ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 734 ไม่เหมือนกัน
บทที่ 734 ไม่เหมือนกัน
เมล็ดพันธุ์ชนิดหนึ่งได้บ่มเพาะขึ้นมาในใจของจูชีเช่นนี้เอง
ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งในอนาคต มันอาจเติบใหญ่กลายเป็นต้นไม้สูงเสียดฟ้าก็เป็นได้!
เวลานี้ เขายังเป็นเพียงเด็กที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาคนหนึ่ง ดื่มด่ำกับความปีติในขณะนั้นด้วยความเบิกบานใจ
เมื่อเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเรียกประชุมคนทั้งหมู่บ้าน ในไม่ช้า เรื่องที่จูชีช่วยวางผังทำชลประทานให้ทุกคนก็แพร่สะพัดไปทั้งหมู่บ้าน
“จริงรึ?! เด็กคนนั้นฉลาดขนาดที่ทำของแบบนี้ออกมาได้เลยรึ?”
“จริงไม่จริงอะไรกัน เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสพูดด้วยตัวเอง ทั้งยังจัดกลุ่มเริ่มทำตามแผนชลประทานกันแล้ว แล้วจะไม่จริงได้อย่างไร?”
“หรือเป็นเพราะเขาสอบเป็นซิ่วไฉได้ ถึงได้ฉลาดปานนี้?”
“อาจจะกระมัง หมู่บ้านพวกเราไม่เคยมีซิ่วไฉ มีเขาแค่คนเดียว ไม่มีตัวอย่างอื่นให้เปรียบเทียบ”
“เจ้าว่าถ้าข้าส่งเด็กในบ้านไปเรียนบ้างจะฉลาดได้เท่าเขาไหมนะ?”
“อย่าฝันไปเลย คนเขาเป็นดาวเหวินฉวี่มาจุตินะ? เด็กน้อยบ้านเจ้ายังเล่นดินโคลนกันอยู่เลย เอามาเทียบกันได้รึ?”
……
การจัดกลุ่มทำชลประทานช่วยอำนวยความสะดวกให้การทำชลประทานของทั้งหมู่บ้านอย่างมาก
ภายในเวลาไม่กี่วัน คูน้ำจำนวนหนึ่งเริ่มเป็นรูปร่างขึ้นมา คูน้ำสายแล้วสายเล่าเชื่อมต่อกัน ก่อเกิดเป็นระบบชลประทานอย่างหยาบ ๆ
เพียงขุดคูน้ำก็ใช้เวลาไปหลายวัน แต่ทุกคนกลับรู้สึกว่าคุ้มค่า เพราะพวกเขาทราบว่าคูน้ำเหล่านี้ไม่ได้จะใช้เพียงครั้งเดียว แต่เมื่อถึงช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวยังจะได้ใช้งานอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเห็นว่าผลลัพธ์ออกมาดีเช่นนั้นก็รู้สึกคันยุบยิบในใจ…นาน้ำผืนเล็ก ๆ ก็ยังทำแบบนี้ได้ ถึงปีหน้าเมื่อทุกคนเปลี่ยนมาทำนาน้ำกันหมดแล้ว ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้เช่นกันใช่ไหมนะ?
“หา พวกท่านอยากให้เจ้าเจ็ดทำแผนชลประทานสำหรับนาของทั้งหมู่บ้าน?”
จูซานคิดไม่ถึงเลย เรื่องตรงหน้ายังทำไม่เสร็จ เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็คิดไปถึงเรื่องของปีหน้าแล้ว
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ ถ้าการทำนาน้ำในปีนี้ประสบความสำเร็จ ปีหน้าก็จะมีนาน้ำมากกว่าเดิม
ได้ประจักษ์กับข้อดีของมันแล้ว ใครเล่าจะอดใจไหว?
“เจ้าคิดว่าทำได้ไหม?” เจ้าหน้าที่พูด “ถ้าทำไม่เสร็จในทันทีก็ไม่เป็นไร ข้ารู้ว่าเจ้าเจ็ดบ้านพวกเจ้ากำลังจะไปเรียนที่โจวเสวีย เขาค่อย ๆ ทำไปก็ได้ ปีนี้ไม่เสร็จก็ทำต่อปีหน้า…ขอแค่ทำมันออกมาได้ พวกข้าก็จะประหยัดแรงได้มากทีเดียว”
“ใช่แล้ว พวกข้าไม่รีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น” ผู้อาวุโสพยักหน้ามาจากข้าง ๆ
จูซานเงียบไปอย่างใช้ความคิดแล้วตอบว่า “ข้าต้องไปปรึกษาเรื่องนี้กับเจ้าเจ็ดก่อน นี่เป็นงานของเขา ต้องให้เขาพิจารณาด้วยตัวเอง”
“ได้ เจ้าไปพูดกับเขาก็แล้วกัน รบกวนเจ้าแล้ว จูซาน!”
