ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 738 เรื่องราวไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่เจ้าคิด
บทที่ 738 เรื่องราวไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่เจ้าคิด
ปีนั้นผู้ที่เคยไปอยู่ในบ้านสกุลใหญ่มาก่อนคือเจ้าของร่างเดิม ไม่ใช่เย่อวี๋หราน
โลกภายนอกมีหน้าตาอย่างไร นางไม่เคยรู้เลยจริง ๆ
มาอยู่ในโลกใบนี้นานเพียงนี้ ที่ผ่านมานางเพียงแต่พึ่งพาความทรงจำจากชีวิตที่แล้วของตนเองและความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไม่น่าเชื่อถือสักเท่าไหร่ นางได้ประจักษ์กับตนเองมาหลายครั้งหลายคราแล้ว มิหนำซ้ำนั่นยังเป็นความทรงจำจากช่วงก่อนที่เจ้าของร่างเดิมจะแต่งงานอีกด้วย
ผ่านมาหลายปีเพียงนี้ โลกภายนอกคงเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นางจำเป็นต้องไปทำความรู้จักโลกใบนี้ใหม่อีกครั้ง
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา
กานอี้เซียนที่อยู่ในศาลเจ้าได้ยินเช่นนั้นก็ค่อยวางใจได้เสียที
ไม่ได้จะจากไปก็ดีแล้ว
ตราบใดที่นางยังกลับมา จะไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
แต่เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนแอบหนี กานอี้เซียนตัดสินใจแล้วว่าจะต้องไปพูดคุยกับนางสักครั้งก่อนที่นางจะออกเดินทางเพื่อปลอบขวัญตนเอง
ราตรีลึกล้ำขึ้นทุกขณะ
เย่อวี๋หรานตระเตรียมจะเข้านอน แต่กลับได้ยินเสียงดังมาจากหน้าต่าง
เมื่อนางเปิดออกก็พบก้อนหินขนาดเท่านิ้วมือคนอยู่หลายก้อน แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นฝีมือคน
กลางดึกกลางดื่นแบบนี้ ใครยังจะมาก่อกวนหญิงสูงวัยอย่างนางอีก?
มีแสงสว่างเรื่อเรืองปรากฏขึ้นบริเวณกำแพง
เย่อวี๋หรานมองไปก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย เป็นกานอี้เซียนนั่นเอง
เอาเถอะ ที่แท้ก็คือเขา
เขากวักมือเรียกนาง
เย่อวี๋หรานเดินไปหา “กลางดึกกลางดื่นไม่หลับไม่นอน เจ้ามาเคาะหน้าต่างห้องข้าทำไม?”
พร้อมกันนั้นก็สังเกตว่าแสงสว่างในมือเขาไม่ใช่อย่างอื่น แต่เป็นไข่มุกราตรีที่ส่องแสงเรื่อเรือง ขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ
กานอี้เซียนใช้นิ้วชี้ทาบริมฝีปาก ทำท่าบอกว่าออกไปก่อนค่อยพูด
เมื่อมาถึงข้างนอก เย่อวี๋หรานก็ถามเป็นเชิงเย้าว่า “ตอนนี้พูดได้แล้วกระมัง?”
กานอี้เซียนยิ้มเจื่อนแล้วกล่าวว่า “พักนี้เกิดเรื่องหลายอย่าง ข้าว่าจะมาหาท่านตั้งนานแล้ว แต่เห็นท่านยุ่ง ๆ อยู่จึงไม่ได้มา”
“หมายความว่าตอนนี้ข้าว่างแล้ว?”
“เอ่อ…” กานอี้เซียนพูดอะไรไม่ออก เพราะเขาก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเช่นกัน คงไม่อาจพูดไปตามตรงว่าเขา ‘แอบฟัง’ บทสนทนาในครอบครัวของอีกฝ่าย กลัวว่านางจะหนีไปได้หรอกนะ?
