ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 751 น่าเสียดาย
บทที่ 751 น่าเสียดาย
ระหว่างที่พูด สายตาของสะใภ้ใหญ่เฉินยังกวาดมองว่าคนสกุลจูกินอะไรกัน
ว่ากันตามตรงแล้ว นางดูไม่ออกหรอก แค่รู้สึกว่าของพวกนั้นน่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว แต่กลับมีสีเทาขุ่น ไม่คล้ายสักเท่าไหร่
ทว่ากลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากในชามนั้นเย้ายวนใจคนยิ่งนัก
สะใภ้ใหญ่เฉินกลืนน้ำลายอย่างอดใจไม่ไหว
“ไม่ต้องหรอก เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ก็รบกวนพวกท่านเช่นนี้ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กระมัง” เย่อวี๋หรานจนใจยิ่ง ได้แต่วางชามก๋วยเตี๋ยวที่กินไปได้ครึ่งเดียวลงแล้วลุกขึ้นมา
นางไม่ได้เชิญสะใภ้ใหญ่เฉินเข้ามาในห้อง แต่ตรงออกไปนอกประตู ยืนขวางสายตาของสะใภ้ใหญ่เฉินเอาไว้
คิดไม่ถึงว่าสะใภ้ใหญ่เฉินยังชะเง้อคอ ถามว่า “พวกท่านกินอะไรกันหรือ ทำไมถึงหอมเช่นนี้?”
“…” เย่อวี๋หรานเงียบไปครู่หนึ่งจึงตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอก แค่อาหารจากที่บ้านน่ะ จริงสิ วันนี้พวกท่านได้เตรียมการอะไรไว้หรือไม่?”
“เตรียมการอะไรงั้นหรือ?”
“คืออย่างนี้ พวกข้าตั้งใจว่ากินข้าวเช้าเสร็จแล้วจะออกไปข้างนอกสักหน่อย” เย่อวี๋หรานพูดเปลี่ยนหัวข้อ “อีกไม่กี่วันเมืองผู่โซ่วก็จะเปิดเรียนกันแล้ว ข้าคิดว่าจะพาเจ้าเจ็ดไปรายงานตัวก่อน ดูว่าทางนั้นมีกฎระเบียบอย่างไรบ้าง จะได้เตรียมตัวเอาไว้”
นางยังทอดถอนใจ บอกว่าชั่วชีวิตนี้ตนเองไม่เคยได้เดินทางไกลมาก่อน แต่เพื่อเจ้าเจ็ดแล้วกลับได้เดินทางมายังสถานที่ห่างไกลเช่นนี้
เมื่อวานตอนนางเพิ่งมาถึงก็พบว่าประตูเมืองผู่โซ่วสูงใหญ่ยิ่งนัก สง่างามน่าเกรงขาม ยังใหญ่กว่าประตูเมืองที่บ้านนางเสียอีก
ยังชมว่าบนถนนของเมืองผู่โซ่วเต็มไปด้วยผู้คน แค่เข้าเมืองมายังต้องให้คน ‘นำทาง’ ไม่เหมือนบ้านเกิดนาง แค่เดินเตร่ไม่นานก็ดูได้ทั่วแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีคนนำทางเลยสักนิด
“ฮ่า ๆๆ…ท่านพูดถูกจริง ๆ เมืองผู่โซ่วของพวกข้าใหญ่โตดังว่า ใครมาก็พูดแบบนี้ทั้งนั้น…”
ความสนใจของสะใภ้ใหญ่เฉินหันเหไปเรื่องอื่นตามการชักจูงของเย่อวี๋หราน
ทั้งสองผลัดกันพูด เรื่องที่พูดล้วนเกี่ยวกับเมืองผู่โซ่ว
เย่อวี๋หรานหยิบเรื่องสัพเพเหระขึ้นมาถามเป็นระยะ ทำให้สะใภ้ใหญ่เฉินบอกข้อมูลออกมามากมายโดยไม่รู้ตัว
“วันนี้ไม่เช้าแล้ว เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถอะ ว่าง ๆ พวกเราค่อยคุยกันใหม่”
เห็นว่าเวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว เย่อวี๋หรานก็ถือโอกาสไล่กลับไป
สะใภ้ใหญ่เฉินไม่ได้สังเกตว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว พออีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ค่อยเงยหน้ามองสีท้องฟ้า แล้วก็ต้องตะลึง “ไอ้หยา ท่านไม่พูดข้าคงไม่รู้ตัว ข้าต้องไปป้อนอาหารไก่แล้ว ไม่คุยกับท่านแล้ว…”
แล้วก็กระวีกระวาดจากไป
เช้านี้นางตั้งใจมาลับหลังแม่สามีโดยเฉพาะ เผื่อว่าจะสามารถหาเศษหาเลยอะไรได้บ้าง
นางไม่ได้โง่ อีกฝ่ายมาเมืองผู่โซ่วครั้งแรก จะไม่พกของดีมาบ้างเลยงั้นหรือ?
