ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 763 บุกมาเอาเรื่อง
บทที่ 763 บุกมาเอาเรื่อง
เฉินเสี่ยวซานฟังคำพี่ชายจนเข้าใจว่าเป็นเรื่องอะไรแล้วก็พลอยโกรธแค้นไปด้วย “อะไรนะ?! พวกแซ่จูนั่นขโมยเงินในบ้านพวกเราไปงั้นรึ?”
“มารดามันเถอะ! นี่เป็นเรื่องที่คนทำกันอย่างนั้นเรอะ?”
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะขอรับ ข้ากับพี่ใหญ่จะต้องไปทวงเงินกลับมาได้แน่ ถ้าพวกเขากล้าไม่คืน ข้าก็จะหักขาจูซิ่วไฉทิ้งซะ ขาหักไปแล้ว ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกเขายังจะไปสอบอะไรได้อีก”
……
ไม่ได้แค่เฉินต้าซานที่ลั่นคำขาดออกมา เฉินเสี่ยวซานก็ลั่นวาจาด้วยเช่นกัน
ปีนั้นบิดาของพวกเขาเป็นครูสอนศิลปะป้องกันตัว ลูกชายอย่างพวกเขาย่อมไม่ใช่พวกขี้ขลาด ความเลือดร้อนย่อมมีอยู่แล้ว
คว้าอาวุธมาได้ก็ไม่สนใจเสียงห้ามปรามของคนในครอบครัว มุ่งหน้าไปเรือนหลังทันที
เฉินเสิ่นร้อนรนกระวนกระวาย นางคิดไม่ถึงเลยว่าตนเองแค่พูดว่า ‘มีโจรขึ้นบ้าน’ กับ ‘เงินหายไปแล้ว’ แค่นั้นกลับทำให้เฉินต้าซานนึกเชื่อมโยงไปถึงคนสกุลจูเสียได้
เรื่องนี้เกี่ยวกับคนสกุลจูที่ไหนกัน พวกเขาไม่ได้เป็นคนขโมยไปเสียหน่อย
ใช่ว่านางไม่อยากห้ามปราม แต่อ้าปากพูดไปกี่ครั้งก็ถูกลูกชายที่เลือดขึ้นหน้าตอบกลับมาว่า
“ท่านแม่ ท่านไม่ต้องพูดแล้ว นั่นเป็นเงินที่ได้มาจากหยาดเหงื่อและหยดเลือดจากการทำงานหลายปีของลูก ต้องไปทวงคืนมา!”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ ท่านจะให้พี่ใหญ่เหนื่อยเปล่าไม่ได้นะขอรับ” เฉินเสี่ยวซานพูดสนับสนุนจากข้าง ๆ
ตอนนี้เขายังนึกดีใจที่เขาฉลาดกว่าพี่ชาย ไม่ได้เอาเงินให้มารดาไปทั้งหมด ไม่อย่างนั้นคงถูกคนอื่นขโมยไปเกลี้ยงแล้ว
เป็นพี่น้องกัน ทุกคนล้วนรู้ว่าคนที่หาเงินได้มากที่สุดในบ้านก็คือพี่ใหญ่ของเขา แม้เขาจะทำงานเหมือนกัน แต่ก็หาเงินได้น้อยมาก
โชคดีที่บิดามารดาล้วนยังแข็งแรงดี ยังไม่ได้แยกเรือน ทุกคนกินข้าวหม้อเดียวกัน ย่อมไม่ขาดแคลนส่วนของครอบครัวเขา
เฉินเสี่ยวซานไม่ได้โง่ ก็เหมือนกับที่พี่ใหญ่ของเขาทราบว่าหลังจากแยกเรือนกันแล้ว มรดกส่วนใหญ่ย่อมตกเป็นของพี่ใหญ่ เขาเองก็รู้ว่าหากแยกเรือนกันจริง เขาก็คงไม่ได้ส่วนแบ่งอะไรมากมาย
ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าจะได้รับส่วนแบ่งแค่เล็กน้อย แล้วทำไมเขาจะต้องทุ่มเทพยายามสร้างผลงานให้พี่ใหญ่ด้วยเล่า?