เดิมทีจูต้าเหนียงก็ไม่พอใจเรื่องที่เขาคอยจับตามองครอบครัวของนางอยู่แล้ว ถ้าพูดออกไปอย่างนั้น เขาคงได้ถูกตีพอดีน่ะสิ
“ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้หมดแล้ว?” เย่อวี๋หรานไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขาอยู่แล้ว แต่พอเห็นเขาก็อยากจะแกล้งสักหน่อย
ท่ามกลางแสงจันทร์ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแลดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ประหนึ่งว่าถูกทอทาบด้วยรัศมีที่นุ่มนวลสง่างามชั้นหนึ่ง
กล่าวตามตรงแล้ว ได้ยลใบหน้าที่งดงามเช่นนี้เป็นบางครั้งบางคราวช่างทำให้คนรู้สึกกระชุ่มกระชวยได้ดีแท้
แม้ในบ้านจะมีคนรูปงามหลายคน แต่ไม่ว่าสิ่งใดล้วนกลัวการเปรียบเทียบ หากเทียบกับคนในหมู่บ้าน รูปโฉมของพวกจูชีนับว่าโดดเด่นที่สุดแล้ว แต่เมื่อนำมาเทียบกับกานอี้เซียน…
โดยเฉพาะตอนนี้ที่กานอี้เซียนมาปรากฏกายต่อหน้านางโดยไม่ได้จงใจสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ แต่สวมชุดตามปกติของเขา เปิดเผยตัวตนออกมาโดยไม่ซ่อนเร้น
ถึงแม้นางจะเห็นชายงามในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมาจนชินตา แต่เย่อวี๋หรานก็อดจะมองเขามากสักหน่อยไม่ได้
“ข้าได้ยินแล้ว” กานอี้เซียนตอบตามตรง “หญิงปากสว่างคนนั้นดึงต้นกล้าให้โตเร็ว แล้วยังมาโทษท่าน เที่ยวใส่ร้ายท่านไปทั่ว ยังมีแม่ม่ายฉินคนนั้นอีก นางตายเพราะสุขภาพทรุดโทรมแท้ ๆ แต่กลับมีคนสงสัยว่าเป็นฝีมือท่าน…”
คำเล่าลือพวกนั้น เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร?
อุดอู้อยู่ในศาลเจ้าทั้งวัน สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมากที่สุดก็คือคำซุบซิบนินทาเหล่านี้นี่แหละ
คิดไม่ถึงว่าชาวนาเหล่านี้จะว่างปานนี้ ทำนาลำบากขนาดนั้นแล้วยังสามารถพูดเหลวไหลได้เป็นกระบุง
“แน่นอน ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านไม่ได้เป็นคนทำ” กานอี้เซียนพูดจบก็ไม่ลืมคืนความบริสุทธิ์ให้เย่อวี๋หราน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ท่านยุ่งทั้งวันขนาดนั้น ทั้งต้องจัดการเรื่องเพาะปลูก แล้วยังต้องดูแลเรื่องในบ้าน จะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจคนอื่น? ถ้ามีอารมณ์มาสนใจเรื่องพวกนี้ ยังมิสู้ไปซื้อที่ดินมาทำไร่ทำนาเพิ่มอีกสักหลายหมู่เสียยังจะดีกว่า”
ใช่แล้ว เขาอยากให้เย่อวี๋หรานซื้อที่ดินเพิ่มใจจะขาด
สิ่งที่นางกำลังปลูกอยู่ในแปลงผักเหล่านั้น เขาไปดูมาด้วยตัวเองแล้ว มีหลายอย่างที่ไม่มีในแปลงผักของคนอื่น
วิธีการเพาะปลูกก็แปลกใหม่อย่างยิ่ง เขาได้ยินเสียงร้องด้วยความเบิกบานใจของพืชผลเหล่านั้นอย่างชัดเจน
[ฮ่า ๆๆ…โตเร็ว โตเร็ว เติบโตเร็ววัน!]
[ข้าจะโตขึ้นอีก!]
[ดื่มน้ำกินข้าว ข้าจะโตให้ยิ่งกว่านี้!]
[ข้าสูงที่สุดแล้ว พอจูต้าเหนียงมาเห็นจะต้องดีใจมากแน่นอน]
[ข้า ข้า ข้า จูต้าเหนียงชอบข้าที่สุด!]
……
สำหรับพืชผักเหล่านี้ ใครปลูกพวกมัน ดูแลพวกมันอย่างเอาใจใส่ คนผู้นั้นก็คือ ‘มารดาคนที่สอง’ ของพวกมัน
เพราะ ‘มารดาคนแรก’ ก็คือผืนดิน
“จริง ๆ นะ จูต้าเหนียง ข้าคิดว่าท่านควรซื้อที่ดินเพิ่มสักหลายหมู่ ท่านดูสิท่านเพาะปลูกได้เก่งกาจเช่นนี้ ถ้าไม่ซื้อที่ดินเพิ่มเยอะ ๆ ก็น่าเสียดายแย่” เขาโน้มน้าวจากใจจริง ทั้งยังบอกนางว่าบริเวณไหนจึงเป็นที่ดินอันอุดมสมบูรณ์
ขอเพียงซื้อที่ดินเหล่านั้น นางจะเพาะปลูกอย่างไรล้วนได้ผลงอกงามทั้งนั้น
เย่อวี๋หรานหัวเราะเบา ๆ “ฮ่า ๆๆ…ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเจ้ากระตือรือร้นเรื่องการเพาะปลูกกว่าข้าอีกนะ? เจ้านี่ช่างเข้ากับคำกล่าวที่ว่าคนยืนพูดย่อมไม่เมื่อยเอว*[1]เสียจริง รู้หรือไม่ว่าการเพาะปลูกลำบากขนาดไหน?”