เมื่อจูซานกลับไปถึงเรือนก็กล่าวถึงเรื่องนี้ระหว่างรับประทานอาหารมื้อเย็น
แทบทุกคนล้วนรู้สึกดีใจแทนจูชี คิดว่าส่งเขาไปเรียนหนังสือเป็นเรื่องคุ้มค่าแล้ว
เพิ่งเรียนหนังสือได้ไม่นาน ทั้งได้เป็นซิ่วไฉ ทั้งทำระบบชลประทาน เหตุใดเขาจึงเก่งกาจเช่นนี้?
“เจ้าเจ็ด เรื่องนี้เจ้าต้องตอบตกลงนะ” จูต้ารู้สึกเป็นเกียรติไปด้วยเช่นกัน “เจ้าอาจไม่รู้ว่าคูน้ำพวกนั้นของเจ้ามีประโยชน์แค่ไหน มีคนมาพูดกับข้าหลายคนแล้ว บอกว่าเจ้าร้ายกาจมาก ถึงกับคิดวิธีการดี ๆ เช่นนี้ออกมาได้…”
“ใช่แล้ว เจ้าเจ็ด นี่เป็นโอกาสอันดี เมื่อก่อนทุกคนต่างพูดกันว่าเจ้าเป็นคนสมองทึ่ม ถ้าเจ้าทำเรื่องนี้ได้ดี…” จูเอ้อร์กล่าวขึ้นเช่นกัน “ข้าจะคอยดูว่ายังจะมีใครกล้าพูดว่าเจ้าเป็นคนสมองทึ่มอีกไหม”
ปกติจูชีมักจะอ่านตำราอยู่ในบ้าน ไม่ค่อยออกไปไหน แต่จูต้ากับจูเอ้อร์ต้องออกไปตรวจตราทุ่งนาของที่บ้านเป็นประจำ จึงมีโอกาสได้พบคนข้างนอกมากกว่า
คนเหล่านั้นไม่มีโอกาสพบเจ้าตัว พอเห็นจูต้ากับจูเอ้อร์ก็ดึงคนทั้งสองมาชมเชยจูชีให้ฟังอย่างเอาเป็นเอาตาย
คราวก่อนก็สอบเป็นซิ่วไฉกลับมาได้ นำพาเกียรติยศมาให้หมู่บ้านสกุลจูแล้วครั้งหนึ่ง ช่วยให้คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านเจรจางานมงคลสำเร็จไปแล้วหลายต่อหลายราย
ตอนนี้ จูชียังคิดวิธีการเช่นนี้ออกมาได้ ทำให้หมู่บ้านสกุลจูของพวกเขากลายเป็นเป้าอิจฉาของใครต่อใครอีกครั้ง
ไม่ได้มีแค่จูต้ากับจูเอ้อร์ที่ประสบกับเรื่องพวกนี้ กระทั่งหลิวซื่อกับหลี่ซื่อ เวลาออกไปข้างนอกก็ถูกบรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านดึงตัวไป ‘ชมเชย’ เช่นกัน
อดีตคนสมองทึ่ม ไม่รู้ว่ากลายมาเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งหมู่บ้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ไปที่ไหนก็รู้สึกมีหน้ามีตา
“ใช่แล้ว เจ้าเจ็ด เมื่อวานตอนข้าพาซานเป่ากับซื่อเป่าออกไปเดินเล่นก็มีคนมาพูดชมเชยเจ้าให้พวกข้าฟังเหมือนกัน” หลิวซื่อยิ้มกว้างพูดว่า “บอกว่าเจ้าช่างเก่งกาจสามารถ เมื่อก่อนพวกเขาตาบอดกันหมด มองไม่ออกว่าเจ้าร้ายกาจเช่นนี้ วันหน้าเมื่อเจ้าได้เป็นขุนนางใหญ่จะต้องเป็นขุนนางที่ดีแน่นอน!”
พูดไปพูดมา ก็พูดเสียราวกับว่าต่อไปจูชีจะต้องได้เป็นขุนนางใหญ่กลับมากระนั้น
จูชีถูกชมจนหน้าแดงก่ำ โบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน “ไม่ใช่…พี่สะใภ้รอง ข้า…ท่านแม่บอกว่าข้าเป็นขุนนางไม่ได้…”
เขาไม่ได้ไปโจวเสวียเพื่อสอบเป็นขุนนางใหญ่โต แต่เพราะหมายตาอาจารย์กับตำราของที่นั่นต่างหาก
เขาพยายามอธิบาย แต่บรรดาพี่สะใภ้ก็ยังพูดเองเออเอง ไม่มีใครใส่ใจคำพูดของเขาแม้แต่น้อย
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารสุขสันต์กลมเกลียว
รอให้ทุกคนสนทนากันไปพอสมควรแล้ว เย่อวี๋หรานค่อยเอ่ยปากขึ้นมา “เรื่องนี้ต้องฟังความเห็นของเจ้าเจ็ด พวกเจ้าแต่ละคนอย่าไปตัดสินใจแทนเขา คนที่จะทำเรื่องนี้คือเขา ทำได้หรือไม่ได้มีเพียงตัวเขาเองกระจ่างใจที่สุด พวกเจ้าไปตกปากรับคำแทนเขา หากสุดท้ายเขาทำไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร? พวกเจ้าไปทำแทนเขาได้ไหม?”
