ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 762 ขโมยขึ้นบ้าน
บทที่ 762 ขโมยขึ้นบ้าน
อะไรนะ?!
เฉินต้าซานพุ่งเข้าไปในห้องด้วยความร้อนใจ
เฉินหลิ่งแข้งขาไม่ดีอยู่แล้ว ทั้งยังถูกลูกชายชนอีก จึงเดินตามมาข้างหลัง
เขาด่าเฉินต้าซานว่า “อยากตายเรอะ? แทบจะเหยียบพ่อตัวเองอยู่แล้ว!”
“ขอโทษขอรับ ท่านพ่อ ข้าต้องรีบใช้เงิน…” เฉินต้าซานตอบ ยามนี้ไปถึงในห้องแล้ว
เพียงเห็นว่ากล่องเงินตกอยู่บนพื้น สิ่งของในนั้นถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย
นอกจากนั้น หมอนก็ตกลงจากเตียง ผ้าห่มพาดอยู่มุมเตียง
เฉินเสิ่นยังค้นหาของอยู่ตรงนั้นด้วยความร้อนใจ “อยู่ที่ไหนนะ?”
“ทำไมถึงไม่เจอเล่า?”
“เป็นไปไม่ได้ คราวก่อนข้ายังเห็นอยู่เลย”
……
เฉินต้าซานมาถึงก็หยิบกล่องเงินขึ้นมาค้นอีกรอบ
เฉินเสิ่นพึมพำพลางเหลือบมองความเคลื่อนไหวของเขา ในใจร้อนรุ่มเหลือประมาณ ขณะเดียวกัน นางก็ปลอบตัวเองว่า ‘ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ตราบใดที่ข้าไม่ยอมรับ คนอื่นก็ไม่มีทางรู้’
“ท่านพ่อ กล่องเงินใบนี้มีชั้นลับอยู่ไหมขอรับ?” เฉินต้าซานพบว่าในกล่องเงินนั้น นอกจากเหรียญทองแดงกับเศษเงินอีกเล็กน้อยก็ไม่มีของอย่างอื่น
แต่จะเป็นไปได้อย่างไร?
เขาทำงานมาหลายปี เงินที่หากลับมาให้ที่บ้านตลอดทั้งปีไม่ได้มีแค่เศษเงินและเหรียญทองแดงพวกนี้หรอกนะ
เขาหันกลับมาถามบิดา เพราะจำได้ว่ากล่องเงินใบนี้บิดาเป็นคนเอากลับมา
เฉินหลิ่งรับมาตรวจดูแล้วก็เอ่ยว่า “ชั้นลับก็อยู่ตรงนี้อย่างไรเล่า? เจ้าเปิดออกมาแล้ว…”
“แต่มีเงินอยู่แค่นั้น”
เฉินหลิ่งร้อนใจขึ้นมา เงยหน้าขึ้นถามเฉินเสิ่น “แม่ต้าซาน เจ้าเก็บเงินไว้ที่ไหน? เจ้าลองคิดดูซิว่าเอาไปเก็บไว้ที่อื่นจนลืมไปหรือเปล่า?”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร? ข้าจำได้ว่าข้าเก็บเงินไว้ในกล่องเงินแล้วชัด ๆ แต่ตอนนี้กลับหาไม่เจอ…” เฉินเสิ่นชี้ไปบนเตียงและบริเวณอื่น ๆ พลางพูดว่า “ที่ซ่อนเงินอื่น ๆ ข้าก็หาหมดแล้ว ไม่มีเลย ข้าร้อนใจจะตายอยู่แล้ว ต้าซานต้องใช้เงินเพราะเรื่องงานของเขา แต่เงินกลับไม่อยู่แล้ว…”
เฉินหลิ่งย่อมรู้ว่าปกติเฉินเสิ่นมักจะเอาเงินไปซ่อนไว้ที่ไหนบ้างจึงช่วยหา “อาจอยู่ในที่ประจำนั่นแหละ แต่เจ้าหาไม่ดีเฉย ๆ หรือเปล่า? ข้าช่วยหาอีกทีก็แล้วกัน”
น่าเสียดายที่ถึงจะมีเฉินหลิ่งมาช่วยหาอีกคนก็ยังหาไม่เจอ
นอกจากเศษเงินที่เหลืออยู่เล็กน้อยก็ไม่มีอะไรอีก
เงินพวกนั้นหายไปไหนหมด?
