ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 737 ข้าตั้งใจว่าจะไปเมืองผู่โซวกับพวกเจ้าเจ็ด
บทที่ 737 ข้าตั้งใจว่าจะไปเมืองผู่โซวกับพวกเจ้าเจ็ด
ต้าเป่ามีท่าทางครุ่นคิด
“ทั้งที่เป็นน้ำผึ้งเหมือนกัน แต่ทำไมความรู้สึกของพวกเจ้าจึงได้แตกต่างกันถึงขนาดนี้เล่า?” เย่อวี๋หรานถามชี้นำต่อไป
เอ้อร์เป่าใคร่ครวญหาสาเหตุแล้วกล่าวว่า “ก่อนที่จะเอามันออกมาให้ดู ข้าจะคิดว่ามันคือของอย่างอื่น ตั้งตารอคอยกว่าเดิม…”
“ใช่แล้ว ก็เหมือนกับสิ่งที่อาเล็กของพวกเจ้ากำลังทำอยู่ในตอนนี้ ถ้าพวกเจ้าเอาไปพูดก่อนที่เขาจะทำสำเร็จ คนอื่นได้ยินแล้วก็คงจะเสริมเติมแต่งจินตนาการเข้าไปมากมาย คิดว่าของสิ่งนี้ดีเลิศได้เท่าไหร่ก็ดีเลิศได้เท่านั้น แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ทั้งยังมีคนจำนวนมากเคยเห็นมาแล้ว เจ้าค่อยพูดออกไป พวกเขาก็จะไม่คิดอะไรเหลวไหลเติมแต่งจินตนาการเข้าไปแล้วใช่ไหม?”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าพยักหน้า รู้สึกว่าท่านย่ากล่าวได้ถูกต้อง
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางลูบศีรษะของพวกเขา นางกล่าวว่า “เรื่องก็เป็นเช่นนี้ บางครั้งพวกเราก็จำเป็นต้องถ่อมตัวเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นมีจินตนาการบรรเจิดเกินไป มองว่าพวกเราดีเลิศนักหนา แต่พอได้เห็นตัวตนจริง ๆ ของพวกเรากลับรู้สึกผิดหวัง ลดทอนความคาดหวังของพวกเขาลงบ้างกลับช่วยลดทอนความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นได้มากมาย”
เพื่อปลอบใจเด็กน้อยทั้งสอง นางถึงขั้นเกี่ยวก้อยสัญญา บอกว่านั่นเป็นความลับระหว่างพวกเรา
พวกเขาต้องสะสมความลับเหล่านั้นเอาไว้ให้มาก รอจนถึงวันหนึ่งเมื่อมีมากพอค่อยเปิดเผยออกมาในคราวเดียว ทำให้โลกต้องตะลึง
แน่นอนว่าเพื่อให้เด็กน้อยทั้งสองสัมผัสถึงความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมด้วย นางยังไหว้วานให้พวกเขาทำเรื่องหนึ่ง…คนที่เขียนหนังสือได้ในหมู่บ้านสกุลจูมีอยู่ไม่มาก พวกเขาสองคนสามารถใช้เวลาช่วงที่ไม่มีเรียนมาช่วยจดบันทึกให้ทุกคน
ทั้งยังสามารถไปช่วยจูชีคำนวณในยามที่เขามีงานมากจนล้นมือ
เมื่อเด็กน้อยทั้งสองมีเรื่องให้ทำแล้ว ทั้งยังต้องเก็บเป็นความลับ นอกจากความภาคภูมิใจแล้วยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกลึกลับเป็นปริศนา จึงตื่นเต้นดีใจราวกับมุสิกน้อยที่ขโมยข้าวสารมาได้อย่างไรอย่างนั้น
รอจนจูชีสามารถทำตารางแผนงานที่ระบุเวลาและผู้รับผิดชอบงานได้ ช่วงเวลาเปิดเรียนของโจวเสวียก็กระชั้นเข้ามาแล้ว
จูชีผู้รอบคอบยังมอบหมายภารกิจอย่างหนึ่งให้ต้าเป่า นั่นก็คือตารางแก้ไขแผนงาน
หากระหว่างที่เขาจากไป เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสพบว่ามีส่วนที่ต้องแก้ไขก็ให้ต้าเป่าบันทึกเอาไว้ในตารางนี้ จากนั้นค่อยส่งมาให้เขา
ถึงตอนนั้นเขาจะได้แก้ไขตารางแผนงาน แล้วส่งฉบับที่แก้ไขเสร็จแล้วกลับมาให้
เมื่อทำเช่นนี้ เขาก็จะสามารถติดตามการสร้างระบบชลประทานของหมู่บ้านได้ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด
“ได้ขอรับ อาเล็ก ท่านสบายใจได้ ข้ารับรองว่าจะทำภารกิจนี้ให้ดีขอรับ!” ต้าเป่าไม่คิดเลยว่าตนเองจะได้รับมอบหมายภารกิจที่สำคัญเช่นนี้ จึงรู้สึกตื่นเต้นยินดียิ่งนัก ตกปากรับคำทันที
“แล้วข้าล่ะ?” เอ้อร์เป่าเห็นว่าไม่มีเรื่องของตัวเองก็ออกจะห่อเหี่ยว
“เจ้าก็ทำด้วยกันกับต้าเป่าอย่างไรเล่า ถ้ามีตรงไหนที่เขาจำไม่ได้ เจ้าก็เตือนเขา หรือจะเขียนจดหมายมาบอกข้าก็ได้เหมือนกัน” จูชีไม่อยากให้เอ้อร์เป่าเศร้าใจจึงช่วยคิดหาวิธี
เอ้อร์เป่าพลันกลับมาสดใสเหมือนเดิม
เนื่องจากจูชีต้องไปเรียนที่โจวเสวีย สกุลจูจึงยุ่งวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง
ตำราที่เขาต้องนำติดตัวไปด้วยมีไม่มาก ตำราส่วนใหญ่เป็นตำราที่เขาคัดลอกเองเพื่อเอาไว้ให้หลานชายในบ้านได้อ่าน
แม้กระดาษจะแพงมาก แต่ตำรายังแพงกว่ากระดาษเสียอีก
ตัดกระดาษตามขนาดของตำรา เขาคัดลอกเนื้อหาในตำราจากในความทรงจำออกมาทีละตัวอักษร แล้วให้พี่สะใภ้ช่วยเย็บเข้าเล่มให้ ก็สามารถประหยัดค่าตำราไปได้มากโข
เพียงเท่านี้ ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าก็มีตำราไว้อ่านเล่นนอกเวลาเรียนแล้ว
แม้แต่จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย เมื่อมีเวลาว่างก็มักจะมาอ่านตำราในห้องหนังสือของเขา
นอกจากของเหล่านี้ ยังมีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และเสบียงสำหรับหลายเดือนหลังจากนี้
อ้อ ผ้านวมก็ต้องเตรียมไปเองเช่นกัน
จูซานเอาสรุปรายการสิ่งของที่ต้องนำติดตัวไปด้วยมาให้จูชีตรวจทานไปทีละอย่าง
สรุปรายการสิ่งของที่ต้องเตรียมนี้เป็นคุณชายเยี่ยน เยี่ยนเหออัน สหายของจูชีที่ส่งมาให้นั่นเอง
หลังจากที่เขาทราบว่าจูชีจะไปเรียนที่โจวเสวียในเมืองผู่โซ่ว ก็ได้นัดหมายกับจูชีเอาไว้ว่าจะไปเรียนหนังสือด้วยกัน
เขาจะไปเรียนที่โจวเสวีย ย่อมมีคนในจวนช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ เขาจึงอาศัยช่วงเวลานี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโจวสวียแล้วส่งมาให้จูชี ในจำนวนนั้นยังรวมถึงรายการสิ่งของที่ต้องนำติดตัวไปด้วย
ระหว่างรับประทานมื้อเย็น เย่อวี๋หรานก็ประกาศขึ้นว่า “ข้าตั้งใจว่าจะไปเมืองผู่โซวกับพวกเจ้าเจ็ด”
“หา ท่านแม่ ท่านก็จะไปด้วยหรือเจ้าคะ?!” หลี่ซื่อตกใจ รีบเอ่ยขึ้นว่า “ท่านไปแล้ว ที่บ้านจะทำอย่างไรเจ้าคะ?”
ในใจพลันว้าวุ่นไปหมด
ในสายตานาง ครอบครัวสกุลจูสามารถมีชีวิตราบรื่นเช่นนี้ล้วนเป็นความดีความชอบของแม่สามีทั้งสิ้น หากแม่สามีไปแล้ว มิเท่ากับว่าจบสิ้นกันแล้วหรอกหรือ?
กานอี้เซียนที่อยู่ในศาลเจ้าก็สะดุ้งตกใจ: อะไรนะ นางจะไปแล้ว!
สวรรค์ทรงโปรด ท่านไปไม่ได้นะ จูต้าเหนียง ถ้าท่านไปแล้ว ใครจะช่วยข้าจัดการเรื่องเพาะปลูกกันเล่า!
การงานของเขาจะก้าวหน้าหรือไม่ ยังต้องพึ่งพาจูต้าเหนียงนะ
“ท่านแม่ เหตุใดท่านคิดจะไปเมืองผู่โซ่วกะทันหันเช่นนี้ล่ะขอรับ?” หัวใจดวงน้อย ๆ ของจูอู่เต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ
เพราะมีมารดาอยู่ พี่เป้ากับนายท่านผู้เฒ่าซุนจึงยอมให้หน้าเขาบ้าง แต่ถ้ามารดาไม่อยู่แล้ว พวกเขายังจะสนใจเขาอีกหรือ?
จูอู่ไม่คิดว่าตนเองจะมีเสน่ห์ปานนั้น
“เจ้าบ้าไปแล้วเรอะ! อยู่ดี ๆ ไม่ชอบ จะไปที่นั่นทำไม? เจ้าเจ็ดไปเรียนหนังสือ เจ้าจะไปทำอะไรได้?” การตอบสนองของจูเหล่าโถวค่อนข้างรุนแรง
เขากับภรรยาแยกกันอยู่ก็เป็นเรื่องราวหนึ่ง แต่ถ้านางจะไม่อยู่ที่บ้านอีกแล้ว เขาก็รู้สึกว่างโหวงแปลก ๆ
ราวกับเสาหลักของบ้านหายไปอย่างไรอย่างนั้น
ถ้าครอบครัวหนึ่งขาดเสาหลักไปแล้ว ยังจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร?
คนอื่น ๆ บนโต๊ะอาหารก็มองมาทางนี้ด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
เช่นเดียวกับจูเหล่าโถว พวกเขาคิดว่าครอบครัวนี้ใครก็จากไปได้ทั้งนั้น มีเพียงเย่อวี๋หรานเท่านั้นที่ไปไม่ได้
ปกตินางยุ่งเรื่องนั้นเรื่องนี้ในบ้านก็น่ารำคาญจริง ๆ แต่ถ้าปราศจากนางแล้ว กลับรู้สึกกระวนกระวายใจ ทำอะไรก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้องไปหมด
“ท่านแม่ ถ้าท่านอยากออกไปเที่ยวสักหลายวันก็ย่อมได้ แต่ถ้าจากบ้านไปนานเกินไปก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะเจ้าคะ…” จูปาเม่ยกลืนน้ำลาย นางกล่าวว่า “ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว มีเรื่องราวหลายอย่างที่ยังต้องเรียนรู้ ถ้าท่านไม่อยู่แล้วใครจะสอนข้าล่ะเจ้าคะ? ยังมีเรื่องมงคลของข้า…ท่านคงไม่ได้คิดจะไหว้วานคนอื่นหรอกนะ? ท่านพูดเองไม่ใช่หรือเจ้าคะว่าจะให้ข้าออกเรือนให้บ้านตระกูลใหญ่?”
เย่อวี๋หรานรู้สึกอ่อนใจต่อท่าทางเหมือนขาดนางไปสักคนแล้วจะมีชีวิตต่อไปไม่ได้ของพวกเขาจริง ๆ
นางกล่าวว่า “พวกเจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว? ข้าแค่อยากไปส่งเจ้าเจ็ด ไม่ได้จะไปแล้วไม่กลับเสียหน่อย”
“หมายความว่าท่านแม่อยากไปส่งพี่เจ็ด ส่งเสร็จแล้วก็จะกลับมาใช่ไหมเจ้าคะ?” จูปาเม่ยถามต่อทันที
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ถูกต้อง หมายความตามนั้นแหละ ทุกคนไม่เคยไปเมืองผู่โซ่วมาก่อน เจ้าสามกับเจ้าเจ็ดก็เพิ่งจะได้เดินทางไปที่นั่นเป็นครั้งแรก ข้ากังวลว่าพวกเขาจะรับมือไม่ไหว จึงอยากตามไปด้วยสักหน่อย ไปไม่นานก็กลับมาแล้ว”
“ตกอกตกใจหมด เมียคนนี้ ทำไมไม่พูดให้ชัด ๆ ข้านึกว่าเจ้าจะตามไปอยู่ต่างถิ่นเป็นเพื่อนเจ้าเจ็ดเหมือนเจ้าสามเสียอีก” จูเหล่าโถวโล่งอก กล่าวว่า “จริง ๆ เล้ย มีแม่สามีคนไหนทอดทิ้งคนทั้งบ้านไม่ไยดี หนีไปสถานที่ไกล ๆ แบบนั้นกันบ้าง เจ้าสามกับเจ้าเจ็ดไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว คราวก่อนตอนพวกเขาไปเข้าร่วมการสอบเสี้ยนซื่อที่ตำบลอี้คังก็ไปกันเอง ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่?”
“ตอนนั้นอาจารย์เสินเป็นคนพาพวกเขาไปไม่ใช่หรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าว “คราวนี้ไปไกลกว่าเดิม ข้าย่อมไม่วางใจอยู่แล้ว อีกอย่าง ข้าแต่งเข้าหมู่บ้านสกุลจูมาหลายปีก็ไม่เคยออกไปไหนอีกเลย จึงอยากใช้โอกาสนี้ออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง”
ความจริงแล้ว ประโยคสุดท้ายต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