ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 733 เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้
บทที่ 733 เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้
จูชีแย้มยิ้มสดใสพลางพูดว่า “ท่านแม่สอนข้า ท่านแม่บอกให้ข้ารับผิดชอบเรื่องนี้ เดิมทีข้ากังวลอยู่บ้าง กลัวว่าข้าจะทำออกมาได้ไม่ดี ในเมื่อพี่สามพูดว่าได้ก็คงทำได้แน่นอน พี่สาม ท่านช่วยไปหาเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเพื่อทดลองรดน้ำนาข้าวด้วยวิธีนี้ได้ไหมขอรับ?”
“ได้!” จูซานรับคำ
เขามองน้องชายตรงหน้าแล้วก็พลันนึกถึงชีวิตช่วงที่ไปอยู่เป็นเพื่อนจูชีที่สำนักศึกษาขึ้นมา
เวลานั้น สิ่งที่ทุกคนคาดหวังกับจูชีก็คือ…เรียนหนังสือจนสอบได้ตำแหน่ง เลี้ยงปากท้องตัวเองได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของคนอื่น
แต่ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่ง คนที่เคยถูกคนอื่น ‘ดูถูกดูแคลน’ จะกลายเป็นความภาคภูมิใจของทุกคน
ทันใดนั้น เขาก็แอบตั้งความหวังขึ้นมาว่า บางทีวันหนึ่ง เจ้าเจ็ดอาจไปได้ไกลกว่าที่ใครคิดไว้ก็ได้!
จูซานถนัดเรื่องการคบค้าสมาคมกับผู้คนที่สุดแล้ว
“มีวิธีรดน้ำที่ง่ายกว่านี้?” เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสอึ้งไป นับแต่โบราณมา พวกเขาก็ใช้วิธีหาบน้ำมารดนาข้าวตลอดมาไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ตอนนี้กลับมีคนเอากระดาษแผ่นหนึ่งมาบอกพวกเขาว่า…ข้ามีวิธีที่ง่ายกว่า พวกท่านอยากลองทำดูไหม?
จูซานพยักหน้า วางภาพร่างนั้นต่อหน้าพวกเขา “นี่เป็นภาพที่เจ้าเจ็ดร่าง พวกท่านลองดู…”
เขาอธิบายไปทีละอย่าง
ต่างจากคำพูดเงอะงะของจูชี เขาอธิบายได้เป็นขั้นเป็นตอน มีหลักการชัดเจน เปี่ยมด้วยพลังโน้มน้าวใจผู้คน
“สมกับที่เป็นคนเรียนหนังสือจริง ๆ ความคิดอ่านต่างจากพวกเราลิบลับ!” เจ้าหน้าที่ทอดถอนใจ
นึกถึงตอนนั้นที่จูชียังเป็นเพียงคนสมองทึ่มคนหนึ่ง แต่เรียนหนังสือไปได้สองสามปีกลับเปลี่ยนเป็นฉลาดขึ้นมาแล้ว
มิน่าเล่าคนมีอันจะกินจึงนิยมส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือ ที่แท้การเรียนหนังสือสามารถทำให้คนฉลาดขึ้นได้จริง ๆ ด้วย!
จูซานยังออกความคิดให้พวกเขาว่า ในเมื่อมีวิธีรดน้ำที่ง่ายกว่าเดิมเช่นนี้ ก็ไม่อาจปล่อยให้ต่างคนต่างทำเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้ว แต่ควรจัดกลุ่มพวกเขาเป็นหน่วยชลประทาน รดน้ำกันอย่างเป็นระบบ
เมื่อทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดแรง แต่ทุกครัวเรือนยังสามารถรดน้ำโดยใช้เวลาสั้นที่สุดได้อีกด้วย
ยิ่งหารือกัน เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็ยิ่งรู้สึกว่าวิธีนี้สามารถดำเนินการได้ จึงพยักหน้าตกลงทันที
หลังจูซานจากไปแล้ว พวกเขาสองคนก็นึกทอดถอนใจขึ้นมาอีกครา
“เจ้าว่าพวกเราส่งเด็กในบ้านไปเรียนหนังสือตอนนี้ยังทันอยู่ไหมนะ?”
“เจ้าเจ็ดบ้านพวกเขาก็เพิ่งเรียนเอาตอนอายุสิบกว่าปีเหมือนกันไม่ใช่หรือ ข้าคิดว่ายังทันอยู่นะ”
ผู้อาวุโสเพิ่งพูดจบ เจ้าหน้าที่ก็ส่ายหน้า “ไม่เหมือนกัน เจ้าเจ็ดบ้านพวกเขาตั้งแต่เล็กก็ไม่เหมือนคนอื่น พวกเรามีตาแต่ไร้แวว ไม่รู้ว่า ‘ความแตกต่าง’ ของเขาหมายถึงอะไร แต่เจ้าดูพวกเด็ก ๆ ที่บ้านพวกเราสิ มีใครต่างจากคนอื่นเขาบ้างไหม?”