เฉินต้าซานแคลงใจ “ท่านแม่ ครั้งล่าสุดที่ท่านเห็นเงินคือเมื่อไหรขอรับ?”
“ก็ช่วงหลายวันนี้เนี่ยแหละ…” เฉินเสิ่นลังเล ไม่ใคร่กล้าพูดความจริงสักเท่าไหร่
นางกลัวว่าหากบอกละเอียดเกินไป สามีจะจำได้ว่าตนเองไปดูกล่องเงินครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ แล้วจะไม่สอดคล้องกัน ทำให้ถูกจับพิรุธได้
“ไอ้หยา ข้าจะไปจำชัดเจนขนาดนั้นได้อย่างไร? ทุกวันมีเรื่องเยอะไปหมด ข้าไม่ได้กอดกล่องเงินพวกนั้นนอนเสียหน่อย จะได้เอาออกมานับอยู่ได้ทุกวัน…” นางยังหันมาถามเฉินหลิ่งว่าครั้งล่าสุดที่เอาเงินออกมานับได้บอกเขาเอาไว้หรือไม่ว่ามีเงินอยู่เท่าไหร่
เฉินหลิ่งนึกทบทวน “มีวันหนึ่งเจ้าเอาเงินออกมานับตอนกลางดึก ข้ายังถามเจ้าอยู่เลยว่าทำอะไร เจ้าบอกว่าเจ้านอนไม่หลับ…แต่เจ้าไม่ได้บอกข้าว่ามีอยู่เท่าไหร่”
“เจ้าง่วงหลับไปแล้ว ไม่ได้ฟังเลยมากกว่ากระมัง?” เฉินเสิ่นรู้นิสัยของสามีตัวเองดีจึงกล่าวโทษเขาไปอย่างนั้น
เฉินหลิ่งหน้าเจื่อน
เวลาภรรยามีเรื่องอะไรก็มักจะบ่นให้เขาฟังเป็นประจำ เวลาผ่านไปนานแล้วเขาก็คร้านจะฟัง ปล่อยให้นางพูดของนางไป ส่วนตนเองก็พลิกกายไปอีกด้านนอนหลับไปทั้งอย่างนั้น ถ้านางเสียงดังหน่อย ถามอะไรมา เขาก็แค่ขานรับให้ผ่าน ๆ ไป
“แล้วเงินหายไปไหน?” เฉินต้าซานได้ยินว่าบิดารู้เรื่องเงินด้วยก็เบาใจลงบ้าง คิดว่าต่อให้มารดาขวัญกล้าแค่ไหนก็คงไม่กล้าทำเรื่องอะไรลับหลังบิดา
แล้วเงินพวกนั้นไปอยู่ที่ไหนกันเล่า?
หรือจะเป็นเหมือนที่มารดาพูดไว้ ถูกคนขโมยไปแล้ว?
เฉินต้าซานมีเป้าหมายให้สงสัยแล้ว เขาหันศีรษะมองไปทางเรือนหลัง “คงไม่ได้มีคนขโมยไปจริง ๆ หรอกนะ?”
“เจ้าคนชั่วช้าที่ไหนกล้ามาขโมยของในเรือนเรา อย่าให้ข้าจับได้นะ ถ้าข้าจับได้เป็นได้เห็นดีกันแน่!” เฉินเสิ่นพ่นคำด่าทอออกมา อยากให้หยาบคายแค่ไหนก็หยาบคายได้เท่านั้น
ความเคลื่อนไหวในเรือนค่อนข้างครึกโครม เฉินเสี่ยวซานกับสะใภ้รองเฉินที่ตื่นแต่เช้าล้วนได้ยิน พวกเขาไล่ลูกน้อยไปล้างหน้า แล้วค่อยตรงมาทางนี้
พอมาถึงก็เห็นสะใภ้ใหญ่เฉินกำลังชะโงกหน้าเข้าไปในห้องของพ่อแม่สามี
เฉินเสี่ยวซานพลันไม่พอใจ ‘พี่สะใภ้คนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่ มาแอบฟังท่านพ่อท่านแม่แต่เช้าแบบนี้? ทำตัวไม่เหมาะสมเลยจริง ๆ!’
สะใภ้รองเฉินกลอกตาไปมา ‘โอ๊ะ มีเรื่องอะไรกัน?’
นางก้าวเท้าเร็ว ๆ เดินนำสามีของตนเองไปหยุดอยู่ตรงหน้าสะใภ้ใหญ่เฉิน
“พี่สะใภ้ ท่านดูอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?”
