ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 732 สอบผ่านเสี้ยนซื่อได้เพราะ ‘ความจำ’
บทที่ 732 สอบผ่านเสี้ยนซื่อได้เพราะ ‘ความจำ’
“เหตุใดจึงทำงานไม่ไหว แล้วชายแก่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อของเจ้าเล่า?” หลี่ซื่อยกตัวอย่างว่า “อย่างปู่จูจยา พูดได้หรือว่าพ่อเจ้าอายุมากกว่าเขา ปีนี้เขาเองก็ยังทำไร่อยู่ไม่ใช่หรือ?”
แน่นอนว่าจูซื่อเถียงไม่ออก
ครอบครัวมีสมาชิกหลายคน จูเหล่าโถวแก่แล้ว ไม่ว่าจะทำงานหรือไม่ก็ไม่กระทบกับพวกเขา
แต่เมื่อภรรยาบอกว่าท่านพ่ออยู่ว่างจึงมีอาการหมดอาลัยตายอยาก ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่
เขาตระหนักได้ถึงปัญหาและไปพูดคุยกับจูอู่ในวันรุ่งขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นเราควรทำอย่างไร?” จูซื่อถาม “ปล่อยให้ท่านพ่อทำงานได้หรือ ยามนี้ทั้งข้าวและมันเทศต่างเพาะปลูกเสร็จแล้ว งานในสวนผักก็หนัก แล้วจะให้ท่านพ่อทำอะไรได้บ้าง”
“ทำไมจะไม่ได้ ข้าเองก็ทำงานในสวนผัก ไม่ว่าจะทำอะไรก็แค่พาเขาไปด้วย สิ่งสำคัญไม่ใช่การให้เขาทำทุกอย่าง แต่เป็นการหาบางอย่างให้เขาทำต่างหาก”
“ได้ ข้าไม่มีปัญหาเรื่องนั้น เพียงแต่เราต้องพูดคุยเรื่องนี้กับพี่ใหญ่และพี่รอง พวกเขาเป็นผู้ควบคุมดูแลที่ดินของครอบครัวอยู่”
“ดูแลควบคุมที่ดินของครอบครัวอะไรกัน ยังไม่ได้แบ่งสรรปันส่วนกันสักหน่อย” เมื่อจูอู่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่พอใจ “พูดแบบนั้นแต่เนิ่น ๆ ไม่ได้ ท่านก็รู้ใช่ไหม”
“หรือว่าเจ้าต้องการที่ดินของครอบครัว ข้าไม่เคยได้ยินเจ้าพูดแบบนั้นมาก่อนเลยนะ” จูซื่อตกใจ
“ใช่ว่าข้าต้องการที่ดิน เพียงแต่มันยังไม่ได้เป็นของพี่ใหญ่กับพี่รอง แม้รู้ว่ามีเรื่องเช่นนั้นแต่ก็ไม่แน่ว่ามันจะตกเป็นของพวกเขาจริง ๆ หากได้รับมอบแล้วเราก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย หากยังไม่ได้มอบให้พวกเราที่เหลือยังมีส่วนแบ่งและเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้” จูอู่อธิบาย
จูซื่อได้ฟังแล้วก็เข้าใจ
พี่น้องสกุลจูเห็นพ้องต้องกันเรื่องของจูเหล่าโถว
สมบัติของครอบครัวยังไม่ถูกแบ่ง แม้มีความขัดแย้งและไม่ลงรอยกันอยู่บ้าง แต่เป็นที่แน่นอนว่าพวกเขาหวังให้พ่อของตนมีอายุยืนยาว
จะทำอย่างไรยังไม่ได้วางแผน ก่อนอื่นต้อง ‘เรียก’ จูเหล่าโถวไปทำงานด้วยกัน ให้เขาตามไปหยิบจับงานบ้าง ดูท่าทีว่าจะเป็นอย่างไรไปก่อน
มีงานให้ทำและไม่ได้อยู่ว่าง เขาคงมีชีวิตชีวาขึ้นทันตา
จูเหล่าโถวยังคิดมากเรื่องนั้น หากงานยุ่งคงไม่มีเวลาไปนึกคิดสิ่งใด
ทำงานมากเข้าก็จะท้องหิวและต้องการกินข้าว
หลังกินแล้วคงอยากนอนหลับพักผ่อน
เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะไม่อาจกำจัดความชราของของเขาไปได้หมด ทว่าคงได้ผลอยู่ไม่มากก็น้อย
บรรดาพี่น้องเห็นแบบนี้แล้วก็ทอดถอนใจ “ดูท่าจะปล่อยให้ท่านพ่ออยู่ว่างเกินไปไม่ได้!”
