ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 744 เช่าที่พัก
บทที่ 744 เช่าที่พัก
ขาพิการแล้ว โรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัวก็ไม่ต้องการเขาอีกต่อไป
อาเฉินยังเป็นคนยกพวกไปทวงค่าชดเชยกลับมาให้เฉินหลิ่ง กลับมาซื้อเรือนหลังหนึ่งในเมืองผู่โซ่ว ตบแต่งภรรยาให้กำเนิดบุตร พริบตาเดียวก็มาถึงทุกวันนี้แล้ว
เมื่อลูกชายสองคนของเฉินหลิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ ลูกสาวออกเรือน ในบ้านมีหลานชายเพิ่มขึ้นมา ตามหลักแล้วก็ถึงเวลาใช้บั้นปลายอย่างสงบ แต่คิดไม่ถึงว่ารายจ่ายในบ้านเพิ่มขึ้น แต่รายรับกลับไม่เพิ่มตาม
จากนั้นความเป็นอยู่ของพวกเขาก็ยากลำบากขึ้นทุกวัน
ด้วยความอับจนปัญญา เฉินหลิ่งจำต้องจัดแจงห้องว่างในเรือนออกมาปล่อยเช่าเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว
“ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ พี่น้องผู้นั้นของข้าก็คงไม่เอาห้องมาปล่อยเช่าให้คนอื่นแล้ว” อาเฉินทอดถอนใจ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…” เย่อวี๋หรานกล่าว “ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้ ทุกบ้านล้วนมีความยากลำบากของตัวเอง ในเมื่อนั่นเป็นพี่น้องของอาเฉิน ย่อมเป็นคนที่ไว้ใจได้อยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเรือนหลังนั้นจะเหมาะสมหรือไม่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกเราลองไปดูสถานที่จริงกันก่อน”
นางไม่ได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธในทันที
รอจนพบตัวคนแล้ว หากรู้สึกว่าไม่ผ่านก็หาข้ออ้างปฏิเสธไป แต่ถ้าเรือนหลังนั้นเหมาะสมนางก็ไม่ถือสา ยอมคล้อยตามการชักชวนของอาเฉิน
เย่อวี๋หรานไม่เชื่อหรอกว่าอาเฉินจะแนะนำให้คนอื่นมาเช่าบ้านของพี่น้องตนเองส่งเดช
เรือนของเฉินหลิ่งเป็นดังที่อาเฉินเล่าไว้ มีพื้นที่กว้างใหญ่ ต่อให้จูซานกับจูชีเข้าไปอยู่ด้วยก็ยังเหลือห้องว่าง
แน่นอนว่าตอนที่เฉินหลิ่งสร้างเรือนหลังใหญ่เช่นนี้ นอกจากเป็นเพราะในมือมีเงินอยู่บ้างแล้ว ยังพิจารณาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานไปอีกสามรุ่น
น่าเสียดายที่ลูกชายทั้งสองของเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จเหมือนที่คิดไว้ ไม่อย่างนั้น…
เป็นเรือนที่ตั้งเป็นเอกเทศ ทั้งยังมีเรือนหน้าและเรือนหลัง ห้องที่ตระกูลเฉินนำมาปล่อยเช่ามีขนาดกว้างใหญ่ มีห้องนอนและห้องรับแขกในตัว ทั้งยังมีห้องปีกสำหรับอาบน้ำล้างหน้า สามีภรรยาคู่หนึ่งสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีปัญหา
นอกจากนี้ ท้ายเรือนยังมีประตูบานเล็กที่เชื่อมกับถนนตรงไปยังโจวเสวีย สะดวกเป็นอย่างยิ่ง
คนตระกูลเฉินรับรองว่า “ถ้าพวกท่านยินดีก็กินข้าวด้วยกันกับพวกข้า แต่ถ้าไม่ยินดีก็เจรจาล่วงหน้าว่าตอนไหนพวกข้าใช้เตา ตอนไหนพวกท่านจะใช้…”
“ข้ากำลังอยากถามเรื่องห้องครัวอยู่พอดี” เย่อวี๋หรานไม่ได้อ้อมค้อมกับพวกเขา นางกล่าวขึ้นมาตรง ๆ “ลูกชายทั้งสองของข้ามาจากต่างถิ่น รสปากต่างจากพวกท่าน ถ้ากินข้าวด้วยกันจะต้องไม่สะดวกแน่นอน อาหารหนึ่งวันสามมื้อ ก็คงไม่ได้จะกินอยู่ที่บ้านทุกมื้อ เวลาที่จะใช้ห้องครัวไม่อาจกำหนดตายตัว ต่อให้นัดกันเอาไว้ เกรงว่าอาจรบกวนพวกท่าน พวกท่านพอจะสร้างครัวชั่วคราวไว้ท้ายเรือนให้พวกเขาได้หรือไม่?”
