ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 759 ความขัดแย้งภายในของตระกูลเฉิน
บทที่ 759 ความขัดแย้งภายในของตระกูลเฉิน
สะใภ้ใหญ่เฉินฟังแล้วก็รู้สึกเบื่อหน่าย “เจ้าจะพูดเรื่องพวกนี้ทำไม? เรื่องพวกนี้ข้ารู้อยู่แล้ว ข้าถามว่าวันนี้ท่านแม่เอาอะไรไปที่นั่นต่างหาก?”
“ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า? ตอนท่านแม่ไปบ้านซ่งคราวก่อนก็ไปมือเปล่าอย่างนั้นรึ?”
“ท่านพ่อรู้เรื่องไหม?”
“รู้สิ”
ครั้นสะใภ้ใหญ่เฉินได้ยินว่าพ่อสามีอนุญาตแล้วก็พลันสูญเสียความฮึกเหิม
ในบ้านนี้นางไม่กลัวอะไรทั้งนั้น กลัวก็แต่พ่อสามีพยักหน้า ถ้าพ่อสามีเห็นด้วยก็ไม่มีทางให้ถอยอีก
“ไม่ต้องคิดแล้ว น้องสามีจะไม่ได้เรื่องแค่ไหน นางก็ยังเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของท่านพ่อ ท่านคิดว่าปกติท่านพ่อด่าแรงแบบนั้น บอกให้แม่สามีไม่ต้องไปยุ่ง ท่านพ่อก็จะไม่สนใจจริง ๆ น่ะหรือ?” สะใภ้รองเฉินเห็นท่าทางอมทุกข์ของนางก็รู้สึกไม่สบายใจ เกลี้ยกล่อมนางไปหลายประโยค
ถึงอย่างไรนางก็แต่งเข้าตระกูลเฉินมาหลายปีแล้ว ทุกเรื่องล้วนมีพี่สะใภ้ขวางอยู่ข้างหน้า นางจึงไม่ได้โชคร้ายมากนัก
ถ้าไม่มี ‘พี่สะใภ้คนดี’ ผู้นี้ เรื่องบางอย่างก็คงเวียนมาถึงรอบนางแล้ว
สะใภ้ใหญ่เฉินห่อเหี่ยวใจ “ข้ารู้ แค่รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ ลูกสาวที่ออกเรือนแล้วก็คือน้ำที่สาดทิ้งไป น้องสามีออกเรือนไปหลายปีปานนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลเฉินอีกแล้ว ท่านแม่กลับดีนัก ทางนั้นเกิดอะไรขึ้นนิดหน่อยก็คอยแต่จะเข้าไปยุ่ง มีของดีอะไรก็ส่งไปให้ทางนั้น…”
พูดไปพูดมา นางก็ถามสะใภ้รองเฉินว่า “ท่านแม่เอามันเทศแท่งตากแห้งที่จูต้าเหนียงให้มาไปด้วยใช่ไหม?”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?” สะใภ้รองเฉินพูด
สะใภ้ใหญ่เฉินรู้สึกว่าลมหายใจติดขัด
นางแอบหวังว่าแม่สามีจะเหลือไว้ให้พวกเด็ก ๆ บ้าง สุดท้ายคิดไม่ถึงเลยว่านี่เพิ่งจะวันที่สองเท่านั้น แม่สามีก็เอาของไปให้น้องสามีในช่วงที่นางไม่รู้ตัวเสียแล้ว
นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
น้องสามีเป็นคนตระกูลเฉิน ส่วนนางกับลูกเป็นแค่คนนอก?
……
“ท่านแม่ก็ช่างทำไปได้นะ!” สะใภ้ใหญ่เฉินพูดออกมาด้วยความโมโห
“อย่าพูดเลย รีบไปทำกับข้าวเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวก็จะถึงเวลามื้อเย็นแล้ว ถ้าท่านแม่มาเห็นว่าท่านยังไม่ทำจะตำหนิเอาได้”
“นี่ยังไม่ใช่เพราะเจ้าอีกหรือ?”
“เกี่ยวอะไรกับข้า?” สะใภ้รองเฉินทำหน้าซื่อ “ข้าไม่ได้เป็นคนบอกให้ท่านทำเสียหน่อย”
“เจ้าไม่ยอมทำ ก็ต้องเป็นข้าทำอยู่แล้วอย่างไรเล่า?” สะใภ้ใหญ่เฉินถลึงตาใส่ จากนั้นก็สาวเท้าจากไป
สะใภ้รองเฉินมองเงาหลังของอีกฝ่าย พูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่
เมื่อครู่นี้ที่นางพยายามปลอบอีกฝ่ายคือยุ่งไม่เข้าเรื่องสินะ?
