโทษเย่อวี๋หราน “ทำไมเมียอย่างเจ้าถึงได้คิดเล็กคิดน้อยนัก เราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน นางเดือดร้อนแล้วจะไม่ช่วยได้อย่างไร” “เจ้าช่วยนางได้แต่เจ้าเจ็ดนั้นช่วยไม่ได้อย่างนั้นรึ?” รอยยิ้มบนใบหน้านางพลันหุบลง “เจ้าเจ็ดเป็นถึงซิ่วไฉ!” เขากล่าวย้ำ “เจ้าเคยเห็นซิ่วไฉช่วยเขียนป้ายรำลึกให้ผู้คนอย่างนั้นหรือ” “มันก็แค่สำหรับซิ่วไฉในหมู่บ้านอื่น เจ้าเจ็ดเป็นซิ่วไฉคนแรกของหมู่บ้านเราไม่ใช่หรือ ทุกอย่างย่อมมีครั้งแรกเสมอ ต่อไปก็จะเคยชินไปเอง” เย่อวี๋หรานโยนผ้าเช็ดหน้าในมือ “เอาเถิด เจ้าไปดูแลหลานชายเถอะ ข้ายังมีข้าวของที่นี่ต้องเก็บ” นางหันไปจัดการกับหมอนและเก้าอี้ไม้ไผ่โดยไม่สนใจจูเหล่าโถวอีก เวลาล่วงเลยผ่านไป เย่อวี๋หรานสั่งให้จูปาเม่ยและคนอื่น ๆ ทำเบาะนั่ง หมอน และข้าวของอื่น ๆ ในที่สุดนางก็ทำ ‘โซฟาในฝัน’ ของนางได้จนสำเร็จ แม้ว่าด้านในจะไม่ได้ยัดนุ่นให้นุ่มนิ่มพอ ทว่าฟางข้าวและวัสดุอื่น ๆ ก็นิ่มไม่น้อย ผ้าคลุมมีคุณภาพไม่ค่อยดีนัก ต้องหมั่นทำความสะอาดเป็นระยะ ไม่เช่นนั้นจะเลอะเทอะได้ง่าย โดยเฉพาะวัสดุที่ยัดภายใน เมื่อเปียกน้ำแล้วต้องถอดผ้าออกมาตากแดดให้แห้ง หากแมลงกวนหรือราขึ้นจะเป็นเรื่องใหญ่เอาได้ หลี่ซื่อเห็นจูเหล่าโถวออกมาจากห้องของแม่สามี หลังจากมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นก็แอบวิ่งเข้าไป “ท่านแม่!” “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ แล้วใครอยู่ดูแลทางนั้น?” เย่อวี๋หรานเหลียวหลังหันมองลูกสะใภ้ แม้แม่สามีไม่ได้สั่งให้ไปช่วยสองพี่น้องจูกู่กับจูหมี่ แต่พวกนางก็ไปช่วยจัดงานศพและเตรียมอาหารมากมาย วัตถุดิบบางอย่างต้องสั่งจากบ้านพวกนาง อย่างเช่น เต้าหู้ และอื่น ๆ งานศพนี้ใช่ว่าจะมีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ ทว่าไม่ได้หมายความว่าจะหาของเลิศรสไม่ได้ เต้าหูและอาหารมังสวิรัติก็ถือเป็นของดีเช่นกัน บางครั้งขาดเหลืออะไรก็ยังซื้อมาจากบ้านของพวกเราได้ ด้วยเหตุนี้หลี่ซื่อจึงหัวหมุนกับภาระหน้าที่มากกว่าที่เคย จะว่าไปแล้วนางไม่มีเวลาได้พักเสียด้วยซ้ำ “ท่านแม่ ข้ามาพูดคุยกันท่านเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อเข้ามาช่วยเมื่อเห็นแม่สามีกำลังง่วนอยู่กับการจัดการข้าวของ “เรื่องทางนั้นข้าบอกให้ปาเม่ยช่วยดูแลให้แล้ว หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น นางจะมาบอกข้าทันที” “คุยเรื่องอะไร? เจ้าไปได้ยินเรื่องไร้สาระอะไรมากอีก” เย่อวี๋หรานคร้านจะสนใจลูกสะใภ้คนนี้ นางได้ฟังเรื่องซุบซิบนินทาจากปากหลี่ซื่อไม่ขาดหู ตอนแม่ม่ายฉินตาย ผู้คนก็พากันหยิบยกเรื่องความสัมพันธ์ของนางกับจูเหล่าโถวมาพูดถึงอีกครั้ง เพียงแค่คนเหล่านั้นไม่มีหลักฐาน จึงทำได้เพียงพูดกันไปต่าง ๆ นานา บางคนเชื่อว่าด้วยความสามารถของจูอู่ ขอเพียงนางดูแลสองพี่น้องจูกู่และจูหมี่เป็นอย่างดีคงไม่เกิดปัญหา ผู้เป็นลูกชายยังไม่เอ่ยปากทักท้วง