กานอี้เซียนกล่าวด้วยสีหน้าจืดเจื่อน “แม้การเพาะปลูกจะเหนื่อยยาก แต่ก็ได้ผลผลิตดีนี่นา”
เขาย่อมไม่อาจบอกว่า เขาเป็นเทพเซียนคนหนึ่ง ไม่เคยเพาะปลูกมาก่อน
มนุษย์เพาะปลูกจะเหนื่อยยากหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เขาให้ความสนใจ สิ่งที่เขาสนใจก็คือ…พวกเขาต้องทำอย่างไรจึงจะได้ผลผลิตดีกว่าเดิม เพิ่มพูน ‘ผลงาน’ ให้เขา
คนเหล่านั้นเพาะปลูกสิบคนยังสู้ผลประโยชน์ที่จูต้าเหนียงคนเดียวนำมาให้ไม่ได้ เขาย่อมปรารถนาอย่างแรงกล้าให้นางเพาะปลูกมากกว่าเดิม ดีที่สุดคือให้ได้เหมือนเจ้าที่ดินที่ครอบครองผืนนากว้างขวาง เช่นนั้นหน้าที่การงานของเขาก็รุดหน้าก้าวไกลแล้ว
“ข้าก็อยากเหมือนกันนะ แต่จะซื้อที่ดินก็ต้องมีเงิน” เย่อวี๋หรานกล่าว “เจ้าคิดว่าบ้านพวกข้ามีภูเขาเงินภูเขาทองหรือไร ถึงได้คิดอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ?”
“แต่ว่า…ครอบครัวพวกท่านก็ร่วมเปิดภัตตาคารกับคนอื่นแล้วนี่? อีกอย่าง การค้าอาหารของพวกท่านก็รุ่งเรืองดี…” กานอี้เซียนไล่เรียงไปทีละอย่าง ตั้งแต่สร้างเรือนหลังใหม่ไปจนถึงส่งลูกชายหลานชายเรียนหนังสือ เพียงเจียดเงินเล็กน้อยออกมาก็สามารถซื้อที่ดินเพิ่มได้แล้ว
เย่อวี๋หรานยังคงส่ายหน้า นางกล่าวว่า “เรื่องราวไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่เจ้าคิด เจ้าคิดว่าแค่ข้าอยากซื้อที่ดินก็สามารถซื้อได้ตามใจ? แค่ข้าสร้างเรือนหลังใหม่ ร่วมทำการค้ากับคนอื่นเท่านี้ก็ทำให้ใครต่อใครอิจฉาตาร้อน ถ้าซื้อที่ดินผืนใหญ่ เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่มีคนอิจฉาข้า?”
กานอี้เซียนไม่ใคร่เข้าใจนัก “อิจฉาก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือ? ตอนนี้บ้านพวกท่านก็ถูกคนอื่นอิจฉาอยู่แล้วนี่นา?”
“ไม่เหมือนกัน แม้ข้าจะสร้างเรือนหลังใหม่ แต่ก็สร้างแบบเรียบง่าย เรือนหลังเก่าของใครชำรุดทรุดโทรม สร้างใหม่สักหลังก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่แปลกอะไร ทำการค้ากับคนอื่น ข้าสามารถบอกได้ว่าคนอื่นเป็นเรี่ยวแรงหลัก พวกข้าแค่หาเงินเล็กน้อยเท่านั้น คนอื่นไม่เห็นรายรับที่แท้จริงของครอบครัวข้า ก็คงไม่สงสัยมากนัก…แต่ที่ดินไม่เหมือนกัน ถ้าข้าซื้อที่ดิน ทั้งยังเป็นผืนดินกว้างใหญ่ คนอื่นมาเห็นก็จะรู้ว่าครอบครัวข้ามีเงินหรือไม่”
กานอี้เซียนยิ่งไม่เข้าใจมากกว่าเดิม “คนอื่นเห็นว่าพวกท่านมีเงิน ไม่ได้หรือ?”
“อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่ได้” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถ้าเจ้าดีกว่าพวกเขาเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะอิจฉาเจ้า บางครั้งก็ดึงดูดคนต่ำช้าจำนวนหนึ่งเข้ามา แต่ถ้าเจ้าร่ำรวยกว่าพวกเขามหาศาลในพริบตาเดียว ต่อให้ดึงดูดความสนใจของคนอื่น คนอื่นก็ยังมีข้อกริ่งเกรง ไม่กล้าคิดร้ายต่อเจ้า”
[1] คนยืนพูดย่อมไม่เมื่อยเอว หมายถึง สักแต่พูดโดยไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างถ่องแท้ หรือไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกันย่อมไม่เข้าใจ