สะใภ้ใหญ่เฉินกำลังตั้งใจ ‘แอบฟัง’ อยู่จึงสะดุ้งตกใจ “เจ้าเองหรอกรึ! ไม่มีอะไร ข้าแค่…”
“ผ่านมาเฉย ๆ?” สะใภ้รองเฉินช่วยพูดต่อให้
“ใช่ ๆๆ แค่ผ่านมาเฉย ๆ” รอยยิ้มบนใบหน้าสะใภ้ใหญ่เฉินแลดูประดักประเดิด
เวลานั้น เฉินเสี่ยวซานที่เดินตามมามีสีหน้าเหยียดหยัน “เฮอะเฮอะ!”
ในฐานะน้องชาย เขาไม่สะดวกจะตำหนิพี่สะใภ้ แต่ความไม่พอใจที่มีต่อพี่สะใภ้ก็ชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องพูด
สะใภ้ใหญ่เฉินเห็นว่าเขาอยู่ด้วยก็ยิ่งกระอักกระอ่วนกว่าเดิม
สะใภ้รองเฉินกำลังจะพูดอะไรบางอย่างก็ได้ยินเสียงร้อนรนของแม่สามีดังมาจากในห้อง “ต้าซาน เจ้าจะไปไหน?!”
“ข้าจะไปคิดบัญชีกับพวกเขา!” เฉินต้าซานผลุนผลันออกมาข้างนอกด้วยท่าทางโมโห ไม่สนใจเสียงเรียกของเฉินเสิ่นเลยสักนิด
“ไปคิดบัญชีกับใคร?”
“ยังจะเป็นใครได้อีก? ก็พวกแซ่จูพวกนั้นน่ะสิ!”
“เจ้าจะไปหาพวกเขาทำไม?”
“ไปหาพวกเขาทำไม?” เฉินต้าซานที่มาถึงประตูห้องแล้วชะงักฝีเท้า กล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว “เงินของพวกเราหายตอนไหนไม่หาย แต่กลับมาหายตอนที่พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ ถ้าไม่ใช่พวกเขาแล้วยังจะเป็นใคร?”
เฉินเสิ่นอึ้งไป ‘ลูกชายนางพูดอย่างนี้ก็ถูก! ประจวบเหมาะเกินไปแล้ว!’
“ข้าลำบากตรากตรำทำงานมาหลายปีกว่าจะสั่งสมเงินจำนวนนั้นมาได้ พวกเขากลับประเสริฐจริง ๆ เพิ่งเข้ามาอยู่ในเรือนพวกเราได้ไม่เท่าไหร่ก็มาขโมยเงินของพวกเราเสียแล้ว ข้าว่าแล้วเชียว มีคนมาเช่าเรือนอยู่ที่ไหนมือเติบขนาดนี้ เพิ่งเข้ามาอยู่ก็จ่ายล่วงหน้าตั้งครึ่งปี…ที่แท้ พวกเขาก็หาเงินมาได้ง่าย ๆ แบบนี้นี่เอง!” เฉินต้าซานยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห “ไม่แน่ว่าค่าเช่าที่จ่ายให้พวกเราก็ขโมยมาจากในเรือนพวกเรานี่แหละ ตอนนี้คงกำลังเยาะเย้ยพวกเราอย่างได้ใจเต็มที่อยู่เลยกระมัง”
ครั้นเห็นเฉินเสี่ยวซาน เฉินต้าซานก็เรียกเขาไปคิดบัญชีสกุลจูด้วยกัน
คนเราไม่ควรทำกันเช่นนี้ ค่าเช่าก็คือค่าเช่า มาขโมยเอาจากเจ้าบ้านแบบนี้ได้อย่างไร?
ยังจะพูดว่าตัวเป็นปัญญาชนอีก คนไร้ยางอายแบบนี้ทำให้ปัญญาชนอับอายขายขี้หน้าไม่เหลือชิ้นดีแล้ว
“ท่านแม่ ท่านวางใจได้ ข้าจะต้องไปทวงเงินกลับมาได้แน่ขอรับ” เฉินต้าซานกล่าวอย่างดุดัน “ถ้าพวกเขากล้าไม่คืน ข้าก็จะถลกหนังจูซิ่วไฉนั่นออกมาซะ ดูซิว่าพวกเขารักเงินหรือรักตำแหน่งซิ่วไฉนั่นมากกว่ากัน”