กระนั้นจะใส่ใจคำของคนนอกทำไม? “ท่านแม่” หลี่ซื่อสอดส่ายสายตามองก่อนจะกระซิบ “คราวก่อนที่ย่าของลี่ฮวามาที่บ้านเรา ดูเหมือนว่าจะมีคนเห็นเข้าแล้วเจ้าค่ะ” “แล้วมันอย่างไรล่ะ?” “บางคนจึงสงสัยว่าแม่ม่ายฉินถูกฆาตกรรม” เย่อวี๋หราน “...” จินตนาการล้ำเลิศเกินไปแล้ว! จะบอกว่าสงสัยนางอย่างนั้นหรือ?! ถ้อยคำต่อมาของหลี่ซื่อเป็นไปตามที่คิด “บางคนสงสัยว่าท่านแม่เป็นคนฆ่าแม่ม่ายฉิน” “ลูกชายนางยังไม่สงสัย พวกเขาจะมาสงสัยข้าเพื่ออะไร?” “ใช่เจ้าค่ะ ข้าเองก็ท้วงไปเช่นนั้น” หลี่ซื่อกล่าวต่อ “แต่พวกเขากลับบอกว่ามันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แม่ม่ายฉินไม่ได้เพิ่งจะมาล้มป่วยวันสองวันนี้ นางจะตายเมื่อไหร่ใครจะรู้ได้ เรื่องนี้รอเพียงเวลาเท่านั้น อีกทั้งตอนนั้นเด็กในท้องก็ไม่ใช่ลูกของท่านพ่อ แต่กลับต้องการให้ท่านพ่อรับเป็นพ่อเด็ก หากไม่ใช่ว่าหาพ่อที่แท้จริงของเด็กได้ในภายหลัง น้ำเสียหม้อนี้คงได้ถูกสาดใส่ทั้งสกุลจู...” ท้ายที่สุดหลี่ซื่อก็ไม่ได้ตามเรื่องนี้ต่อ ทำตามความต้องการของแม่สามีที่บอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับครอบครัวเรา เก็บปากเก็บคำและจำใจทำตามคำสั่งเพื่อหลบเลี่ยงเรื่องเดือดร้อน ตอนนี้มีซิ่วไฉอยู่ในครอบครัวของพวกนาง จึงไม่อาจปล่อยให้ชื่อเสียงถูกทำลายด้วยเรื่องพรรค์นี้ “ท่านแม่ ข้าเพียงพูดคุยเรื่องนี้กับท่านเพื่อให้เตรียมใจเอาไว้ พรุ่งนี้จะจัดงานศพ พวกเรายังต้องไปร่วมงาน ท่านพ่อเองก็ต้องไปด้วย ยามนั้นคงมีผู้คนมากมายไปร่วมงาน ข้าเกรงว่าหากท่านได้ยินเรื่องนี้แล้วจะไม่สบายใจ” หลี่ซื่อเอ่ยพลางลอบสังเกตท่าทีของแม่สามี “เจ้านี่ช่างรอบคอบ มีเรื่องอะไรจะพูดอีกไหม?” สีหน้าเย่อวี๋หรานยังคงสงบนิ่งและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดต่อ “ไอ้หยา ยังมีเรื่องนั้นอีกเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าใครเอาไปร่ำลือกัน บอกว่าลูกในท้องแม่ม่ายฉินเป็นลูกของท่านพ่อ ตอนนั้นจึงโยนความผิดว่าเป็นลูกของจูสุ่ยหนิวเพื่อปิดปากทุกคน... จะว่าไปแล้วคนปล่อยข่าวคงเป็นภรรยาของจูสุ่ยหนิวแน่ นางคิดว่าสามีกลับใจแล้วนางจะได้สุขสบาย เพราะเรื่องนี้นางถึงได้จงเกลียดจงชังครอบครัวเรานัก” หลี่ซื่อเคยเล่าว่าเมื่อไม่นานมานี้ตอนที่เกณฑ์ชาวบ้านไปปลูกมันเทศและทำนาน้ำ ภรรยาของจูสุ่ยหนิวไม่เต็มใจไปด้วยนัก ถึงขั้นทำหน้าบึ้งตึงใส่นางอยู่หลายครั้ง ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่และลูกชายของผู้อาวุโสอยู่ด้วย เกรงว่านางคงถูกขับไล่ไปแล้ว คิดว่านางจะยอมจากไปง่าย ๆ จริงหรือ? เรื่องนี้หากไม่ได้เกี่ยวข้องกับอนาคตของหมู่บ้าน ภรรยาของจูสุ่ยหนิวจะเพาะปลูกขึ้นหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนางแล้ว [1] เปรียบเปรยว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ถ้อยคำต่อมาของหลี่ซื่อเป็นไปตามที่คิด “บางคนสงสัยว่าท่านแม่เป็นคนฆ่าแม่ม่ายฉิน”
“ลูกชายนางยังไม่สงสัย พวกเขาจะมาสงสัยข้าเพื่ออะไร?”
