ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 752 รายงานตัวที่โจวเสวีย
บทที่ 752 รายงานตัวที่โจวเสวีย
ทุ่มเทไปไม่น้อย ไม่ง่ายเลยกว่าจะเชิญคุณชายเยี่ยนมาได้ เขาย่อมต้องแสดงออกอย่างเต็มที่
โรงน้ำชาโม่เซียงเป็นแหล่งรวมตัวของปัญญาชน เป็นสถานที่เลื่องชื่อของเมืองผู่โซ่ว มักจะมีลูกค้าเต็มร้านอยู่เป็นประจำ ขณะที่การจองห้องส่วนตัวของที่นี่จะต้องจองล่วงหน้าหนึ่งเดือนทุกครั้ง
อวี๋จิ้งฉีใช้เส้นสายไม่น้อยกว่าจะจองห้องส่วนตัวห้องนี้มาได้
แม้เยี่ยนเหออันจะเป็นคนหน้าใหญ่ใจกว้าง แต่เขาเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ ย่อมทราบดีว่าควรแสดงมารยาทอย่างไรในวาระแบบไหน
เขาจึงยิ้มบาง ๆ ตอบรับน้ำใจของอวี๋จิ้งฉี
ขณะที่เขากำลังพูดคุยกับอวี๋จิ้งฉีอยู่นั้น เย่อวี๋หราน จูซานและจูชีก็เดินผ่านใต้หน้าต่างไป
รอจนเขามองออกไปนอกหน้าต่าง คนทั้งสามก็เดินผ่านไปแล้ว
“ท่านแม่ ท่านเห็นไหมขอรับ โจวเสวียของเมืองผู่โซ่วอยู่ทางนั้น” ห่างออกไปไม่ไกล ซุ้มประตูโอ่อ่าดึงดูดความสนใจของจูชีได้ในทันที เขามีสีหน้าตื่นเต้น “ท่านแม่ ใหญ่มากเลยขอรับ! ใหญ่กว่าสำนักศึกษาสกุลไป๋ที่ใหญ่ที่สุดในตำบลอันจิ่วเราเสียอีก”
จูซานได้ยินแล้วก็หัวเราะเบา ๆ “ตำบลอันจิ่วของพวกเราเป็นสถานที่แบบไหนกัน เอามาเทียบกับที่นี่ได้หรือ?”
“แหะแหะ! เอาเป็นว่าที่นี่ใหญ่มากก็แล้วกัน!” จูชีหัวเราะโง่งม
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางมองสองพี่น้องโดยไม่พูดไม่จา
ใกล้ซุ้มประตูทางเข้าของโจวเสวียเข้าไปทุกขณะ แต่ยังต้องเดินไปอีกระยะหนึ่ง
เมื่อเข้าไปใกล้ค่อยพบว่าซุ้มประตูทางเข้าตั้งอยู่บนที่สูง ต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกราวสิบกว่าขั้น จึงจะมองเห็นซุ้มประตูนั้นได้เต็มตา…เป็นประตูหินบานคู่สูงเด่นที่เต็มไปด้วยลวดลายแกะสลัก ทั้งยังมีลายมือของบุคคลสำคัญสักคนอยู่ด้วย
“ท่านแม่ ท่านเห็นไหมขอรับ นั่นปรมาจารย์อวิ๋น เป็นลายมือของปรมาจารย์อวิ๋นล่ะขอรับ…” ครั้นจูชีเห็นนามที่จารึกไว้บนประตูหินก็ยิ่งตื่นเต้นกว่าเดิม “อาจารย์เสินบอกว่า ลิปิกร (ปรมาจารย์เขียนพู่กัน) ที่มีชื่อเสียงที่สุดมีอยู่สามท่าน ก็คือปรมาจารย์อวิ๋น ปรมาจารย์เฉินกวง และปรมาจารย์กงเหลียง…”
“คิดไม่ถึงว่ากลอนคู่บนประตูใหญ่ของที่นี่จะเป็นลายมือของปรมาจารย์อวิ๋น?!”
“ฮ่า ๆๆๆ…ข้าดีใจยิ่งนัก ได้มาเห็นลายมือของปรมาจารย์อวิ๋นด้วย”
……
เขายืนอยู่หน้าประตูหิน พูดพึมพำอะไรไม่หยุด ไม่ได้ปิดบังความเลื่อมใสที่มีต่อปรมาจารย์อวิ๋นผู้นั้นเลยสักนิด
บัณฑิตผู้หนึ่งเดินผ่านมาก็ประสานมือคารวะเขา “สหายก็เป็นผู้เลื่อมใสปรมาจารย์อวิ๋นเหมือนกันหรือ? ข้าน้อยลู่ไถ เป็นศิษย์ใหม่ของโจวเสวียเมืองผู่โซ่ว”
มีคนมาแนะนำตัวเองด้วย จูชีอึ้งไปเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว คารวะตอบกลับทันที “ข้าน้อยจูซุ่นเต๋อ เป็นศิษย์ใหม่ของโจวเสวียเช่นกัน”
“เห็นกล่องตำราบนหลังท่านก็พอจะเดาได้” ลู่ไถยิ้ม “สหายจูคงเพิ่งมาได้ไม่นาน วันนี้จะไปรายงานตัวกระมัง?”
“ใช่แล้ว ข้ากำลังจะไปรายงานตัวที่โจวเสวียกับท่านแม่และพี่สาม” จูชีถามกลับ “ท่านล่ะ? ท่านรายงานตัวหรือยัง?”
“ท่านก็เห็นว่าข้าไม่ได้แบกกล่องตำรามาด้วย ย่อมต้องไปรายงานตัวมาแล้ว” ลู่ไถกล่าว “ข้าจะไปโจวเสวียพอดี พวกเราไปด้วยกันเถอะ”
แล้วหันไปทางเย่อวี๋หรานกับจูซานที่อยู่ข้าง ๆ ถามจูชีว่าสองท่านนี้คือมารดากับพี่ชายของเขาใช่หรือไม่
จูชีพยักหน้า แนะนำแต่ละคนอีกรอบ
ลู่ไถทักทายเย่อวี๋หรานกับจูซาน
มีคนคุ้นเคยนำทาง คนสกุลจูก็ประหยัดแรงไปได้มาก
เมื่อวานลู่ไถไปรายงานตัวมาแล้วจึงทราบขั้นตอนเป็นอย่างดี
เขานำทางทุกคนไปยังจุดรายงานตัวศิษย์ใหม่ ชี้ไปที่ประตูบานหนึ่งพลางเอ่ยว่า “ตรงนั้นคือจุดรายงานตัว สหายจูตรงไปที่นั่นก็ถึงแล้ว ข้าน้อยไม่รบกวนเวลาพวกท่านไปจัดการธุระแล้ว สหายจูจัดการธุระเสร็จเรียบร้อย พวกเราค่อยไปดื่มชาด้วยกันสองคน ข้าพักอยู่ที่…ถึงตอนนั้นสหายจูไปหาข้าที่นั่นก็ได้”
“ข้าพักอยู่ที่…” จูชีบอกที่พักของตนเองแก่อีกฝ่าย พลางเอ่ยต่อไปว่า “ท่านก็มาหาข้าที่นี่ได้เหมือนกัน”
……
ขณะที่จูชีโอภาปราศรัยกับคนอื่น เย่อวี๋หรานกับจูซานไม่ได้พูดอะไร เพียงยืนนิ่งทำตัวเป็นกำแพงประกอบฉากไปอย่างเงียบ ๆ
เห็นจูชีตอบโต้ได้เป็นธรรมชาติเช่นนั้น เย่อวี๋หรานค่อยผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ
ไม่ได้แย่เหมือนที่คิดไว้นี่นา!
นางกังวลมาตลอดว่าจูชีใสซื่อบริสุทธิ์ อาจรับมือเรื่องพวกนี้ไม่ไหว คิดไม่ถึงว่าเอาเข้าจริงทุกอย่างก็ไม่ได้แย่ดังที่นางคิด
จูชีอาจไม่ได้ฉลาดทันคนเหมือนพี่สามของเขา แต่ความใสซื่อและซื่อตรงของเขากลับทำให้คนอื่นปล่อยวางความระวังในใจไปได้อย่างง่ายดาย
ปัญญาชนยังไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์ไปเสียทั้งหมด เมื่อมาพบหนอนตำราเหมือนกันกลับเข้ากันได้ดี
ทันใดนั้น เย่อวี๋หรานก็ตัดสินใจได้แล้ว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อจูชีตรงไปยังจุดรายงานตัว เย่อวี๋หรานจึงส่งสายตาให้จูซาน ลดฝีเท้าลงเดินตามหลังเขา
จูชีไม่ได้สังเกต เดินตรงผ่านประตูบานนั้นเข้าไปข้างใน
เบื้องหลังประตูบานนั้นมีโต๊ะตัวหนึ่ง อาจารย์สูงวัยที่หนวดเคราและผมสีขาวดอกเลาท่านหนึ่งกำลังอ่านตำราอยู่ เมื่อเห็นคนเข้ามาก็เงยหน้าขึ้น “ศิษย์ใหม่ใช่ไหม?”