“ก่อนหน้านี้ที่เขาทำกับแม่ม่ายฉินก็เพราะอยู่ว่างไม่ใช่หรือ”
“เอ๊ะ ทำไมถึงพูดอย่างนั้น?”
“ใช่แล้ว ถ้าเขาทำงานหนักทุกวันจนเพลียหลับไปคงไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงออกจากบ้าน เขาจะยังมีกำลังเดินถ่อไปหาแม่ม่ายฉินหรือ”
……
คนอื่น ๆ นิ่งเงียบไปทันที
เวลาล่วงเลยรวดเร็ว ไม่นานเรื่องแม่ม่ายฉินก็จมหายไปในท้องทะเลแห่งความทรงจำของทุกคน
จิ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ
เสียงนกร้องดังไม่ขาดหู ฤดูร้อนวนเวียนมาเยือน
ยามนี้ฤดูกาลที่ร้อนที่สุดได้ออกปฏิบัติหน้าที่
เมล็ดพันธุ์ที่เพาะปลูกในผืนดินเริ่มงอกงาม ชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจูง่วนอยู่กับการรดน้ำ
เย่อวี๋หรานเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้เอาป่านนี้ “ข้าลืมเรื่องเรื่องคูน้ำไปเสียสนิทเลย”
“คูน้ำหรือขอรับ?” จูชีที่สวมหมวกปีกกว้างเผยท่าทีงุนงง “ท่านแม่ คูน้ำคืออะไรกัน?”
นางชี้นาข้าวตรงหน้าแล้วพูดว่า “ดูสิว่าทุกคนกำลังทำอะไรอยู่”
“รดน้ำขอรับ” เขาตอบ “ท่านบอกว่าช่วงนี้อากาศร้อน น้ำในนาแห้งเร็ว จึงให้ทุกคนมาช่วยกันรดน้ำในนาข้าว”
“เห็นหรือไม่ว่าตอนนี้ทุกคนรดน้ำกันอย่างไร?”
“พวกเขาหาบน้ำมาเติมกันน่ะสิขอรับ” เขาทำหน้าฉงนขณะมองผู้คนกำลังแบกถังน้ำ
เย่อวี๋หรานกลุ้มใจเล็ก ๆ นางรู้ว่านางถามผิดไป จูชีจึงไม่เข้าใจความหมายของนาง
“ข้าหมายความว่าพวกเขาใช้อะไรรดน้ำต่างหาก”
“ถังน้ำ”
“ถือถังน้ำมาแบบนั้นเหนื่อยเกินไป ถ้ามีวิธีทุ่นแรงก็ควรนำมาใช้ไม่ใช่หรือ?”
“ท่านมีวิธีหรือขอรับ?” ทันใดนั้น สายตาของจูชีก็เป็นประกาย
เย่อวี๋หรานพยักหน้าพลางยกยิ้ม “ข้าถึงได้บอกว่าลืมเรื่องคูน้ำอย่างไรเล่า”
แม้จะมีการขุดคูน้ำในหมู่บ้านสกุลจูมาก่อน แต่ก็เป็นเพียงคูน้ำธรรมดาที่ต้องอาศัยการหาบน้ำจากคลองมาเติม ทั้งยังต้องขุดคลองขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำ
ใครต้องการใช้ก็แค่ไป ‘หาบ’ ด้วยตนเอง
คูน้ำในความคิดของเย่อวี๋หรานสามารถส่งน้ำไปยังที่ดินของแต่ละครอบครัวได้ ยามต้องการใช้น้ำก็เพียงแค่เปิดที่กั้น จากนั้นก็จะมีน้ำไหลเข้ามา ยามไม่ต้องการใช้ก็เพียงปิดเท่านั้น
ทว่าตอนนี้ต้นข้าวเริ่มออกรวงแล้ว สายเกินกว่าจะคิดทำคูน้ำในตอนนี้
นางจึงพาจูชีไปสำรวจนาข้าวของแต่ละครอบครัว
นางเห็นว่านาข้าวของหลายครอบครัวเชื่อมติดกัน ไม่เพียงเท่านั้นยังโชคดีที่อยู่ไม่ห่างจากบ่อเก็บน้ำ
เย่อวี๋หรานบอกเล่าความคิดของนางกับจูชี
แต่เพราะกลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจ จึงหาไม้มาวาดบนพื้น บอกว่าสามารถเชื่อมนาข้าวที่อยู่ใกล้กันกับคูน้ำจากบ่อเก็บน้ำได้
ต้องเชื่อมนาข้าวอื่น ๆ เข้ากับนาข้าวผืนนี้ ใช้แรงโน้มถ่วงปล่อยให้น้ำไหลไปยังพื้นที่ต่ำกว่า แล้วจะมีน้ำใช้กันอย่างทั่วถึง
“ท่านแม่ ท่านเยี่ยมยอดมากเลยขอรับ!”