คนตระกูลเฉินอึ้งกันไปหมด
แม้ครอบครัวพวกเขาจะไม่ได้ปลูกดอกไม้ใบหญ้าไว้ท้ายเรือนเหมือนคนอื่น แต่การทำอาหารท้ายเรือนนี่…
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางอธิบายว่า “พวกเขามีกันแค่สองคน เจ้าเจ็ดก็เรียนหนังสืออยู่ที่โจวเสวีย คงจะกินข้าวที่นั่น มีแต่มื้อค่ำที่กลับมากินกับพี่สามของเขา เจ้าสามตัวคนเดียวก็คงไม่ได้จะทำอาหารบ่อย ๆ แค่ทำเตาเล็ก ๆ เอาไว้สักเตา ให้เขาพอจะผัดนั่นผัดนี่ ทำก๋วยเตี๋ยวหรืออุ่นอาหารกิน ข้าคิดว่าเท่านี้ก็ดีมากแล้ว”
“เรื่องนี้…พวกข้าไม่มีข้อแย้ง หากพวกท่านคิดว่าดีจะทำแบบนั้นก็ได้” เฉินเสิ่นตะลึงไปครู่ใหญ่ เห็นสายตาที่เฉินหลิ่งส่งมาให้ค่อยพยักหน้ารับอย่างฝืดเฝื่อน
ถ้าว่ากันตามความคิดของพวกเขาย่อมหวังให้จูซานกับจูชีมากินข้าวด้วยกันอยู่แล้ว
เมื่อได้กินข้าวร่วมโต๊ะจึงจะมีโอกาสใกล้ชิดกันมากกว่าเดิม
อาเฉินก็บอกแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นซิ่วไฉเชียวนะ…
นอกจากห้องครัว เย่อวี๋หรานยังถามถึงข้อห้ามของตระกูลเฉิน บอกว่าเรื่องเช่นนี้จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้ชัดเจน เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดจนกลายเป็นปัญหาที่ไม่จำเป็นในภายหลัง
นางยังออกปากว่า สถานที่ส่วนบุคคลของตระกูลเฉิน หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากคนตระกูลเฉิน จูซานกับจูชีจะไม่เหยียบย่างเข้าไปเป็นอันขาด
ส่วนเรื่องเขตหวงห้ามส่วนบุคคล ทรัพย์สินส่วนบุคคล และพื้นที่ส่วนบุคคล เย่อวี๋หรานย้ำแล้วย้ำเล่า ทั้งยังเขียนข้อตกลงร่วมกันเอาไว้ในสัญญาอีกด้วย
ฝั่งตรงข้าม คนตระกูลเฉินมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คิดไม่ถึงเลยว่าจะอีกฝ่ายจะทำเช่นนี้
เย่อวี๋หรานยิ้มกล่าว “ข้าคนนี้ชอบพูดเรื่องไม่น่าฟังเสียแต่แรก ที่เขียนเอาไว้เช่นนี้ก็เพื่อที่ว่าในอนาคตหากมีเรื่องอะไรก็ให้ว่าตามสัญญาฉบับนี้ พวกเราก็ขจัดปัญหาไปได้ พวกท่านเห็นด้วยหรือไม่?”