ถ้ารู้แต่แรก นางไม่สนใจเสียก็ดี!
ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบอารมณ์
ถ้าคราวหน้าเกิดเรื่องแบบนี้อีก นางจะไม่พูดปลอบอีกแล้ว
……
จูซานคิดไม่ถึงเลยว่าเขาแค่ออกมาเทน้ำ แต่กลับมาได้ยินเรื่องนี้เข้าพอดี
เดิมทีเขาก็ไม่ได้อยากยุ่งเรื่องในครอบครัวคนอื่น แต่ใครใช้ให้สะใภ้ใหญ่เฉินเอาแต่จับจ้องพวกเขาตาเป็นมันกันเล่า เขาจึงอยากรู้ว่าสะใภ้ใหญ่เฉินมีเป้าหมายอะไรกันแน่
แต่ยังไม่ทันได้รู้สาเหตุที่สะใภ้ใหญ่เฉินจับตามองพวกเขา ก็มาได้ยินเรื่องความขัดแย้งภายในของตระกูลเฉินเข้าเสียก่อน
เมื่อเขากลับเข้าห้องก็เอาเรื่องนี้มาเล่าให้เย่อวี๋หรานฟัง
เย่อวี๋หรานมีท่าทางครุ่นคิด
จูซานพูดว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าเฉินต้าเหนียงที่ดูจิตใจดี ลับหลังกลับเป็นคนแบบนี้ไปเสียได้ ไม่แปลกที่ลูกสะใภ้ทั้งสองของนางจะไม่พอใจ มันเทศแท่งที่พวกเราเอาไปให้พวกเขาก็ตั้งใจว่าเอาไปให้เด็ก ๆ บ้านพวกเขากิน แต่นางกลับเอาไปให้บ้านลูกเขยเสียอย่างนั้น…ทั้งยังลงมือรวบรัดฉับไวอีกด้วย”
“ทุกบ้านล้วนมีตำราที่อ่านยาก เฉินต้าเหนียงพะวงถึงลูกสาวเช่นนี้แสดงว่าลูกสาวของนางคงมีชีวิตลำบาก หรือเจ้าก็คิดว่าลูกสาวบ้านไหนออกเรือนไปแล้วก็เป็นคนในครอบครัวคนอื่น บ้านเดิมไม่ต้องสนใจแล้ว?” เย่อวี๋หรานเหลือบตาขึ้นมองจูซาน เอ่ยเตือนเขาว่า “อีกไม่กี่ปีปาเม่ยก็ต้องแต่งเข้าบ้านคนอื่นแล้วนะ”
เดิมทีจูซานอยากตอบว่า ‘ก็เป็นอย่างนั้นนี่นา’
แต่พอมารดาเอ่ยถึงปาเม่ย เขาได้แต่กลืนประโยคนั้นกลับลงไป
เขาไม่โง่เสียหน่อย มารดารักน้องสาวปานนั้น ถ้าเขากล้าพูดแบบนั้นออกไป มารดาจะต้องไม่พอใจแน่นอน
“แล้ว…แล้วจะทำอย่างไรได้ล่ะขอรับ? คนก็ออกเรือนไปแล้ว จะมีชีวิตดีหรือไม่ดีก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนเขา พวกเราอยากยุ่งก็ยุ่งไม่ได้” จูซานพูด “แต่ถ้ามีคนกล้ารังแกปาเม่ย พวกข้าพี่น้องจะต้องออกหน้าให้ปาเม่ยแน่นอน”
“แค่ออกหน้าก็จบแล้ว?” เย่อวี๋หรานถาม “เขาตีน้องสาวเจ้า เจ้าก็ตีเขา?”
“ถ้าเขากล้าลงไม้ลงมือกับปาเม่ย ข้าก็ต้องจัดการเขาอยู่แล้วสิขอรับ ถึงอย่างไรข้าก็เห็นปาเม่ยมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกนะ” จูซานกล่าวอย่างประหลาดใจ “ท่านแม่ ท่านเห็นข้าเป็นคนอย่างไรกัน? ข้าดูเหมือนคนที่ไม่สนใจไยดีน้องสาวหรือขอรับ?”
“เจ้าตีคนเขาไปแล้ว รอจนพวกเจ้าจากไป เขาก็ตีน้องสาวของพวกเจ้าอีก ทั้งยังลงมือหนักกว่าเดิม ตีจนน้องสาวของพวกเจ้าไม่กล้ามาฟ้องพวกเจ้าอีกแล้ว…ถ้าปาเม่ยไม่มาฟ้อง ทั้งยังช่วยเขาปกปิด พวกเจ้ายังจะยุ่งอยู่ไหม?”
