ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 735 ให้ข้ารับบทคนร้าย มีแต่เจ้าที่เป็นคนดี
บทที่ 735 ให้ข้ารับบทคนร้าย มีแต่เจ้าที่เป็นคนดี
จูเหล่าโถวถอนหายใจออกมา “เฮ้อ…เจ้าก็จริง ๆ เลย ใช้ชีวิตไปดี ๆ ไม่ชอบ ชอบแต่จะสร้างเรื่อง! ตอนนี้เกิดปัญหาแล้วเห็นไหม? เจ้าว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร?”
โยนปัญหากลับมาให้เย่อวี๋หรานอีกครั้ง
ในสายตาของเขา ในครอบครัวนี้คนที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวมากที่สุดก็คือภรรยาของเขา ในเมื่อนางชอบสร้างเรื่องนักก็ไปแก้ไขเอาเอง
เรื่องผังชลประทานของจูชี หากไม่ได้รับอนุญาตจากนาง จูชีจะทำงั้นหรือ?
“ท่านพ่อ ท่านแม่ไม่ได้สร้างเรื่องนะขอรับ ท่านแม่แค่เห็นว่าทุกคนหาบน้ำไปมาลำบากจึงอยากช่วยลดภาระให้พวกเขา” จูซานช่วยอธิบายให้เย่อวี๋หราน
ในสายตาของจูซาน มารดาเสนอความคิดทำเรื่องนี้ด้วยความปรารถนาดี
“เจ้าก็ดีแต่แก้ตัวให้แม่เจ้านั่นแหละ!” จูเหล่าโถวขึงตามอง
เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าในบ้านนี้ก็มีแต่จูต้ากับจูเอ้อร์ที่ใส่ใจเขา ส่วนลูกที่เหลือล้วนเป็นพวกเดียวกับภรรยา
“ข้าไม่ได้แก้ตัวแทนท่านแม่ ข้าแค่พูดความจริง” จูซานกล่าว “เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็เห็นว่านี่เป็นของดี ถึงได้อยากให้จูชีช่วยพัฒนาให้ดีกว่านี้ ถ้าใช้งานไม่ดี พวกเขาก็คงไม่เสนอขึ้นมาแล้ว”
“ก็เพราะใช้งานได้ดีน่ะสิ พวกเขาถึงได้อยากได้ของที่ดียิ่งกว่า เจ้าเจ็ดไม่ควรทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรก” จูเหล่าโถวกล่าว “แม่พวกเจ้าก็พูดแล้วไม่ใช่รึ ครั้งแรกทำง่าย ครั้งต่อมากลับไม่ง่ายแล้ว เพราะเป็นการทำครั้งแรก ต่อให้ทำได้ไม่ดีทุกคนก็ไม่ว่าอะไร ครั้งต่อมาถ้าทำได้ไม่ดี ทุกคนก็คงจะพูดกันว่า ทำไมครั้งแรกทำได้ดี แต่ครั้งต่อมากลับทำได้ไม่ดี? ต้องเป็นเพราะไม่ใส่ใจแน่แล้ว…”
“เพราะอย่างนี้ ข้าถึงได้บอกเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสไปว่าของพวกนี้ไม่ได้ทำง่ายดายเหมือนที่พวกเขาคิด อีกอย่าง พวกเขาก็รู้ว่าอีกไม่นานข้ากับเจ้าเจ็ดก็จะไปโจวเสวียกันแล้ว เจ้าเจ็ดจะมีเวลาทำหรือไม่ยังเป็นอีกเรื่อง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำแล้ว พวกเจ้ากำลังจะจากไปพอดี ยกมาเป็นข้ออ้างได้ เลี่ยงไม่ให้เกิดกรณีที่ทำได้ไม่ดีแล้วต้องถูกว่า ไม่ทำตอนนี้ อย่างมากคนอื่นก็แค่จะผิดหวัง พูดอะไรไม่กี่คำ แต่ไม่ต้องถูกด่า”
……
จูซานคิดไม่ถึงเลยว่า มารดาแค่พูดว่าเรื่องนี้ ‘ยาก’ บิดาก็ไม่อยากให้ทำแล้ว
ยากก็ส่วนยาก แต่มีเรื่องไหนไม่ยากด้วยหรือ?
ถ้าเพราะว่ายากแล้วไม่ยอมทำ แล้วพวกเขาจะมีนาน้ำได้อย่างไร? ยังจะทำการค้าขายอาหารได้อย่างไร? เจ้าเจ็ดจะสอบเป็นซิ่วไฉได้อย่างไร?
เรื่องเหล่านี้ล้วนต้องทำขึ้นมาบนความเสี่ยงทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?
เขาไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้แต่หันไปมองเย่อวี๋หรานเพื่อสอบถามความเห็นของนาง
ระหว่างที่คนทั้งโต๊ะอาหารกำลังถกเถียงกันอยู่ เย่อวี๋หรานไม่ได้พูดอะไรขึ้นมา
ความคิดของนางเรียบง่ายยิ่ง ระบบชลประทานของหมู่บ้านสกุลจูต้องทำแน่นอนแล้ว แต่ตอนทำจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาบ้างจะต้องบอกกล่าวให้กระจ่างแต่แรก
เลี่ยงไม่ให้คนทั้งหลายมาเสียใจทีหลังยามเผชิญหน้ากับปัญหา
เมื่อศรหลุดจากแล่ง ย่อมไม่อาจย้อนกลับมาได้อีก
“ข้าไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำ แต่อยากให้ทุกคนใคร่ครวญให้ดีเสียก่อน เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่ทุกคนคิด ระหว่างนั้นจะเกิดปัญหาขึ้นมากมาย พวกเราต้องเตรียมใจเอาไว้ให้พร้อมก่อนไปทำเรื่องนี้”
เมื่อเย่อวี๋หรานกล่าวออกมาเช่นนี้ จูซานค่อยผ่อนลมหายใจออกมา
“ในเมื่อท่านแม่พูดเช่นนี้แล้ว พวกเราก็ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องอื่น แค่ทำไปก็พอ” จูซานพูด “ส่วนว่าหลังจากทำไปแล้วอาจพบเจอปัญหาเช่นไรบ้าง พวกเราก็ลองครุ่นคิดกันดูก่อน จะได้เตรียมตัวรับมือเอาไว้”
ต่อจากนั้น คนทั้งบ้านก็เริ่มปรึกษาหารือกันอีกครั้ง
ต่างคนต่างเสนอความคิดของตนเองออกมา
จูเหล่าโถวเห็นว่าทุกคนสลัดความเห็นเป็นอื่นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว แล้วหันไปวิเคราะห์ถกเถียงปัญหากันแทนก็รู้สึกคับข้องใจมาก
หมายความว่าคนที่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้นจนจบมีเขาเพียงคนเดียว?
จะทำไปเพื่ออะไร? ถ้าเห็นด้วยก็บอกออกมาแต่แรกสิ ให้เขารับบทคนร้ายทำไมกัน?
ตอนกลับไปที่เรือน เขายังระบายความไม่พอใจใส่เย่อวี๋หราน “ให้ข้ารับบทคนร้าย มีแต่เจ้าที่เป็นคนดี!”
เย่อวี๋หรานได้ยินถ้อยคำแสดงความไม่พอใจของเขาก็อยากหัวเราะ “เจ้ายังติดใจอยู่? ทุกคนเพียงแต่ถกปัญหากันบนโต๊ะอาหารก็เท่านั้นเอง”
“เฮอะ! แล้วทำไมเจ้าต้องทำให้ข้าเข้าใจผิดด้วย?”
“ข้าไม่ได้ทำให้เจ้าเข้าใจผิด แต่พอเจ้าสามบอกว่าเรื่องนี้ทำได้ ทุกคนก็ดีใจ คิดถึงแต่ผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับเมื่อเรื่องนี้สำเร็จ ข้ากลัวว่าพวกเขาจะดีใจเกินไปจนออกไปคุยโวโอ้อวดอยู่ข้างนอก ไปรับปากเรื่องที่ไม่ควรรับปากเข้า สาดน้ำเย็นใส่เมื่อสบโอกาสเหมาะสม จะช่วยให้พวกเขาสงบสติอารมณ์ใคร่ครวญปัญหาได้ดีขึ้น”
จูเหล่าโถว “…”
ภรรยาของเขานับวันจะพูดจาเก่งกาจขึ้นทุกวันแล้ว เขาสู้ไม่ได้แม้แต่น้อย
ทางด้านจูซาน เมื่อได้รับการเห็นชอบจากเย่อวี๋หราน เขาก็ไปเจรจากับผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ หรือกล่าวให้ชัดเจนก็คือไปบอกกล่าวความยากของเรื่องนี้
“เมื่อวานข้าไปหารือกับเจ้าเจ็ดมาแล้ว ระบบชลประทานต้องทำแน่นอน นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่มีประโยชน์ต่อทุกคนในหมู่บ้าน ถ้าเขาสามารถช่วยเหลืออะไรได้ก็มีแต่จะรู้สึกเป็นเกียรติ แต่ว่า…” จูซานชะงักไปเล็กน้อย “ผู้อาวุโส ท่านเจ้าหน้าที่ ครั้งนี้กับครั้งก่อนไม่เหมือนกัน”
“ครั้งก่อนแต่ละบ้านทำนาน้ำแค่หนึ่งหมู่ ทุกคนยังทำนาน้ำใกล้ ๆ กัน จึงค่อนข้างสะดวกต่อการจัดการ ทั้งยังเป็นการทำขึ้นมาสำหรับใช้งานชั่วคราว ไม่ได้พิถีพิถันอะไรมาก”
“ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอย่างไร ขอแค่ประหยัดแรงและเวลาก็ใช้งานได้ทั้งนั้น ไม่มีทางเกิดปัญหาอะไร”
“แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน คราวนี้เป็นการทำเพื่อใช้งานระยะยาว ข้อเรียกร้องก็ย่อมต้องสูงตาม ฉะนั้นจึงยากกว่าเดิม”
……
ได้ยินเหตุผลที่จูซานแยกแยะให้ฟัง เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็สงบเยือกเย็นลงมาก แล้วเริ่มใคร่ครวญถึงความยากของเรื่องนี้
เห็นได้ชัดว่าแผนชลประทานของหมู่บ้านสกุลจูไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถขบคิดได้ถี่ถ้วนภายในสามวันห้าวัน
“หมายความว่า…” ผู้อาวุโสนึกเสียดาย “เรื่องนี้ก็ปล่อยผ่านไปทั้งอย่างนี้?”
“ไม่ใช่ ตามความเห็นของเจ้าเจ็ด ระบบชลประทานต้องทำแน่นอน แต่ต้องบอกกล่าวให้ชัดเจนก่อนว่าเรื่องนี้ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ในก้าวเดียว แต่ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป” จูซานกล่าว “หรือก็หมายความว่า พวกเราสามารถสร้างส่วนหนึ่งไปก่อน จากนั้นค่อยสร้างส่วนอื่น ๆ ต่อตามความจำเป็น ณ ขณะนั้น ต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะทำเรื่องนี้แล้วเสร็จ ใครก็ไม่อาจจำเพาะบอกได้ เป็นไปได้ว่าอาจใช้เวลาสามปีห้าปี”
“ที่แท้ก็หมายความเช่นนี้ งั้นพวกข้าก็วางใจได้แล้ว” ผู้อาวุโสโล่งอก “พวกข้าก็ไม่ได้จะให้จูชีสร้างเสร็จในคราวเดียว เรื่องแบบนี้รีบร้อนไม่ได้อยู่แล้ว ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ไม่เป็นไร ขอเพียงได้เริ่มทำ มีแผนงาน สามารถทำออกมาได้ก็พอแล้ว”
“อย่าว่าแต่สามปีห้าปี ต่อให้เป็นเจ็ดปีแปดปีสิบปีก็ไม่มีปัญหา” เจ้าหน้าที่กล่าว “ต่อให้ชั่วชีวิตนี้พวกข้าไม่ได้เห็น ไม่ได้ใช้ แต่พวกข้าก็ยังมีลูกหลาน พวกเขาคงได้ใช้กระมัง? นี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนหลายชั่วรุ่น”
จูซานพยักหน้า “เป็นเช่นนั้น ยังต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสและท่านเจ้าหน้าที่อธิบายเรื่องนี้ต่อทุกคนด้วยว่าเรื่องนี้ไม่อาจทำสำเร็จในขั้นตอนเดียว ทุกคนจะได้เตรียมใจเอาไว้ ความจริงทุกคนสามารถช่วยคิดและเสนอความเห็นว่าต้องทำอย่างไรจึงจะออกมาดีกว่าเดิม ทุกคนได้สัมผัสทุ่งนาของตัวเองทุกวัน ไม่แน่ว่าอาจเสนอวิธีการที่มีประโยชน์กว่าของเจ้าเจ็ดออกมาได้ก็เป็นได้”
พูดไปพูดมา เขาก็พูดชมคนในหมู่บ้าน
บอกว่าตอนที่ทุกคนในหมู่บ้านยังเล็กอยู่ก็ต้องเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกจากคนมีประสบการณ์ในหมู่บ้านก่อนทั้งนั้น เมื่อเรียนรู้ไปถึงระดับหนึ่งแล้วค่อยลงมือทำนาด้วยตนเอง
ถึงจูชีจะเป็นคนเรียนหนังสือ เข้าใจระบบชลประทาน รู้จักวางแผนงาน แต่เขาก็ไม่ได้ทำนาโดยตรง อาจมีรายละเอียดหลายอย่างที่ใคร่ครวญได้ไม่ถี่ถ้วนพอ จำเป็นต้องให้คนในหมู่บ้านชี้แนะ
มีเพียงทุกคนช่วยกันคิด ระบบชลประทานของหมู่บ้านสกุลจูจึงจะสามารถก่อร่างสร้างขึ้นมาได้ดียิ่งกว่าเดิม