วาจาไม่กี่ประโยคก็ทำให้ทั้งโต๊ะอาหารเงียบสงบลงทันที
“ไม่…ไม่ถึงขนาดนั้นกระมังเจ้าคะ?” หลี่ซื่อกล่าวขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “ก่อนหน้านี้เจ้าเจ็ดทำสำเร็จไปแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ? แค่ทำต่อจากนั้นก็ได้แล้วนี่นา?”
นางคิดจากใจจริงว่า ในเมื่อจูชีสามารถทำออกมาได้แล้วครั้งหนึ่ง ก็ย่อมต้องสามารถทำครั้งต่อไปได้ด้วยเช่นกัน ไม่ได้ยากเย็นแต่อย่างใด
“ไม่เหมือนกัน” เย่อวี๋หรานกล่าว “ครั้งก่อนทำสำหรับใช้งานไปก่อนชั่วคราว ดีหรือไม่ดี ขอแค่ใช้งานได้ ทุกคนก็จะไม่ว่าอะไร แต่ตอนนี้สิ่งที่เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสต้องการทำเป็นระบบชลประทานสำหรับใช้งานระยะยาว ถ้าทำออกมาแล้วใช้งานได้ไม่ดี มิเท่ากับเสียแรงเปล่าหรอกหรือ? พวกเจ้าคิดว่าคลองเล็ก ๆ ของหมู่บ้านพวกเราสามารถรดผืนนาของคนทั้งหมู่บ้านได้จริง ๆ? ปีหน้าทุกคนจะทำนาน้ำกันนะ ผู้ใดจะทราบว่าต้องใช้น้ำมากมายเท่าไหร่?”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ หากท่านแม่ไม่พูดขึ้นมาข้าก็คงลืมไปแล้ว” หลี่ซื่อระลึกขึ้นมาได้ “เมื่อก่อนเวลาจะรดน้ำ ทุกคนก็หาบน้ำเอา ทั้งยังทำนาแห้ง ไปหาบน้ำมาจากคลองในหมู่บ้าน บ้านไหนฝีเท้าคล่องแคล่วก็รดหลายรอบหน่อย…จะปลูกได้ผลดีหรือไม่ได้ผลดีก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่ถ้าเป็นนาน้ำก็ต่างออกไปแล้ว นาน้ำเป็นวิธีการของบ้านเรา แม้แต่ระบบทดน้ำก็เป็นของบ้านเรา ถ้าทำออกมาไม่ดี…”
นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก ทุกคนจะต้องกล่าวโทษครอบครัวพวกนางแน่นอน
“หมายความว่า…จะไม่ทำหรือเจ้าคะ?” หลินซื่อกังวลใจอยู่บ้าง “เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสออกปากแล้ว ถ้าพวกเรามาบอกว่าไม่ได้เอาตอนนี้ พวกเขาจะโกรธไหมเจ้าคะ? ทุกคนดีใจที่กำลังจะมีระบบชลประทานดี ๆ ตอนนี้กลับมาสาดน้ำเย็นใส่ ข้ากลัวว่าพวกเขาจะไม่พอใจ”
น้องสาวสองคนของนางโตแล้ว อีกไม่นานก็จะต้องเจรจาเรื่องงานมงคล
ถ้ามาล่วงเกินเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเอาตอนนี้ น้องสาวของนางจะออกเรือนได้อย่างไร?
หลินซื่อกำลังคิดว่า ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้น้องสาวทั้งสองออกเรือนให้คนในหมู่บ้านสกุลจู
ยามนี้ชีวิตของคนในหมู่บ้านสกุลจูดีขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ชายคนไหนก็ไม่แย่ ประจวบกับออกเรือนในหมู่บ้านเดียวกัน พวกนางก็สามารถดูแลหลานสาวสกุลหลี่ว์สามคนนั้นช่วยนางได้ด้วย
นางเชื่อว่า เห็นแก่หน้าแม่สามี ย่อมไม่มีใครกล้ารังแกน้องสาวของนาง
“ทำก็ไม่ดี ไม่ทำก็คงไม่ดี เรื่องนี้จะทำอย่างไร? ถ้าจะพูดแบบนี้ มิสู้ไม่ทำอะไรเสียแต่แรก ทุกคนก็ไม่ต้องคิดมากแล้ว…” หลิวซื่อลูบครรภ์ตัวเองพลางกล่าวว่า “ตอนนี้ดีนัก ยุ่งยากถึงเพียงนี้”
น้ำเสียงบ่งบอกชัดว่าไม่พอใจต่อเรื่องนี้
แต่กลับลืมไปแล้วว่า ตอนทุกคนมาชมเชยจูชีต่อหน้านาง นางกระหยิ่มยิ้มย่องถึงเพียงไหน…ยังไม่แยกเรือน ชมเชยจูชีแล้วจะต่างจากชมเชยคนสกุลจูตรงไหน? ตอนนี้นางก็เป็นคนสกุลจูเหมือนกันนะ