ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 736 ข่าวลือเกี่ยวกับหมู่บ้านสกุลจู
บทที่ 736 ข่าวลือเกี่ยวกับหมู่บ้านสกุลจู
กล่าวให้ชัดเจนไปเลยก็คือ จูซานไม่อยากให้ความรับผิดชอบทั้งหมดมาอยู่ที่จูชีคนเดียว แต่อยากให้คนทั้งหมู่บ้านร่วมด้วยอีกแรง
หากสร้างสำเร็จ ทุกคนล้วนมีความชอบ หากสร้างได้ไม่สำเร็จก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของจูชีคนเดียว
นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่คนสกุลจูหารือกันออกมาได้บนโต๊ะอาหารเมื่อเย็นวาน
เทียบกับการได้มีความดีความชอบแล้ว การไม่ถูกคนทั้งหมู่บ้านผูกใจเจ็บแค้นจึงสำคัญที่สุด
ขณะที่จูซานรับหน้าที่มาหารือกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส อีกด้านหนึ่ง จูชีก็มาหารือแผนการขั้นต่อไปกับเย่อวี๋หราน
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ เขาย่อมจะรู้สึกกดดันเป็นธรรมดา จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากมารดา
เช่นเดียวกับที่ผ่านมา เย่อวี๋หรานไม่ได้บอกเขาตรง ๆ ว่าต้องทำอย่างไร เพียงชี้แนะแนวทางให้เท่านั้น
“เจ้าเจ็ด แม่เชื่อเจ้า ในหัวเจ้าต้องมีแผนการที่สมบูรณ์อยู่แน่นอน คงทราบว่าเรื่องนี้ควรดำเนินการอย่างไร”
“เจ้าเพียงเอาความคิดเหล่านั้นเรียบเรียงออกมาเป็นขั้นตอนในตารางแผนงาน”
“แล้วค่อยเอาแผนงานนั้นไปหารือกับพี่สามของเจ้า ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ แบ่งภาระงานให้คนที่จะไปดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านั้น”
“ใครสามารถทำเรื่องใดในขั้นตอนไหน หรือก็คือเจ้าต้องทำแผนงานฉบับที่สอง เป็นตารางเวลาและคนที่รับผิดชอบ”
“เมื่อมีของสิ่งนี้ เจ้าก็สามารถยกตารางงานให้ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่เอาไปดำเนินการได้แล้ว”
“ถ้าระหว่างที่ดำเนินงานกันอยู่พบข้อบกพร่องตรงไหนก็ค่อยไปแก้เสริมตรงนั้น ทำให้แผนงานนั้นสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม”
“จากนั้นก็ไปดำเนินการต่อ”
……
เย่อวี๋หรานอธิบายว่า เมื่อได้ทดลองทำจริงและปรับปรุงแผนงานให้ดีขึ้นไปด้วยเช่นนี้ สุดท้ายเขาไม่เพียงแต่จะเข้าใจว่าเรื่องนี้ต้องทำอย่างไร ขณะเดียวกันก็สามารถทำเรื่องนี้ให้ลุล่วงไปด้วย
ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามล้วนไม่ใช่สิ่งที่จะลุล่วงด้วยกำลังของคนเพียงคนเดียว เขาจำเป็นต้องพิจารณาทรัพยากรทั้งหมดที่ตัวเองมี ซึ่งรวมคน เงิน สิ่งของ และอื่น ๆ โดยมีเขาเป็นคนพาทุกคนดำเนินงาน
จูชีบันทึกสิ่งที่เย่อวี๋หรานกล่าวมาอย่างเป็นการเป็นงาน จากนั้นก็ไปเตรียมตารางขั้นตอนดำเนินงานฉบับแรกของเขาซึ่งเป็นฉบับร่าง
เมื่อเขาทำเสร็จแล้ว จูซานก็พาเขาและแผนงานฉบับนั้นไปหารือกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส เพื่อดูว่ายังมีอะไรต้องแก้ไขหรือไม่
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสทำแผนงานไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเขาเข้าใจแผนงานฉบับนี้ สามารถชี้จุดที่ยังขาดอยู่ได้ก็พอแล้ว