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าเองก็ท้วงไปเช่นนั้น” หลี่ซื่อกล่าวต่อ “แต่พวกเขากลับบอกว่ามันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แม่ม่ายฉินไม่ได้เพิ่งจะมาล้มป่วยวันสองวันนี้ นางจะตายเมื่อไหร่ใครจะรู้ได้ เรื่องนี้รอเพียงเวลาเท่านั้น อีกทั้งตอนนั้นเด็กในท้องก็ไม่ใช่ลูกของท่านพ่อ แต่กลับต้องการให้ท่านพ่อรับเป็นพ่อเด็ก หากไม่ใช่ว่าหาพ่อที่แท้จริงของเด็กได้ในภายหลัง น้ำเสียหม้อนี้คงได้ถูกสาดใส่ทั้งสกุลจู…”
ท้ายที่สุดหลี่ซื่อก็ไม่ได้ตามเรื่องนี้ต่อ ทำตามความต้องการของแม่สามีที่บอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับครอบครัวเรา
เก็บปากเก็บคำและจำใจทำตามคำสั่งเพื่อหลบเลี่ยงเรื่องเดือดร้อน
ตอนนี้มีซิ่วไฉอยู่ในครอบครัวของพวกนาง จึงไม่อาจปล่อยให้ชื่อเสียงถูกทำลายด้วยเรื่องพรรค์นี้
“ท่านแม่ ข้าเพียงพูดคุยเรื่องนี้กับท่านเพื่อให้เตรียมใจเอาไว้ พรุ่งนี้จะจัดงานศพ พวกเรายังต้องไปร่วมงาน ท่านพ่อเองก็ต้องไปด้วย ยามนั้นคงมีผู้คนมากมายไปร่วมงาน ข้าเกรงว่าหากท่านได้ยินเรื่องนี้แล้วจะไม่สบายใจ” หลี่ซื่อเอ่ยพลางลอบสังเกตท่าทีของแม่สามี
“เจ้านี่ช่างรอบคอบ มีเรื่องอะไรจะพูดอีกไหม?” สีหน้าเย่อวี๋หรานยังคงสงบนิ่งและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดต่อ
“ไอ้หยา ยังมีเรื่องนั้นอีกเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าใครเอาไปร่ำลือกัน บอกว่าลูกในท้องแม่ม่ายฉินเป็นลูกของท่านพ่อ ตอนนั้นจึงโยนความผิดว่าเป็นลูกของจูสุ่ยหนิวเพื่อปิดปากทุกคน… จะว่าไปแล้วคนปล่อยข่าวคงเป็นภรรยาของจูสุ่ยหนิวแน่ นางคิดว่าสามีกลับใจแล้วนางจะได้สุขสบาย เพราะเรื่องนี้นางถึงได้จงเกลียดจงชังครอบครัวเรานัก” หลี่ซื่อเคยเล่าว่าเมื่อไม่นานมานี้ตอนที่เกณฑ์ชาวบ้านไปปลูกมันเทศและทำนาน้ำ ภรรยาของจูสุ่ยหนิวไม่เต็มใจไปด้วยนัก ถึงขั้นทำหน้าบึ้งตึงใส่นางอยู่หลายครั้ง
ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่และลูกชายของผู้อาวุโสอยู่ด้วย เกรงว่านางคงถูกขับไล่ไปแล้ว
คิดว่านางจะยอมจากไปง่าย ๆ จริงหรือ?
เรื่องนี้หากไม่ได้เกี่ยวข้องกับอนาคตของหมู่บ้าน ภรรยาของจูสุ่ยหนิวจะเพาะปลูกขึ้นหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนางแล้ว
[1] เปรียบเปรยว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก