ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 750 พวกท่านกินข้าวกันแล้วหรือนี่
บทที่ 750 พวกท่านกินข้าวกันแล้วหรือนี่
“ไม่ถูกต้องตรงไหนอย่างนั้นรึ?” เย่อวี๋หรานถาม
จูซานกล่าวด้วยดวงตาเป็นประกาย “เนื้อในกับข้าวของพวกเขาดูเหมือนมีมาก แต่ความจริงกลับมีไม่มาก ท่านแม่ ท่านยังจำได้ไหมขอรับ ตอนบ่ายที่พวกเรากินก๋วยเตี๋ยวกันก็พบว่าเนื้อแผ่นบางมาก ตอนนั้นข้านึกว่าเป็นความชอบของบ้านพวกเขาเสียอีก แต่ตอนนี้มาคิดดูแล้วอาจไม่ใช่เพราะความชอบ แต่เป็น…”
เขาเว้นช่วงไปเล็กน้อย กล่าวต่อไปว่า “แต่เป็น ‘ความเสียดาย’”
เขาถึงขั้นยกอาหารมื้อเย็นของตระกูลเฉินมาเป็นตัวอย่าง ดูเหมือนจะใส่เนื้อมาก แต่ความจริงแล้วกลับจงใจจัดเนื้อพวกนั้นไว้ข้างบน ทำให้เข้าใจว่ามีเนื้อมาก
ความจริงกลับมีไม่มากเลย
ถ้าพินิจอย่างละเอียดจะพบว่าสีสันของเนื้อเหล่านั้นไม่ค่อยถูกต้องนัก อาหารคนละชนิด วิธีทำก็ต่างกัน แต่เนื้อของทุกจานกลับมีสีเหมือนกัน แปลกเกินไปแล้ว
“เจ้าเจ็ด เจ้ายังจำรสชาติของเนื้อที่เจ้ากินไปได้อยู่ไหม?” จูซานถาม “ข้าได้กินเหมือนกัน รสชาติมันเหมือนเอาไปต้ม ทั้งยังต้มแบบไม่ใส่เกลืออีกด้วย…”
จูชีพยักหน้า “ใช่แล้ว รสชาติเหมือนเนื้อต้มเลย แต่ไม่รู้ว่าต้มมาแล้วกี่รอบ แทบจะไม่เหลือรสชาติของเนื้อแล้ว”
สองพี่น้องถึงขั้นคาดเดาว่า ตกลงแล้วเป็นแผ่นเนื้ออะไรกันแน่
ต้มมาหลายรอบแบบนั้น แต่กลับไม่เปื่อยยุ่ยเลยแม้แต่น้อย
“อาจไม่ได้ต้มเอาก็ได้ แต่แช่ไว้ในน้ำเย็น จึงไม่ได้เปื่อยเร็วขนาดนั้น”
“อะไรนะ พี่สาม ท่านแกล้งให้ข้าตกใจเล่นใช่ไหม?” จูชีเริ่มกลัวขึ้นมาแล้ว “หมายความว่าน้ำแกงที่พวกเราซดไปวันนี้…”
เย่อวี๋หรานเห็นว่าพวกเขายิ่งพูดก็ยิ่งไปกันใหญ่ จึงพูดขัดขึ้นมา “เอาล่ะ อย่าเอาแต่เดามั่วซั่วอยู่เลย ตอนแรกก็ไม่มีเรื่องอะไร กลับถูกพวกเจ้าเดาเลอะเทอะหมดแล้ว”
จูซานลูบจมูกตัวเองด้วยสีหน้าจืดเจื่อน
เอาเถอะ เขายอมรับก็ได้ว่าเขาทำตัวเหมือนเด็กเกินไปหน่อย!
แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของเขานี่นา จะต้องเป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากจูชีแน่แล้ว
คิดได้อย่างนั้นก็หันไปมองจูชีแวบหนึ่ง
จูซานไม่รู้ว่าพี่สามมองมาเพราะเหตุใด จึงได้แต่งุนงงสงสัย “พี่สาม ท่านมองข้าทำไม?”
“ไม่มีอะไร” จูซานไม่ได้อธิบาย
เย่อวี๋หรานจำต้องเตือนจูซานว่า “เจ้าสาม เจ้ากำลังล้างเท้าให้ข้าอยู่นะ ไปจับจมูกแบบนั้นไม่ดีเท่าไหร่กระมัง?”
จูซานตัวแข็งทื่อ มองมือตัวเองสลับกับมองเท้าของมารดา
แม้เท้าของมารดาจะขาวมาก แต่หลายวันมานี้ก็เดินทางมาตลอด เท้าก็…
“ท่านแม่ ข้าไปล้างหน้าก่อนนะขอรับ”
จูซานเดินออกไปเร็วจี๋เหมือนหนีอะไรไปอย่างนั้น
จูชีนึกได้ก็หัวเราะร่า “ฮ่า ๆๆ…พี่สามทึ่มจัง เอามือที่เพิ่งล้างเท้ามาจับหน้าเสียได้!”
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าจนปัญญา “ตอนพวกเจ้าสองคนยังเล็ก ข้ายังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้พวกเจ้าอยู่เลย พวกเจ้ารังเกียจน้ำล้างเท้าของข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ฮ่า ๆๆๆ…ไม่ใช่นะขอรับ ท่านแม่ ข้าแค่รู้สึกว่าพี่สามทึ่มก็เท่านั้นเอง” จูชีอธิบาย “ปกติพี่สามฉลาดจะตาย ยากนักที่จะได้เห็นเขาทำตัวทึ่ม ๆ แบบนี้”
“ก็จริงของเจ้า แต่พี่สามของเจ้าจะฉลาดแค่ไหน เวลาอยู่ข้างนอกจะเก่งกาจสามารถเพียงใด เขาก็ยังเป็นลูกชายข้าอยู่ดี เมื่อกลับมาที่บ้านแล้วก็เป็นเพียงลูกชายของข้า” เย่อวี๋หรานมองไปทางจูชี ใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง ๆ “เจ้าก็เหมือนกัน”
“ขอรับ ข้าทราบแล้ว ท่านแม่” จูชียิ้มรับ
ตอนนั้น เขาไม่ได้คิดอะไรมาก แต่หลังจากนี้หลายปี เมื่อย้อนคิดถึงช่วงเวลานี้อีกครั้ง ในใจก็รู้สึกอบอุ่น
จริงด้วย ไม่ว่าตอนอยู่ข้างนอกเขาจะเป็นใคร แต่เมื่อกลับมาที่บ้าน เขาก็ยังเป็นลูกชายของท่านแม่!
ตราบที่ยังเป็นลูกชายของท่านแม่ เขาก็ยังมีสิทธิ์ออดอ้อนได้!
ในเมื่อเช่าห้องชุด ในห้องมีห้องนอนห้องเดียว ภายในห้องนอนก็มีเพียงเตียงเดียว เช่นนั้นเตียงตัวนี้ก็ต้องยกให้เย่อวี๋หรานแน่นอนแล้ว
จูซานกับจูชีล้างเท้าเสร็จก็ไปนอนบนตั่งนอนข้างนอก
ตั่งนอนขนาดค่อนข้างเล็ก ไม่พอให้นอนกันสองคนก็เอาเก้าอี้มาต่อ พอให้มีที่ทางได้เหยียดขา
โชคดีที่อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นแล้ว พวกเขาจึงพอกล้อมแกล้มนอนไปได้ ไม่อย่างนั้นคงต้องนอนหนาวกันแล้ว
วันรุ่งขึ้น อากาศแจ่มใส
จูซานตื่นแต่เช้าตรู่ ติดไฟในเตาเสร็จแล้วก็บริหารร่างกายอยู่ครู่หนึ่ง
จูชีก็ตื่นมาทำท่ากายบริหารประสานห้าสัตว์*[1]กับจูซานด้วยเช่นกัน
ท่ากายบริหารประสานห้าสัตว์ที่ไม่ค่อยจะครบกระบวนท่าสักเท่าไหร่นี้ อาจารย์เสินเป็นผู้สอนให้ ตอนที่เย่อวี๋หรานส่งจูชีไปเรียนที่สำนักศึกษาก็ถามเขาว่า “นอกจากสอนหนังสือแล้ว ท่านยังสอนให้ลูกศิษย์ออกกำลังกายด้วยหรือไม่?”
“ออกกำลังกาย?” อาจารย์เสินงุนงง
“ก็คือการฝึกฝนร่างกาย” เย่อวี๋หรานกล่าว “เจ้าเจ็ดบ้านข้าร่างกายอ่อนแอ ไม่อาจอุดอู้อ่านหนังสืออยู่แต่ในห้อง จำเป็นต้องออกไปข้างนอกเคลื่อนไหวร่างกายเสียบ้าง สุขภาพจะได้แข็งแรง ไม่อย่างนั้นรอจนไปถึงสนามสอบ ถ้าโชคไม่ดีไปเจอห้องสอบที่มีฝนสาด ร่างกายเขาจะรับไหวได้อย่างไร? ร่างกายต้องแข็งแรงจึงจะสามารถสอบไปได้ตลอดรอดฝั่ง”
ถ้านางไม่พูดถึง อาจารย์เสินก็คงคิดไม่ถึงเรื่องนี้แล้ว
เพราะในสำนักศึกษาที่ดีหน่อยมักจะมีวิชาขี่ม้ายิงธนู เขาก็เคยเรียนมาก่อนเช่นกัน
แต่เมื่อเวียนมาถึงรอบเขาเปิดสำนักศึกษากลับไม่มีกำลังทรัพย์จะทำเช่นนั้น ได้แต่เปิดสอนเนื้อหาในตำรา ตอนนี้เมื่อเย่อวี๋หรานกล่าวถึง ทำให้เขาบังเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
“ท่านคิดว่ากิจกรรมเช่นไรจึงจะทำให้คนได้ฝึกฝนร่างกายงั้นหรือ?” อาจารย์เสินถาม
“จะวิ่งหรือเดินก็ได้ทั้งนั้น ข้าได้ยินมาว่ามีกระบวนท่าห้าสัตว์อะไรสักอย่าง น่าเสียดายที่ข้าทำไม่เป็น ไม่อย่างนั้นก็คงจะให้เจ้าเจ็ดได้ฝึกฝนเอาไว้…”
อาจารย์เสินจดจำเอาไว้ในใจ และให้คนไปสอบถามเกี่ยวกับกระบวนท่ากายบริหารประสานห้าสัตว์ดังกล่าว
เขาทดลองฝึกฝนด้วยตนเองแล้ว รู้สึกว่าเห็นผลอยู่บ้าง จึงสอนให้แก่ลูกศิษย์ในสำนักศึกษา กำชับให้พวกเขาไม่ลืมฝึกฝนร่างกายนอกเวลาเรียน
จูต้าเหนียงพูดถูก ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง ไม่อาจยืนหยัดไปจนสิ้นสุดการสอบ มีความรู้เท่าไหร่ก็ไร้ประโยชน์
การสอบเคอจวี่ไม่ได้ทดสอบแค่ความรู้เท่านั้น แต่ยังทดสอบร่างกายด้วยเช่นกัน
ตอนที่เย่อวี๋หรานตื่นขึ้นมา จูซานกับจูชีก็ออกกำลังกายเสร็จแล้ว
จูซานรับหน้าที่เตรียมอาหารเช้า ส่วนจูชีเอากระดาษออกมาฝึกคัดอักษร
ไม่ว่าจะเป็นห้องตำราส่วนตัวของอาจารย์เสิน หรือร้านตำราในตำบลอันจิ่ว เขาล้วนเคยไปเยี่ยมเยือนมาแล้ว จึงได้อ่านตำรามาไม่น้อย เนื้อหาตำราเหล่านั้นอยู่ในหัวของเขา แต่หากคิดจะคัดลอกมันออกมากลับต้องใช้เวลา
ช่วยไม่ได้ การอ่านมักรวดเร็วกว่าการเขียนเสมอ เขาได้แต่ยึดถือการคัดลอกตำราเหล่านั้นเป็นการฝึกคัดอักษรแทน
อาจารย์เสินยังเห็นว่าเขายังต้องฝึกคัดลายมืออีกมากพอดี…ลายมือของเขารับมือการสอบเสี้ยนซื่อยังพอได้ แต่ถ้าจะสอบระดับสูงกว่านี้ กลับยังไม่เข้าตานัก
เดินทางมาหลายวัน ถ้าไม่ใช่กินแป้งกรอบจิ้มน้ำพริก ก็เป็นแป้งทอดยัดไส้น้ำพริก พวกเขาจึงอยากกินอาหารร้อนสดใหม่กันบ้าง
จูซานจึงทำก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ เมื่อรวมกับน้ำพริกและเครื่องเคียงที่ที่บ้านทำเอง กอปรกับผักกวางตุ้งที่ไปซื้อมาจากตลาดเมื่อตอนเช้าตรู่ รสชาตินั้นล้ำเลิศอย่าบอกใคร
“พี่สาม อร่อยขอรับ” จูชีรับประทานจนอิ่มหนำสำราญ เส้นและน้ำแกงล้วนหมดเกลี้ยง
จูซานยิ้ม “หากอร่อยเจ้าก็กินให้เยอะหน่อย พอผ่านไปอีกสักพักเดี๋ยวเจ้าก็จะเบื่อฝีมือทำอาหารของข้าแล้ว”
จูชียิ้มจนเห็นฟันขาว “ไม่มีทาง ข้าไม่ได้จะกินข้าวที่บ้านทุกวันเสียหน่อย ท่านแม่ก็บอกแล้วว่าข้าคงได้กินข้าวที่โจวเสวีย ข้าไม่โง่หรอกนะ ผลัดไปกินที่อื่นบ้าง จะต้องไม่เบื่อแน่”
“ก็ได้ เจ้าฉลาดขึ้นแล้ว”
เย่อวี๋หรานเห็นพวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ตนเองก็พลอยรับประทานอย่างเป็นสุข
เวลานั้นเอง เสียงสะใภ้ใหญ่เฉินก็ดังมาจากนอกประตูเรือน “จูต้าเหนียง พวกท่านกินข้าวกันแล้ว?! แม่สามีให้ข้าเอาโจ๊กมาส่งให้พวกท่านกินเป็นมื้อเช้าพอดี แต่พวกท่านกลับกินข้าวกันแล้วหรือนี่…”
[1] กายบริหารประสานห้าสัตว์ (五禽戏) หรือ อู่ฉินซี่ เป็นกระบวนท่าบริหารร่างกายโดยเลียนแบบท่าทางของสัตว์ห้าชนิด ได้แก่ เสือ กวาง หมี ลิงและนก คิดค้นโดยหมอฮว่าถัว หรือฮัวโต๋ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25 – 220)