ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 761 หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องจริง
บทที่ 761 หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องจริง
“ตระกูลซ่งรวยขนาดนั้น คงไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกกระมัง?” ถึงอย่างไรเฉินต้าซานก็ยังมีความคิดของตัวเองอยู่ ไม่ได้คล้อยตามง่ายดายปานนั้น
สะใภ้ใหญ่เฉินลอบกลอกตาอยู่ในความมืด “ตระกูลซ่งรวยหรือไม่รวยข้าไม่รู้หรอก แต่น้องสาวของเจ้าจะต้องมีชีวิตที่ลำบากแน่แนอน”
เฉินต้าซาน: เรื่องนี้เขายังจะไม่รู้อีกหรือ?
น้องสาวของเขาแต่งเข้าบ้านนั้นไปหลายปีแล้ว แต่กลับมีลูกสาวคนเดียว ตระกูลซ่งไม่ชอบใจน้องสาวของเขามานานแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะน้องสาวของเขากุมจุดอ่อนของเจ้าหมอนั่นเอาไว้ ทำให้ตระกูลซ่งไม่อาจปลดนางได้ ไม่อย่างนั้น…
“เจ้าไม่ได้สังเกตรึว่าน้องสาวเจ้ามากี่ครั้งก็สวมแต่เสื้อผ้าชุดเก่า เครื่องประดับก็เป็นของเก่า” สะใภ้ใหญ่เฉินชี้นำเขาต่อไป
“ก็งามดีไม่ใช่หรือไร?” เฉินต้าซานนึกทบทวนแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาตรงไหน
ในสายตาของเขา น้องสาวสวมชุดแพรไหม เมื่อรวมกับเครื่องประดับศีรษะที่ทำจากเงินและทองเหล่านั้น แลดูมีสง่าราศียิ่งนัก ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหนเลยนี่นา
“ผู้ชายอย่างพวกเจ้านี่ช่างตาบอดจริง ๆ เห็นแค่ว่าน้องสาวเจ้าสวมชุดแพรไหม ประดับเครื่องเงินเครื่องทอง แต่เจ้าไม่เห็นหรือว่าทุกครั้งที่มา นางก็สวมแต่ชุดเดิมไม่เคยเปลี่ยน? เจ้าเคยเห็นฮูหยินน้อยที่ไหนสวมเสื้อผ้าชุดเดียว ทั้งยังเป็นชุดเก่าบ้างไหม?”
เฉินต้าซานถูกถามจนพูดอะไรไม่ออก
ในฐานะที่เป็นผู้ชาย เขาย่อมไม่อาจไปจ้องมองว่าฮูหยินน้อยตระกูลใหญ่เหล่านั้นแต่งกายอย่างไร
สำหรับเขา แทนที่จะมองพวกนางแบบนั้น ยังมิสู้ตั้งใจทำงานให้มากหน่อย หาเงินให้ได้มากกว่าเดิม มิหนำซ้ำ เขายังเป็นคนงานคนหนึ่ง ถ้ามองฮูหยินตระกูลใหญ่มากไปก็จะถูกคนด่าเอาได้
คิดว่าบ่าวรับใช้กับคนเฝ้ายามในบ้านตระกูลใหญ่เหล่านั้นมีไว้ประดับเฉย ๆ หรือไร?
“เมื่อก่อนเวลาน้องสาวเจ้ากลับมามีครั้งไหนไม่สวมเสื้อผ้ากับเครื่องประดับชุดใหม่ แต่งองค์ทรงเครื่องงดงาม เหมือนกลัวว่าพวกเราไม่รู้ว่านางแต่งเข้าตระกูลใหญ่บ้าง? แล้วดูตอนนี้สิ…มีแต่เจ้าทึ่มอย่างเจ้านั่นแหละที่มองไม่ออกว่าตอนนี้น้องเจ้ามีชีวิตอยู่ในเรือนตระกูลซ่งอย่างยากลำบาก”
“ถ้าเป็นแบบนั้น ท่านแม่จะดูแลเสี่ยวเฉียวมากหน่อยก็ไม่แปลก…”
“ข้าไม่ได้บอกว่าแม่เจ้าไม่อาจดูแล จะพูดอย่างไรนั่นก็เป็นน้องสาวของเจ้า ลูกสาวแท้ ๆ ของแม่เจ้า พวกเจ้าจะดูแลคนในครอบครัวตัวเองก็ไม่มีปัญหา แต่ว่านะต้าซาน นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าแม่เจ้าจะสามารถเอาของในบ้านไปประเคนให้จนเกลี้ยงหรอกใช่ไหม?”