เอาเถอะ ผู้อาวุโสคิดแล้วก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
แต่ว่า…
เขากล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น…แสดงว่าต้องเหมือนเจ้าเจ็ดถึงจะเรียนเก่งน่ะสิ? แบบนี้คงหาไม่ง่าย”
“ต่อให้ไม่เหมือนเจ้าเจ็ดที่เป็นดาวเหวินฉวี่มาจุติ ก็ต้องเหมือนพวกต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า” เจ้าหน้าที่กล่าว “เจ้ายังจำท่าทางของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าตอนที่พวกเราเห็นเขาครั้งล่าสุดได้หรือไม่?”
สวมชุดคลุมยาวแบบปัญญาชน มีสัมมาคารวะ ท่าทางยามวาดมือสาวเท้าล้วนแตกต่างจากเด็กชนบททั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าอย่าพูดถึงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเลย ต่อให้เป็นซานเป่ากับซื่อเป่าบ้านพวกเขา คราวก่อนเจ้าก็เคยเห็นมาแล้ว เด็กสองคนนั้นท่องกลอนได้แล้วนะ…” ผู้อาวุโสทอดถอนใจ “ตัวแค่นี้ เพิ่งจะหัดวิ่งก็เริ่มท่องกลอนแล้ว จะเปรียบเทียบกันได้อย่างไร?”
ชั่วขณะนั้น ทั้งสองคนล้วนไม่พูดอะไร
ก็แล้วไม่ใช่หรือไร อย่าเพิ่งไปพูดถึงเด็กที่กระโดดโลดเต้นได้แล้วว่าท่องกลอนได้หรือไม่ ต่อให้เป็นคนที่โตแล้ว ต้อนวัวไปกินหญ้าได้แล้วก็ไม่มีใครที่สามารถท่องกลอนได้สักคน
ต่างก็เป็นเด็กเหมือนกัน เหตุใดจึงแตกต่างกันเช่นนี้นะ?
“เจ้าว่าเป็นเพราะแต่งเมียไม่เหมือนกันรึเปล่านะ?” ผู้อาวุโสคาดเดา “ทุกคนล้วนแต่งเมีย แต่จูเหล่าโถวเป็นพวกประหลาด เลือกแล้วเลือกอีก แล่นไปเลือกคนจากข้างนอกกลับมา ตอนยังสาว จูต้าเหนียงก็ไม่เหมือนกับคนอื่นแล้ว ทั้งรูปงามทั้งพิถีพิถัน…”
“ก็พิถีพิถันน่ะสิ ถ้าได้กินแย่หน่อย เสื้อผ้าหยาบไปก็จะโวยวาย ยังอาละวาดจะแยกเรือนกับพ่อเฒ่าจูอีก…ตอนนั้นทุกคนยังเห็นเป็นเรื่องน่าขันอยู่เลย” ครั้นย้อนนึกถึงเมื่อครั้งเยาว์วัย เจ้าหน้าที่ก็สะท้อนใจขึ้นมาอีกครา
ยามนั้น มีใครคิดว่าครอบครัวจูเหล่าโถวจะไปได้ดีบ้าง?
ภรรยาสาวที่แต่งกลับมาหน้าตางดงามก็จริง แต่นิสัยดุร้ายเกินไป คนทั่วไปรับไม่ไหวหรอก
อาศัยว่าตนเองตั้งครรภ์แล้วก็ไม่ยอมไปทำนา ทรมานผู้ชายในบ้านเสร็จ ก็มาทรมานพ่อแม่สามีต่อ
จนสุดท้ายผู้เฒ่าทั้งสองก็ถูกอาละวาดจนต้องแยกเรือนด้วยความอับจนปัญญา
ภรรยาผู้นี้คลอดลูกเก่งกาจก็จริง คลอดลูกชายติดต่อกันหลายคน พาให้คนนึกอิจฉา แต่จูเหล่าโถวก็ต้องลำบากไปมากเพื่อเลี้ยงลูกชายทั้งหลาย
เห็นอยู่กับตาว่าคนชราลงไปเรื่อย ๆ…
ผู้ใดจะคาดว่าพอถึงคราวแก่ตัว ลูกชายโตกันหมดแล้ว กลับร่ำรวยขึ้นมาเสียนี่?
“เจ้าว่า จูต้าเหนียงมีความเป็นมาอย่างไรนะ?” ผู้อาวุโสนึกทบทวนแล้วกล่าวว่า “เหมือนข้าจะจำไม่ค่อยได้แล้ว?”