ดังนั้น เขายอมทำงานน้อยลงหน่อย ทำอันนั้นนิด อันนี้หน่อย เอาแค่พอประมาณก็พอแล้ว
หาเงินมาได้ก็จะแอบเก็บเอาไว้ ไม่ได้ส่งออกไปทั้งหมด
ทว่ามีใจเห็นแก่ตัวก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ามีใครมารังแกพี่ชายของเขา เฉินเสี่ยวซานย่อมจะออกหน้าเพื่อพี่ชายอยู่แล้ว
“ไปกันเถอะ พี่ใหญ่ ไปเอาเรื่องพวกนั้นกัน!”
“ไปจัดการพวกมัน!”
สะใภ้ใหญ่เฉินกับสะใภ้รองเฉินเห็นสามีของพวกตนตรงไปหาเรื่องทางนั้นแล้วก็ร้อนใจยิ่งนัก
ด้านหนึ่งปวดใจที่เงินหายไป หวังว่าสามีจะสามารถทวงเงินกลับมาได้ อีกด้านหนึ่งกลับกังวลว่าพวกเขาไปสู้รบปรบมือกับคนอื่นแล้วจะได้รับบาดเจ็บเอาได้
พวกนางสองคนพันแขนเสื้อขึ้น เดินตามไปด้วย
เฉินหลิ่งแข้งขาไม่ดีเท่าไหร่ เห็นลูกชายกับลูกสะใภ้ไปกันหมดแล้วก็ร้อนใจ “เจ้ายังยืนอยู่ตรงนั้นทำไม? รีบตามไปสิ!”
“ได้…ได้!” เฉินเสิ่นหัวสมองว่างเปล่า เดินเข้าไปจะช่วยประคองสามีแต่กลับถูกเขาปัดมือออก
“เจ้ามาประคองข้าทำไม? ข้าเป็นคนขาเป๋คนหนึ่ง ประคองไปก็ช่วยไม่ได้ เจ้าเดินเร็วกว่า รีบไปช่วยพวกลูก ๆ เถอะ!”
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว”
……
ยามนั้น จูซานออกไปข้างนอกแล้ว
เขาตื่นแต่เช้าตรู่ ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ออกไปส่งเทียบขอเยี่ยมพบ
รีบไปรีบกลับ ยังสามารถกลับมาทันอาหารมื้อเช้า
จูชีก็ตื่นเช้าเช่นกัน พี่สามออกไปข้างนอก เขารับผิดชอบจุดเตาไฟต้มน้ำ ทำอาหารมื้อเช้า
เขาเรียนหนังสืออยู่นอกบ้านหลายปี นอกจากได้เรียนวิชาความรู้มากมาย งานบ้านงานเรือนก็ได้เรียนรู้มาไม่น้อย
ช่วยไม่ได้นี่นา ตอนนั้นต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังเล็ก จูซานก็เพิ่งจะเคยดูแลเด็กเล็กเป็นครั้งแรก มือเท้าเงอะงะ มักจะมีจุดที่ดูแลได้ไม่รอบคอบ
จูซานดูแลได้ไม่ถี่ถ้วน ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ได้แต่หาวิธีจัดการด้วยตัวเอง จูชีที่มักคลุกคลีอยู่กับต้าเป่าและเอ้อร์เป่าจึงได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ไปด้วย
แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่กลับใช้งานได้จริง
เย่อวี๋หรานลุกจากเตียง เห็นจูชียกน้ำอุ่นเข้ามาให้ก็รู้สึกอิ่มเอมใจ “เจ้าเจ็ด เจ้าโตแล้วจริง ๆ!”
“ฮ่า ๆๆๆ…ท่านแม่ ข้าก็โตนานแล้วนะขอรับ!” จูชีที่ได้รับคำชมเชยมีความภาคภูมิใจฉายเกลื่อนใบหน้า “นอกจากตักน้ำกับต้มน้ำ ข้ายังทำก๋วยเตี๋ยวเป็นด้วยนะขอรับ วันนี้พี่ใหญ่ออกไปข้างนอกแต่เช้า บอกให้ข้าเตรียมอาหารเช้าเอาไว้”
“พี่สามของเจ้าให้เจ้าเตรียมมื้อเช้า?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว ถามยิ้ม ๆ “เจ้าจะทำอะไรเป็นอาหารเช้า?”