ตอนกลางวันต้องออกไปจัดการธุระ ตอนเช้าจะต้องกินข้าวแน่นอน นางประเมินเวลาเอาไว้แล้วแท้ ๆ แต่กลับ…
คิดไม่ถึงว่านางจะได้พบกับ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ แห่งเชิงเขาไท่ตังผู้โด่งดังคนนั้น…แต่ไหนแต่ไรมาก็มีแต่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่เอาเปรียบคนอื่น ไฉนเลยจะเคยมีคนมาเอาเปรียบนางได้? เว้นเสียแต่ตัวนางเองจะเต็มใจเท่านั้นแหละ
เย่อวี๋หรานไม่อยากให้อีกฝ่ายฉวยโอกาสได้ จึงไล่กลับไป
แต่ค่าตอบแทนในการไล่อีกฝ่ายกลับไปก็คือ ก๋วยเตี๋ยวในชามของนางเย็นชืดเสียแล้ว
ประคองชามก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศที่เส้นอืดจนไม่เหลือน้ำแกง เย่อวี๋หรานพลันหมดความอยากอาหาร
“พวกเจ้าอิ่มหรือยัง? ถ้ายังไม่อิ่ม ของข้ายังเหลืออีกครึ่ง พวกเจ้ามีใครจะกินไหม?” เย่อวี๋หรานวางชามลงแล้วถามขึ้น
“ท่านแม่ ท่านกินน้อยเกินไปแล้วขอรับ กินอีกสักหน่อยเถอะ ประเดี๋ยวออกไปข้างนอก จะได้กลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้” ไม่ได้กินข้าวด้วยกันเป็นครั้งแรก จูซานย่อมทราบว่าปกติมารดากินอาหารมากน้อยแค่ไหน
ได้ยินนางพูดเช่นนั้น ก็เป็นห่วงว่าพอออกไปข้างนอกแล้วจะหิวขึ้นมา
“ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันใหม่เถอะ ถ้าหิวมากจริง ๆ ค่อยซื้ออะไรกินอยู่ข้างนอกก็ได้” เย่อวี๋หรานว่า
“ท่านแม่ ท่านก็ทำใจได้นะขอรับ เมื่อก่อนเวลาออกไปข้างนอก ซาลาเปาลูกเดียวท่านยังไม่อยากจะซื้อ ตอนนี้มือเติบเชียว”
เย่อวี๋หรานมองค้อนเขา
จูซานหัวเราะแห้ง ๆ แล้วหันไปถามจูชี “เจ้าเจ็ด เจ้ากินอิ่มหรือยัง?”
จูชีพยักหน้า “ข้าอิ่มแล้ว พี่สาม ท่านกินเถอะขอรับ”
“เหลวไหล เจ้าอยู่ในวัยกำลังโต จะอิ่มได้อย่างไร? กินอีกหน่อย”
“พวกเราแบ่งครึ่งกันก็แล้วกัน”
สองพี่น้องเจรจากันแล้วก็แบ่งก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศที่เหลืออยู่ครึ่งชามไปคนละครึ่ง
เย่อวี๋หราน “…”
ตอนออกมาจากตระกูลเฉิน เวลายังเช้าอยู่มาก
แต่ตอนนั้นตลาดเช้าได้ตั้งแผงเรียงรายบนถนนแล้ว ผู้คนไปมาขวักไขว่
จูชีพบว่ามื้อเช้าของเมืองผู่โซ่วมีความหลากหลายยิ่ง ทั้งที่เป็นก๋วยเตี๋ยวเหมือนกัน แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวเหล่านั้นกลับใช้เครื่องเทศที่ทำให้ได้น้ำแกงต่างกันสิ้นเชิง กลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอ
“ท่านแม่ ข้าพบว่าการค้าขายในเมืองผู่โซ่วยังคึกคักกว่าที่บ้านเกิดพวกเราอีกนะขอรับ” จูซานเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน
ที่ตำบลอันจิ่ว แผงขายก๋วยเตี๋ยวข้างทางที่พวกเขาเปิดร่วมกับพี่เป้าก็ถือว่าขายดีมากแล้ว แต่ตำบลอันจิ่วจะมีคนมากมายเท่าไหร่กันเชียว จำนวนลูกค้ามีจำกัด จะขายดีอย่างไรก็ได้เท่านั้น
แต่ในเมืองผู่โซ่วแห่งนี้ ถึงจะเป็นแผงขายอาหารข้างทางธรรมดา จำนวนลูกค้าก็ยังมากกว่าที่โน่นมากโข
เขารู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง พูดกับเย่อวี๋หรานเสียงเบาว่า “ท่านแม่ ท่านว่าพวกเรามาเปิดร้านที่นี่ดีไหมขอรับ?”
“คนในครอบครัวพ่อค้าสามรุ่นไม่อาจสอบเคอจวี่”
คำพูดของเย่อวี๋หรานดับความหวังเล็ก ๆ ของจูซานจนดับสนิท
เขานึกเสียดายอยู่บ้าง ทอดถอนใจว่า “น่าเสียดาย…”
ถ้าในครอบครัวเขาไม่มีคนเรียนหนังสือ หันไปทำการค้าจะต้องรุ่งเรืองเป็นแน่
เขากล้ารับประกันว่าก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศของที่บ้านพวกเขาอร่อยปานนั้น ไม่ว่าจะไปขายที่ไหนก็ต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
โจวเสวียที่เมืองผู่โซ่วไม่จำเป็นต้องไปถามที่ไหนไกล เพียงถามคนที่เดินผ่านไปมาเป็นใช้ได้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก
“เลียบถนนเส้นนี้ไปเรื่อย ๆ จนสุดทางก็จะเห็นประตูบานใหญ่ที่สุด ก็คือที่นั่นแหละ…”
พวกเย่อวี๋หรานไม่ได้ใช้ซอยเล็ก ๆ อ้อมไปที่โจวเสวีย เพราะอยากชมตลาดในเมืองผู่โซ่ว สัมผัสชีวิตผู้คนในเมืองนี้เสียหน่อย
เย่อวี๋หรานคิดว่า ตลาดสามารถสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นได้ดีที่สุดแล้ว
ทั้งยังช่วยในการผูกมิตรกับบรรดาอาจารย์ในโจวเสวียอีกด้วย…มีหัวข้อสนทนายามแรกพบ
เดินเลียบถนนเส้นนี้ไปเรื่อย ๆ ทางเดินก็กว้างขึ้นตามลำดับ ทั้งยังสงบมากขึ้น
ความวุ่นวายพลุกพล่านของตลาดน้อยลงตามลำดับ บรรยากาศอันคงแก่เรียนก็ค่อย ๆ ปรากฏให้เห็น
ร้านตำรา ร้านขายภาพเขียนพู่กัน และโรงน้ำชาริมทางล้วนเต็มไปด้วยปัญญาชน พวกเขาสวมชุดคลุมยาว มวยผมรัดแถบผ้า ท่าทางเยื้องย่างงามสง่า ต่างจากทิวทัศน์ที่ได้เห็นในตลาดลิบลับ
จูชีเบิกตากว้าง เหลียวซ้ายแลขวา
เขากล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านแม่ เห็นไหมขอรับ มีแต่ปัญญาชนเต็มไปหมด เยอะเหมือนตอนสอบเสี้ยนซื่อเลยขอรับ…”
“แต่ตอนสอบเสี้ยนซื่อ ทุกคนรีบร้อนไปสอบ ไม่ได้มีท่าทางตามสบายเหมือนตอนนี้” จูซานเอ่ยเสริม
คนไหนมารายงานตัว คนไหนมาเที่ยวเตร่ มองแวบแรกก็ดูออกได้ทันที
ผู้ที่มารายงานตัวล้วนสะพายกล่องตำราไว้บนหลังเช่นเดียวกับจูชี ข้างกายมีผู้อาวุโสในบ้านหรือบ่าวรับใช้มาด้วย
คนที่มาเที่ยวเตร่ หากไม่ได้ถือพัดก็มามือเปล่า คุยกับคนที่มาด้วยกันฝีเท้าเอ้อระเหย
ในโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง บานหน้าต่างของโรงน้ำชาชั้นสองเปิดออก
เยี่ยนเหออันหย่อนกายนั่งลง
“คุณชายเยี่ยน โรงน้ำชาโม่เซียงแห่งนี้ถือเป็นอันดับหนึ่งในเมืองผู่โซ่ว โดยเฉพาะชายามเช้าของที่นี่ยิ่งยอดเยี่ยมเข้าไปอีก…”
ฝั่งตรงข้ามกันนั้น นายน้อยอวี๋ อวี๋จิ้งฉี ผู้เป็นเจ้ามือเลี้ยงรับรองแนะนำอย่างกระตือรือร้น
ก่อนที่คุณชายเยี่ยนจะมาถึงเมืองผู่โซ่ว เขาก็ได้รับมอบหมายภารกิจอย่างหนึ่งจากผู้เป็นบิดา…นั่นคือทำความรู้จักและผูกมิตรกับคุณชายเยี่ยน