“เอ่อ…” รอบนี้ จูซานถึงคราวลำบากใจเสียแล้ว “ถ้ารู้เรื่องก็ต้องยุ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ พวกข้าก็จนปัญญานี่นา…ท่านแม่ ท่านเป็นคนสั่งสอนปาเม่ยมาเองกับมือ คงไม่ถึงขั้น…”
“ไม่กลัวหนึ่งหมื่น เพียงกลัวหนึ่งในหมื่น เจ้าต้องจำไว้ว่าในโลกไม่มีอะไรแน่นอน ต่อให้ข้าสั่งสอนปาเม่ยไว้ดีแค่ไหน แต่ถ้าพวกเรามองคนผิด ให้ปาเม่ยออกเรือนให้คนหน้าไหว้หลังหลอก จิตใจกลับกลอกชั่วร้ายเล่า? แม้แต่พวกเราเอง ตอนแรกก็ยังมองอีกฝ่ายไม่ออก เจ้าคิดว่าปาเม่ยจะมองออกอย่างนั้นรึ?”
จูซานไม่กล้าปริปากอีกแล้ว “…”
ถ้ามารดาของเขายังมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายเป็นคนเช่นไร เขาก็ไม่อาจรับประกันได้จริง ๆ ว่าคนอื่นจะสามารถมองออก
ในสายตาของจูซาน คนที่มีสายตาเฉียบแหลมมองทะลุใจคนได้เก่งกาจที่สุดในบ้านก็คือมารดาของพวกเขา
“คนเช่นไรก็ไม่อาจรอดพ้นจากเงื้อมมือของเวลาไปได้ เวลาสามารถกลบฝังทุกสิ่ง แต่ก็สามารถเปิดเผยความจริงได้เช่นกัน เขาจะเสแสร้งได้ดีแค่ไหน เมื่อเวลาผ่านไปก็จะต้องเผยตัวตนออกมา แต่ในเวลาแบบนั้น ปาเม่ยก็แต่งให้เขาไปแล้ว หรือกระทั่งมีลูกเสียแล้ว…” เย่อวี๋หรานทอดถอนใจ เพียงนึกถึงเรื่องที่อาจเป็นไปได้นี้ก็รู้สึกกลัดกลุ้ม “ถึงตอนนั้น ปาเม่ยจะทำอย่างไร? พวกเจ้าจะทำอย่างไร? ข้าจะทำอย่างไร?”
คำถามเหล่านั้นทำให้จูซานพูดอะไรไม่ออก
ออกเรือนไปแล้ว ทั้งยังมีลูกแล้ว ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไรได้อีก?
จะให้ปาเม่ยหย่าร้างก็คงไม่ได้กระมัง?
ทันใดนั้น จูซานก็นึกถึงเรื่องของอาหญิงรองขึ้นมา
มารดาของเขาก็ให้อาหญิงรองหย่าขาดกับบิดาของเฉียนซินเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
“ท่านแม่ ท่านคงไม่ได้คิดจะ…” จูซานตกใจตาค้าง
มีครั้งแรกไปแล้ว ยังจะกลัวครั้งที่สองอีกหรือ?
เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างไม่นำพา “ทำไม ไม่ได้งั้นรึ? ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนสารเลว แล้วทำไมยังจะต้องปล่อยให้ปาเม่ยใช้ชีวิตกับเขาต่อไปด้วย? เขากล้าทำไม่ดีกับปาเม่ย ข้าก็กล้าดึงปาเม่ยออกจากทะเลทุกข์มาเริ่มต้นใหม่”
“…” จูซานกลืนน้ำลาย จำต้องเตือนสติมารดา “ท่านแม่ ปาเม่ยยังไม่ออกเรือนเลยนะขอรับ ท่านกลับคิดมาถึงเรื่องนี้แล้ว…ไม่เป็นมงคลเท่าไหร่กระมัง?”
“มงคลไม่มงคลอะไรกัน? สิ่งสำคัญคือท่าทีของพี่ชายอย่างพวกเจ้าต่างหาก” เย่อวี๋หรานจ้องมองเขา ไม่ปล่อยโอกาสให้เขาหลีกเลี่ยงแม้ครึ่งส่วน “ข้าอายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปได้อีกสักกี่ปี ใครก็บอกไม่ได้หรอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้าปาเม่ยมีชีวิตลำบาก ข้าก็ไม่อยู่แล้ว พวกเจ้าสามารถปกป้องปาเม่ยได้หรือไม่?”