จากนั้นค่อยไปหาคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ใช้เวลาไปหลายวันกว่าจะทำแผนงานที่สามารถนำมาดำเนินงานได้ฉบับแรก
เมื่อได้แผนงานนั้นมา เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็สามารถเรียกประชุมคนทั้งหมู่บ้านได้แล้ว
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “สมกับที่เป็นปัญญาชนจริง ๆ ฉลาดมากปัญญา! ต่อให้พวกข้าคิดกันทั้งชีวิตก็คงทำของแบบนี้ออกมาไม่ได้”
“นั่นน่ะสิ ทั้ง ๆ ที่พวกเราเข้าใจสิ่งที่เขาเขียนไว้บนนั้นทั้งหมดแท้ ๆ แต่กลับไม่อาจทำออกมาได้” ผู้อาวุโสกล่าวตามมา “ข้าพอจะเข้าใจแล้วว่าปัญญาชนแตกต่างจากพวกเราตรงไหน คนเขาทำการใหญ่ ส่วนพวกเราน่ะทำได้แค่เป็นผู้ช่วยให้ก็เท่านั้น”
เย่อวี๋หรานที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นคิดว่า ‘ไม่ พวกท่านคิดผิดแล้ว นี่เป็นภูมิปัญญาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดต่างหาก’
ของบางอย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้งหมด เพียงแต่ต้องควบคุมทิศทางให้ได้ ส่วนที่เหลือมอบหมายให้ผู้ใต้บัญชา ย่อมจะมีคนทำให้ลุล่วงแทนเจ้าเอง
ยังคงเป็นวาทะเดิมนั้น เรื่องเฉพาะทางก็ต้องมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญไปทำ
ในช่วงหลายวันนี้ พวกเขาได้ไปคุยกับคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านอยู่หลายครั้งหลายครา ขอให้พวกเขาช่วยเสนอความคิด เรื่องที่หมู่บ้านสกุลจูจะสร้างระบบชลประทานสำหรับใช้งานระยะยาวจึงไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป กลับแพร่สะพัดออกไปนอกหมู่บ้านสกุลจูอย่างลือลั่นกว่าเดิม
ไม่ได้มีเพียงคนในหมู่บ้านที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทั่งหมู่บ้านใกล้เคียงก็กำลังถกเถียงกันอยู่
“นี่ เจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม หมู่บ้านสกุลจูจะทำระบบชลประทานอะไรสักอย่างนี่แหละ”
“ได้ยินแล้ว ก็คือการขุดคูน้ำไม่กี่สาย ชักน้ำเข้านา ข้าไปดูมาแล้ว หมู่บ้านพวกเราทำไม่ได้ นาน้ำของหมู่บ้านพวกเราอยู่ห่างจากแหล่งน้ำเกินไป กว่าจะขุดเสร็จก็คงถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว”
“ไม่ได้หมายถึงอันนั้น หมายถึงอันหลังจากนั้นต่างหาก”
คนผู้นั้นพบว่ายังคุยกันไม่รู้เรื่อง จึงดึงให้อีกฝ่ายนั่งลงแล้วพูดให้ชัดเจน
ถึงจะไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ แต่เรื่องที่ว่าหมู่บ้านสกุลจูต้องการสร้างระบบชลประทานที่สามารถใช้งานได้ไปชั่วลูกชั่วหลานกลับเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน
คนที่ได้ยินตกตะลึง “เป็นไปไม่ได้กระมัง?! ของแบบนี้ต้องเป็นทางการทำไม่ใช่รึ? ข้าไม่เคยได้ยินว่าทางการจะมาทำระบบชลประทานเลยนะ…”
“นั่นน่ะสิ ตอนที่ข้าได้ยินเรื่องนี้ก็คิดว่าญาติข้ากำลังโม้อยู่ เรื่องที่แม้แต่ทางการยังทำไม่ได้ ซิ่วไฉตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะทำได้อย่างนั้นรึ? เป็นไปไม่ได้หรอก แต่ญาติข้ายืนกรานหนักแน่น หมู่บ้านสกุลจูทำแผนงานอะไรสักอย่างกันอยู่ กำลังถกกันเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“จริงรึ?”
“จริงสิ”
……
ยามกะทันหัน คนที่เชื่อเรื่องนี้มีอยู่ไม่มาก
บางคนถึงขั้นสับสนว่าคูน้ำที่หมู่บ้านสกุลใช้ชักน้ำเข้านาอยู่ในตอนนี้เป็นสิ่งที่กำลังพูดถึงกันอยู่
ส่วนเรื่องที่ผิดเพี้ยนไปนั้นเป็นการเล่าลือปากต่อปาก ทำให้บิดเบือนไปจากความจริง
มีทั้งคนที่เชื่อ และคนที่ไม่เชื่อ
คนที่เชื่อก็พยายามสืบข่าวจากสายสัมพันธ์ที่มีอยู่
ข้างนอกจะคิดหรือคาดเดากันอย่างไร จูชีไม่ได้ไปสนใจ
เขายืนอยู่ข้างหลังจูซาน เข้าประชุมกับคนในหมู่บ้านพร้อมกับผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ จากนั้นก็กลับห้องมาปรับปรุงแผนงานตามข้อเสนอแนะของทุกคนอย่างเงียบ ๆ
ระหว่างนี้ คนในหมู่บ้านล้วนกำลังพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็ยุ่งจนหัวหมุน สลัดตำราที่อ่านตามปกติออกไปจนหมด ทุ่มเทความคิดจิตใจให้กับเรื่องนี้
เย่อวี๋หรานเห็นเขาจริงจังเช่นนั้นก็ไม่ได้ไปฝืนใจบังคับ ปล่อยให้เขาทำอย่างเต็มที่
นี่เป็นการทดลองทำจริงครั้งแรก นางไม่อยากกดดันเขามากเกินไป
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้ยินเรื่องที่อาเล็กของพวกตนกำลังทำอยู่ก็นับถือเลื่อมใสยิ่งนัก หากมิใช่เพราะเย่อวี๋หรานบอกให้พวกเขาสองคนปิดปาก ไม่อนุญาตให้พูดถึงเรื่องนี้ขณะอยู่ในสำนักศึกษา พวกเขาก็อยากจะเอาไปโอ้อวดจริง ๆ
เรื่องที่มีหน้ามีตาเช่นนี้ หากนำไปบอกคนในสำนักศึกษา พวกเขาจะถูกอาเล็กทำให้ตกใจหรือเปล่านะ?
“ชู่ว…”
เย่อวี๋หรานแตะนิ้วมือบนริมฝีปาก เป็นสัญญาณให้พวกเขาเก็บเงียบ
นางกระซิบว่า “ไม่ให้พวกเจ้าพูดแค่ตอนนี้ รอจนอาเล็กของพวกเจ้าทำเสร็จแล้ว พวกเจ้าจะพูดอย่างไรก็ตามใจ ถึงตอนนั้นย่าจะไม่ยุ่งแล้ว”
เอ้อร์เป่ายู่ปาก ถามอย่างไม่ใคร่พอใจนัก “ทำไมตอนนี้ถึงพูดไม่ได้ล่ะขอรับ?”
เย่อวี๋หรานยกตัวอย่าง บอกว่าถ้านางค้นพบของอย่างหนึ่ง มีรสชาติหวานมาก ยังหวานกว่าถังหูลู่ที่พวกเขากินเสียอีก บอกให้พวกเขาลองจินตนาการถึงความอร่อยของมัน
แม้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะไม่เข้าใจ แต่ก็พยายามครุ่นคิดคาดเดากันเต็มที่
รอจนพวกเขาพูดไปได้พอสมควรแล้ว เย่อวี๋หรานก็บอกพวกเขาว่าของสิ่งนั้นไม่ใช่อะไรเลย แต่เป็นน้ำผึ้งที่พวกเขาเคยกินมาแล้ว จากนั้นก็ถามว่าตอนนี้พวกเขารู้สึกอย่างไร?
“หา น้ำผึ้งหรอกหรือ ก็หวานจริง ๆ นั่นแหละ” เอ้อร์เป่าพูด น้ำเสียงแฝงความผิดหวังที่ปิดไว้ไม่มิด
เพราะเขานึกว่าสิ่งที่ท่านย่าพูดถึงจะเป็นอะไรที่พวกเขาไม่เคยกินมาก่อนและลึกลับกว่านี้เสียอีก
แต่กลายเป็นว่า…
“เข้าใจแล้วใช่ไหม? ก่อนที่เจ้าจะได้เห็นของสิ่งนี้ ถ้าข้าบอกเรื่องนี้ต่อพวกเจ้า พวกเจ้าก็จะพยายามจินตนาการไปต่าง ๆ นานา ทำให้มันดูเป็นของที่พิเศษกว่าเดิม เมื่อถึงเวลาที่เจ้าไปเห็นของจริง พบว่าเจ้าไม่เพียงแต่จะรู้จักมัน แต่ยังเคยกินมาก่อนอีกด้วย ก็ย่อมจะผิดหวังไม่มากก็น้อย” เย่อวี๋หรานกล่าว “แต่ถ้าข้าวางน้ำผึ้งไว้ตรงหน้าเจ้า บอกเจ้าว่ามันอร่อยปานไหน สิ่งแรกที่เจ้าคิดถึงคงเป็นรสชาติที่เคยได้ชิมครั้งแรก และไม่ได้รู้สึกผิดหวังแบบนั้นแล้วใช่ไหม?”