วาจาประโยคนั้นทำให้เฉินต้าซานพูดอะไรไม่ออก
สรุปได้ว่าคืนนั้นสะใภ้ใหญ่เฉินได้ระบายออกมาอย่างเต็มที่ สงสารก็แต่เฉินต้าซานที่นอนไม่หลับเลยตลอดคืน
เขานอนพลิกตัวกลับไปมา
เมื่อก่อนเขาไม่เคยคิดเลยว่า เงินที่เขาหากลับมาเหล่านั้นมอบให้คนที่เขาคิดว่าน่าจะเก็บรักษาได้ดีที่สุด ซึ่งก็คือมารดาของเขา สุดท้ายจะกลายเป็นตัวเลือกที่ไม่ปลอดภัยที่สุดไปเสียได้
วันรุ่งขึ้น
เมื่อเฉินเสิ่นเปิดประตูออกมาเห็นลูกชายคนโตยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมขอบตาดำเหมือนสยงเมา (หมีแพนด้า) ก็ต้องตกอกตกใจ
“พิโธ่พิถัง สวรรค์ช่วยด้วย” เฉินเสิ่นลูบอกพลางกล่าวว่า “ต้าซาน เจ้ามาทำอะไรตรงนี้? มายืนอยู่หน้าประตูตอนเช้าตรู่แบบนี้ทำไม? ทำข้าตกใจหมด…”
“ท่านแม่ เกิดเรื่องแล้วขอรับ” เฉินต้าซานเงยหน้าขึ้นมาพูด
เฉินเสิ่นเห็นสีหน้าปั้นยากของลูกชายก็ใจหายวาบ รีบถามว่า “เกิดเรื่องอะไร?”
“ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งถามเลย เอายี่สิบตำลึงมาให้ข้าก่อนเถอะ รอจนข้าสะสางเรื่องเรียบร้อยแล้ว ข้าจะคืนเงินให้ท่าน”
“ยี่สิบ…ยี่สิบตำลึง?!” เฉินเสิ่นใจเต้นแรง “ทำไมจู่ ๆ เจ้าก็มาขอเงินอย่างนี้? ยังไม่บอกเลยว่าเป็นเรื่องอะไร แล้วจะเอาเงินให้เจ้าได้อย่างไร?”
ตอนที่พูด สายตายังล่อกแล่กไปมา
เห็นได้ชัดว่านางไม่อยากได้ยินคนพูดถึงเรื่องเงิน
เฉินต้าซานรู้จักมารดาของตนเองดี ครั้นเห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ทันที
แต่เขาไม่ได้แสดงออก ยังคงกล่าวโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี “ท่านแม่ ท่านจะถือว่าให้ข้ายืมไปก่อนก็ได้ขอรับ เกิดเรื่องแล้วจริง ๆ เป็นเรื่อง…งานของข้า ถ้าไม่มีเงินยี่สิบตำลึง งานข้าอาจปลิวไปเลยก็ได้”
“อะไรนะ?! ทำไมงานของเจ้าจะเกิดเรื่องได้เล่า? เจ้าก็ทำได้ดีมาตลอดไม่ใช่หรือ?” คราวนี้ เฉินเสิ่นตกใจจริง ๆ แล้ว
แม้นางจะมีลูกชายสองคน แต่คนที่สามารถหาเงินกลับมาให้ที่บ้านได้กลับมีแต่เฉินต้าซาน
ถ้างานของเฉินต้าซานหลุดมือไปเสียแล้ว ครอบครัวของพวกนางก็คง…
“เกิดเรื่องอะไร?” ภายในห้อง เฉินหลิ่งได้ยินแล้วก็เดินออกมา
เขามีสีหน้าสงสัย มองไปยังแม่ลูกตรงหน้าประตู “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ท่านพ่อ เป็นเรื่องงานขอรับ ข้าพูดอะไรมากไม่ได้ แต่แค่เอาเงินให้ข้าก่อนยี่สิบตำลึง ข้าเอาไปให้คนเขาก็คลี่คลายได้แล้ว…” เฉินต้าซานยังอธิบายว่า “พวกท่านไม่ต้องกังวล เงินนี้ใช่ว่าจะไม่ได้คืน แค่วางมัดจำไว้ก่อน ถึงเวลาจะต้องได้คืนมาแน่นอน แค่ไม่กี่วันเท่านั้นขอรับ”
“บอกพวกข้าก็ไม่ได้?” สีหน้าของเฉินหลิ่งเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา
เฉินต้าซานเห็นสายตาของบิดาแล้วก็รู้สึกร้อนตัว แต่ก็ยังฝืนพยักหน้า “ขอรับ”
เฉินหลิ่งแสดงออกว่าเข้าใจแล้ว จึงหันไปพูดกับเฉินเสิ่น “ในเมื่อต้าซานมาขอก็ให้เขาไปเถอะ สะสางเรื่องตรงหน้าก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“แต่ว่า…เรื่องอะไรก็ยังไม่รู้” เฉินเสิ่นมีสีหน้าหนักใจและเป็นห่วง “เงินตั้งยี่สิบตำลึงเชียวนะ ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ พ่อต้าซาน เจ้าก็ถามลูกทีเถอะว่ามันเป็นเรื่องอะไร แล้วค่อย…”
“ไม่ได้ยินต้าซานพูดเรอะว่าเรื่องนี้บอกพวกเราไม่ได้?” เฉินหลิ่งตัดบทนาง พูดว่า “เป็นเรื่องเจ้านายเขา จะพูดออกมาได้อย่างไร? ต้าซานก็บอกแล้วนี่นาว่าทำไปเพื่อที่บ้าน ไม่ต้องถามแล้ว เอาเงินให้ต้าซานเถอะ”
เฉินเสิ่นยังคงมีท่าทางลังเล นางไม่ได้ไม่อยากให้ แต่ว่า…ในมือนางไม่มีเงินนี่นา
ลูกชายทั้งสองโตหมดแล้ว ล้วนสามารถหาเงินได้ สายสัมพันธ์เก่าแก่ของเฉินหลิ่งก็จะส่งเงินเล็กน้อยมาช่วยเหลือบ้างเป็นครั้งคราว นอกจากค่าใช้จ่ายประจำวันแล้ว นางก็พอจะเก็บหอมรอมริบได้บ้าง
แต่ปัญหาคือ…
เงินยี่สิบตำลึงสุดท้ายนั้น เมื่อวานนี้นางเอาไปให้บ้านซ่งแล้วน่ะสิ
“ท่านแม่ แค่ยี่สิบตำลึงขอรับ” เฉินต้าซานสัมผัสได้ว่าไม่ถูกต้อง เขาคิดถึงคำพูดของภรรยาแล้วก็เริ่มกังวลขึ้นมา จึงพูดว่า “หลายปีนี้ข้าทำงานหาเงินมาได้ก็เอามาให้ท่านแม่ทั้งหมดโดยไม่ได้ให้เมียข้าเลยแม้แต่เหรียญเดียว ตัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันออกไป ถึงอย่างไรก็คงพอจะเก็บออมได้สักยี่สิบตำลึงแล้วกระมัง? ข้าไม่ได้ขอมาก เอาแค่ยี่สิบตำลึงเท่านั้น อีกไม่กี่วันก็จะเอามาคืนท่านแล้ว…”
ตนเองลั่นวาจาออกไปแล้ว แต่ภรรยากลับไม่ขยับ เฉินหลิ่งชักจะไม่พอใจ จึงกล่าวว่า “เดี๋ยวนี้คำพูดของข้าไม่มีน้ำหนักแล้วใช่ไหม?”
“ได้ ข้าจะไปหยิบเงินจากในห้อง…” เฉินเสิ่นได้แต่ฝืนเดินกลับเข้าไปในห้อง
เดิมทีเฉินต้าซานอยากตามเข้าไปด้วย แต่เห็นบิดายืนอยู่ตรงหน้าประตู ตนเองก็โตแล้ว เป็นพ่อคนแล้ว จะบุ่มบ่ามเข้าไปในห้องของบิดามารดาก็คงไม่ดี จึงได้แต่ยืนรออยู่หน้าประตูห้องอย่างอดทนอดกลั้น
ตอนนี้ เขาหวังเพียงว่าสิ่งที่เขาเดาเอาไว้จะไม่เป็นจริง
ขอแค่ไม่เป็นเช่นนั้น มารดาจะคอยช่วยเหลือน้องสาวเหมือนที่ผ่านมา เขาก็จะทำเป็นลืมตาข้างหนึ่ง ปิดตาข้างหนึ่ง
แต่ถ้า…
ขณะที่คิดเช่นนั้นก็ได้ยินเสียง ‘ตุ้บ’ ดังมาจากในห้อง
ตามมาด้วยเสียงร้องตกใจของเฉินเสิ่น “อะไรกัน? เงินล่ะ? เงินของข้าล่ะ? เงินของข้าหายไปไหน?”
“พ่อต้าซาน ต้าซาน เข้ามาเร็วเข้า เงินที่ข้าเก็บไว้ไม่รู้ไปอยู่ไหนแล้ว”
“เงินยี่สิบกว่าตำลึงนั้นไม่อยู่แล้ว”
……