คนตระกูลเฉิน “…”
สมกับที่เป็นมารดาของซิ่วไฉจริง ๆ ทำอะไรล้วนแตกต่างจากคนอื่น
เมื่อตกลงเงื่อนไขกันได้ ลงนามในสัญญาเรียบร้อย คนตระกูลเฉินก็พกพาค่าเช่ากลับไปที่เรือนหน้า
เฉินหลิ่งแบ่งเงินจำนวนหนึ่งออกมาส่งให้อาเฉิน “เรื่องนี้รบกวนท่านแล้ว”
“เอ๊ะ พี่น้องกันเองทั้งนั้น พูดแบบนี้ก็เห็นกันเป็นคนนอกไปแล้วนะ” อาเฉินรับมาแล้วพูดว่า “เรื่องที่ช่วยได้ ข้าย่อมช่วยอยู่แล้ว เรื่องที่ช่วยไม่ได้ข้าก็จนปัญญา”
เขาโน้มน้าวเฉินหลิ่ง บอกว่าจูต้าเหนียงรับมือยากอยู่บ้าง ‘มีกฎระเบียบมาก’ ทำให้คนรู้สึกว่ายากคบหา แต่ถ้าทำตามกฎของอีกฝ่ายได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร
จะว่าไปแล้ว เมื่อมีกฎระเบียบเหล่านี้ ทุกคนก็ทราบแล้วว่าข้อห้ามของอีกฝ่ายคืออะไร ย่อมอยู่ร่วมกันได้ง่ายขึ้น
“จริงหรือ? ข้ากลับหวังว่าพวกเขาจะคบง่ายกว่านี้หน่อย” เฉินเสิ่นฟังแล้วก็พูดว่า “เพิ่งมาถึงก็เอาแต่พล่ามถึงกฎระเบียบ ทำราวกับว่าที่นี่เป็นเรือนตัวเองอย่างนั้น…กล่าวตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายนางเป็นซิ่วไฉ ข้าล่ะอยาก…”
“ชู่ว!” อาเฉินบอกให้นางเบาเสียง เขากล่าวว่า “ซิ่วไฉคนนี้ไม่ใช่ซิ่วไฉธรรมดา พี่สะใภ้ ท่านไม่ได้ยินหรือว่าเขาแซ่อะไร?”
“แซ่จูอย่างไรเล่า ทำไมรึ?” เฉินเสิ่นมีสีหน้าสงสัย
เฉินหลิ่งก็มองมาอย่างไม่เข้าใจเช่นกัน
อาเฉินเตือนว่า “พวกท่านลืมจูซิ่วไฉที่ ‘ผ่านตาไม่ลืมเลือน’ ที่คุณชายเยี่ยนเคยพูดถึงไปแล้วหรือ?”
เฉินเสิ่นตะลึง “อะไรนะ ท่านจะบอกว่า…จูซิ่วไฉที่ตัวยังไม่มาก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วผู้นั้นอยู่ในเรือนพวกเรา?!”
นางเบิกตากว้าง ออกจะไม่กล้าเชื่อ
ตอนที่อีกฝ่ายเพิ่งเข้ามา นางได้สังเกตดูแล้ว แม้จูซิ่วไฉจะหน้าตาน่ามอง แต่อายุน้อยไปหน่อย ท่าทางก็ยังซื่อ ๆ พูดกันครึ่งค่อนวันแล้ว ล้วนเป็นมารดาที่ตัดสินใจ เขากลับไม่มีความคิดเห็นของตัวเองเลยสักนิด
“มาจากตำบลอันจิ่ว เป็นซิ่วไฉ ทั้งยังแซ่จู แต่กลับไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับการสอบฝู่ซื่อ…” อาเฉินกล่าว “ก่อนจะมาบ้านพวกท่าน ข้าได้คุยกับพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการสอบเยวี่ยนซื่อแม้แต่น้อย พวกท่านคิดว่าจะมีซิ่วไฉสักกี่คนที่ไม่เคยเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อ?”
เฉินหลิ่งและเฉินเสิ่นล้วนไม่พูดอะไร
ปัจจัยหลายอย่างประกอบเข้าด้วยกันก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ?
จูซิ่วไฉคนนี้ก็คือจูซิ่วไฉผู้นั้น
“พวกเราจะ…โชคดีเกินไปแล้วกระมัง?” เฉินเสิ่นยังมึนงงอยู่บ้าง “แทบเรียกได้ว่าปรารถนาอะไรก็ได้อย่างนั้น ข้าได้ยินมาว่า จูซิ่วไฉคนนี้สนิทสนมกับคุณชายเยี่ยนไม่เบา คนยังมาไม่ถึง คุณชายเยี่ยนก็ปูทางรอเขาแล้ว ตอนนี้ กระทั่งอาจารย์หลายคนในโจวเสวียก็ยังรู้จักจูซิ่วไฉผู้นี้”
“จะใช่หรือไม่ใช่ ข้าก็ไม่แน่ใจนักหรอก แต่ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียว เขาจะใช่หรือไม่ พวกท่านก็ต้องกุมโอกาสเอาไว้ให้ดี มีซิ่วไฉมาอาศัยอยู่ในเรือนเช่นนี้ ไม่ว่าพวกตระกูลซ่งจะมีความคิดชั่วร้ายอย่างไรก็คงจะเก็บงำเอาไว้บ้าง…”