“ขอรับ” เมื่อเห็นอาจารย์ จูชีก็เหยียดหลังตรงสำรวมกิริยา
ช่วยไม่ได้นี่นา นี่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยสัญชาตญาณที่ฝึกฝนมาจากตอนอยู่ในสำนักศึกษาสกุลเสิน…ต้องแสดงความเคารพต่อผู้เป็นอาจารย์
“ภูมิลำเนา ชื่อแซ่”
“ตำบลอันจิ่ว จูซุ่นเต๋อ” จูชีตอบพลางลอบสังเกตอาจารย์ผู้นั้น
ยังดี ๆ อาจารย์ท่านนี้ท่าทางใจดี ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิด
รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายไม่ ‘ดุ’ เท่าอาจารย์เสิน
อาจารย์เสินที่ถูกกล่าวหาว่า ‘ดุ’ “…”
ทั้งสำนักศึกษามีข้าเป็นอาจารย์อยู่คนเดียว ถ้าข้าไม่เข้มงวดสักหน่อย พวกเจ้ายังจะเชื่อฟังอยู่หรือ?
อาจารย์ผู้เฒ่าหยิบรายชื่อขึ้นมา มองไปทางเขาอีกครั้ง “เสี้ยนอั้นโฉ่วจากตำบลอันจิ่ว?”
“ขอรับ”
“แม้ว่าเป็นเสี้ยนอั้นโฉ่วแล้วก็จะได้เป็นซิ่วไฉไปโดยปริยาย ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อและเยวี่ยนซื่อ แต่คนหนุ่มที่มีปณิธานทุกคนล้วนเข้มงวดกวดขันกับตัวเองทั้งนั้น มักจะไปเข้าร่วมการสอบเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอาไว้…” อาจารย์ผู้เฒ่าคล้ายจะไม่ชอบใจนัก ถามว่า
“แล้วเจ้าเล่า เจ้าได้เข้าร่วมการสอบรอบต่อจากนั้นหรือไม่?”
“เอ่อ…” จูชีกระอักกระอ่วนใจวางตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรตอบกลับอย่างไรดี
เขาไม่ได้ไปเข้าร่วมการสอบหลังจากนั้น เพราะเขาต้องสอบไม่ผ่านแน่นอน ตำแหน่งซิ่วไฉนี้ก็คงเสียเปล่าแล้ว
แต่เรื่องแบบนี้สามารถบอกอาจารย์ไปตามตรงได้หรือ?
พอลนลาน เขาก็ต้องการความช่วยเหลือ สายตาล่อกแล่กเหลียวมองไปทั่ว
ครั้นได้ยินคำถามเช่นนั้น จูซานก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ คิดจะช่วยพูดแทนจูชี
แต่เขายังไม่ทันได้ทำอะไรก็ถูกเย่อวี๋หรานดึงมือเอาไว้เสียก่อน
เขาหันหน้ากลับมาก็เห็นมารดาส่ายศีรษะให้ตนเอง
จูซาน “…”
ไม่จริงน่า ท่านแม่คิดจะทดสอบเจ้าเจ็ดในเวลาสำคัญแบบนี้เนี่ยนะ?!
สวรรค์!
ท่านแม่ ถ้าท่านจะทดสอบก็ช่วยเลือกโอกาสหน่อยได้ไหม
นี่เป็นการรายงานตัวของศิษย์ใหม่เชียวนะ ถ้าทำอะไรผิดพลาดตอนนี้ เจ้าเจ็ดก็ไม่อาจเรียนหนังสือที่โจวเสวียของเมืองผู่โซ่วแล้วนะขอรับ
……
“ทำไมรึ คำถามของข้าตอบยากนัก?” สีหน้าของอาจารย์ผู้เฒ่าเปลี่ยนเป็นเย็นชา น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นเข้มงวดกว่าเดิม คล้ายกำลังมองลูกศิษย์ที่ทำความผิดมา
จูชีกระสับกระส่ายยิ่งกว่าเดิม เพราะเขาคิดว่าอาจารย์มอง ‘พิรุธ’ ของเขาออกแล้ว
จบกัน อาจารย์มองออกแล้ว!
อาจารย์ไม่ชอบข้า จะไล่ข้ากลับไปแล้วใช่ไหม?
ถ้าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอยู่ด้วยก็ดีน่ะสิ พวกเขาจะต้องบอกข้าแน่นอนว่าตอนนี้ข้าควรทำอย่างไร
“เป็นถึงเสี้ยนอั้นโฉ่ว แต่คำถามแค่นี้ก็ตอบไม่ได้ อันดับของเจ้าได้มาอย่างไรกันแน่?” อาจารย์ผู้เฒ่าแลดูน่าเกรงขามขึ้นทุกขณะ
จูชีที่ไม่เคยเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนรู้สึกว่าสายตาที่จับต้องมายังตนเองเหมือนคมมีดอย่างไรอย่างนั้น หนังศีรษะพลันชาวาบ
แม้แต่ตอนที่ขึ้นโรงขึ้นศาลกับคนอื่นคราวนั้น เขายังไม่แตกตื่นลนลานเท่าตอนนี้เลย