สายตาของจูชีฉายแววชื่นชม
เขาเคยเล่น ‘ผันน้ำ’ กับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า ทว่าคิดไม่ถึงว่าจะเอามาใช้ทำระบบชลประทานแบบนี้ได้ด้วย
วิธีของท่านแม่สามารถทุ่นแรงได้มาก
“ในเมื่อเจ้าเข้าใจแล้วข้าจะมอบหมายงานนี้ให้เจ้าดีหรือไม่?” เย่อวี๋หรานมองหน้าเขา แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เขาอาจยังไม่สมบูรณ์พร้อม แต่นางเชื่อว่าหากเรื่องนี้ถึงมือเขาจะต้องสำเร็จแน่นอน
เขามีท่าทีลังเล
“อย่ากังวลไปเลย ต่อให้เจ้าล้มเหลวก็ไม่เป็นไร อย่างมากก็เพียงต้องหาบน้ำต่อไปเท่านั้น” นางกล่าวให้กำลังใจ
จูชีสูดหายใจลึกและพยักหน้า “อื้ม ข้าไม่กังวล”
สิ่งที่นางนึกไม่ถึงคือเขาไม่ได้เรียกคนมาจัดการในทันทีหลังตกปากรับคำ กลับนำความคิดของนางมาวาดแผนผัง
ที่นาผืนใดใช้วิธีนี้ได้ ที่นาผืนใดไม่สามารถใช้ได้ เขาร่ายเรียงออกมาทั้งหมด
หลังผ่านไปเพียงวันเดียว เขาก็ได้ ‘แผนผัง’ ออกมาเป็นที่เรียบร้อย
เย่อวี๋หรานปลาบปลื้มใจ ทว่านางไม่รีบร้อนกล่าวชม นางรอดูว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป
เขาคล้ายนึกถึงสิ่งที่นางบอก คนเราควรใช้งานให้ถูกคน เขารู้ว่าตนเองไม่ถนัดการประสานงานกับผู้คน จึงเห็นว่าตนสามารถพึ่งพาจูซานได้มากกว่า
“พี่สาม ท่านดูสิ การรดน้ำแบบนี้ทุ่นแรงได้มากเลยไม่ใช่หรือขอรับ”
จูซานไม่รู้ว่าเย่อวี๋หรานมอบหมายงานให้จูชี เมื่อเห็นดังนั้นก็ตกละลึง “นี่มันอะไรกัน เจ้าเจ็ด เจ้าคิดสิ่งนี้เองหรือ!”
ช่างน่าเหลือเชื่อ
เขาคิดว่าจูชีขาดเขลาเบาปัญญา สอบผ่านเสี้ยนซื่อได้ก็เพราะ ‘ความจำ’ แล้วจะทำแผนผังแบบนี้ออกมาได้อย่างไร!
“พี่สาม บอกข้ามาก่อนว่าใช้ได้หรือไม่ขอรับ”
“ใช้ได้!” ภาพนี้ชัดเจนจนคนอย่างจูซานที่ไม่รู้เรื่องการทำชลประทานยังเข้าใจ เขาบอกอย่างมั่นอกมั่นใจ “เยี่ยมมาก! หากวิธีการของเจ้าไม่ได้ผล ก็ไม่รู้ว่าจะมีวิธีใดในโลกนี้แล้วที่ได้ผล”