“ใครจะไปจำได้ชัดกันเล่า? ตอนแรกที่จูเหล่าโถวตบแต่งกลับมาก็บอกว่ามาจากในเมือง แต่ไม่ได้บอกชัดว่ามาจากที่ไหน…” เจ้าหน้าที่กล่าว “หลังจากนั้นเหมือนจะเคยหลุดปากออกมาว่าเคยเป็นสาวใช้ในเรือนตระกูลใหญ่สักตระกูลนี่แหละ”
“แค่สาวใช้คนหนึ่งก็เก่งกาจปานนี้?” ผู้อาวุโสกังขา “เจ้าว่า จะเป็นลูกสาวตระกูลใหญ่สักตระกูลที่ทำความผิดมาหรือไม่?”
เจ้าหน้าที่ครุ่นคิดแล้วส่ายหน้า “ไม่เหมือน ตอนจูต้าเหนียงยังสาวพิถีพิถันมากก็จริง แต่ไม่ได้วางท่าเหมือนลูกสาวตระกูลสูงศักดิ์ บุคลิกลักษณะก็ไม่เหมือนแล้ว”
ส่วนว่าตรงไหนไม่เหมือน เจ้าหน้าที่ไม่ได้บอก แต่ผู้อาวุโสเข้าใจดี
เพราะสมัยยังสาว ผู้หญิงคนนี้ชมชอบแต่งตัวยิ่งนัก มีเสน่ห์แบบที่คนอื่นไม่มี กิริยาท่าทางนวยนาดแฝงจริตจะก้าน
แต่สายตาของผู้หญิงคนนี้ก็เอาเรื่อง ทั้งยังเผ็ดร้อน ใช่ว่าจะไม่เคยมีผู้ชายเสเพลคิดจะเอารัดเอาเปรียบนาง แต่คนพวกนั้นถูกนางใช้ท่อนไม้ไล่หนีไปหมดแล้ว
จูซานหาได้ทราบว่าเขาเพียงแวะมารอบเดียว แต่กลับทำให้เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสพูดเรื่องซุบซิบกันได้นานขนาดนี้
เมื่อกลับถึงเรือน จูชีก็รีบตรงเข้ามาหา “พี่สาม เป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาคิดว่าเป็นอย่างไร?”
ตั้งแต่จูซานออกจากบ้านไป เขาก็ไม่อาจสงบจิตใจได้ กลัวว่าความคิดของตนเองจะถูกคนอื่นปฏิเสธกลับมา
ถูกปฏิเสธกลับมาไม่เป็นไร กลัวก็แต่จะถูกหัวเราะเยาะเย้ยอีกด้วย แบบนั้นก็น่าอับอายขายหน้าแล้ว!
ห่างออกไปไม่ไกล เย่อวี๋หรานมองมาทางนี้ มุมปากแฝงรอยยิ้ม
เมื่อครู่จูชีเดินไปเดินมาอยู่ในลานเรือน ท่าทางเหมือนมดบนกระทะร้อนอย่างไรอย่างนั้น ทั้งน่าขันและน่าสงสารในคราวเดียวกัน
แต่นางก็ไม่ได้ไปพูดปลอบ เพียงแต่ทำงานของตัวเองไปพลางลอบสังเกตอย่างเงียบ ๆ
นางบอกตัวเองว่าต้องทำให้เขามีความเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่านี้!
จูซานระบายยิ้มออกมา เขากล่าวว่า “พวกเขาเห็นด้วย เจ้าคิดว่าจะเป็นอะไรไปได้เล่า?”
“จริงหรือ?!” จูชียินดีปรีดา ถามย้ำอีกรอบ
จูซานพยักหน้า
ยามนั้น จูชีรู้สึกตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก กล่าวอย่างลิงโลดว่า “ท่านแม่ ได้ยินไหมขอรับ ได้ยินไหมขอรับ พี่สามบอกว่าพวกเขาเห็นด้วยแล้ว ฮ่า ๆๆ…พวกเขาตกลงจะทำตามผังชลประทานของข้าแล้ว!”
เขาวิ่งไปแสดงความดีใจต่อหน้าเย่อวี๋หรานราวกับเด็กน้อย
เย่อวี๋หรานยิ้ม ยื่นมือออกมาลูบศีรษะเขา
ดูเหมือนว่าเขาจะสูงขึ้นอีกแล้ว นางต้องเขย่งเท้าขึ้นอีกเพื่อจะลูบศีรษะเขา
“ข้าได้ยินแล้ว เจ้าทำได้ดีมาก!”
คำชมประโยคเดียวก็ทำให้จูชียิ้มกว้างหุบไม่ลง “ฮ่า ๆๆๆ…”
เขาสัมผัสได้ถึงความยินดีปรีดาที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เป็นความรู้สึกภาคภูมิใจที่ต่างออกไปจากเดิม ล้นปรี่ออกมาจากกลางทรวงอก
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างดีงามยิ่งนัก!