“ก่อนพี่สามจะออกไปข้างนอกก็เตรียมของใส่ชามเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วขอรับ ข้าแค่ต้องไปต้มน้ำ เทของพวกนั้นลงไปต้มในหม้อ…” จูชีบอกสิ่งที่จูซานกำชับไว้ออกมาทีละอย่าง
เย่อวี๋หรานล้างหน้าไปพลางฟังงานที่เขาต้องทำไปด้วย รู้สึกพอใจยิ่งนัก
ความจริงสิ่งที่เขาต้องทำไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก เครื่องที่จะใช้ต้มน้ำแกงอยู่ในชามพร้อมแล้ว เขาแค่ต้องทำตามลำดับขั้นตอน เอาหม้อวางบนเตา ต้มน้ำ เอาเครื่องเทศและผักสดที่ล้างเรียบร้อยแล้วใส่ลงไปในหม้อ ต้มจนเดือดก็เป็นอันเรียบร้อย
ต้มน้ำแกงเสร็จ ก็ใช้หม้ออีกใบลวกเส้น มื้อเช้าก็เสร็จเรียบร้อย
หากเป็นเวลาปกติ จูซานยังจะเตรียมแป้งกรอบเอาไว้ล่วงหน้า จะได้เอามารับประทานกับก๋วยเตี๋ยว
เพียงเท่านี้ อาหารมื้อเช้าของพวกเขาก็เรียกได้ว่าทั้งอุดมสมบูรณ์และหลากหลายแล้ว
แน่นอนว่าทำของกินหลากหลายเช่นนั้น นอกจากเพื่อเปลี่ยนรสชาติแล้ว ยังเพื่อประหยัดอาหาร
ช่วยไม่ได้นี่นา จะเส้นก๋วยเตี๋ยวหรือเส้นมันเทศล้วนหายาก ขณะที่คนในครอบครัวยังต้องกินอยู่อย่างประหยัด พวกเขาย่อมไม่อาจมาเสพสุขอยู่ข้างนอกตามลำพัง
มิหนำซ้ำการเรียนก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินมากอยู่แล้ว สามารถประหยัดได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น
แต่หลายวันนี้มีเย่อวี๋หรานอยู่ด้วย ในฐานะลูกชายที่กตัญญู จูซานกับจูชีย่อมไม่อยากให้มารดาต้องมาลำบากกับพวกเขา จึงฟุ่มเฟือยกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่ได้ทำอาหารแบบที่กินกันตามปกติ
เย่อวี๋หรานล้างหน้าเสร็จก็ออกมาช่วยจูชีอีกแรง
“ท่านแม่ ท่านไปนั่งพักอยู่ข้าง ๆ เถอะขอรับ ข้าทำเอง ข้าทำได้” จูชีเห็นนางจะเข้ามาช่วยก็กลัวว่ามารดาจะคิดว่าเขาทำไม่ไหว มาแย่งงานไปทำ จึงรีบออกตัว
“ข้ารู้ ข้าแค่มาดูว่าเจ้าล้างผักอะไรบ้างต่างหาก” เย่อวี๋หรานพูดยิ้ม ๆ ไม่ได้คิดจะแย่งงานเขามาทำ
ลูกชายโตแล้ว อยากทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง นี่เป็นนิมิตหมายอันดี นางไม่อาจไปหักปีกที่คิดจะโบยบินด้วยตัวเองคู่นี้ทิ้ง ทำเป็นไม่รู้เรื่องบ้าง เปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง กลับทำให้พวกเขาเรียนรู้อะไรได้มากกว่า
เย่อวี๋หรานพลิกดูผักในชามแล้วเอ่ยว่า “ล้างสะอาดมาก”
จากนั้นก็ยกเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ ดูเขาทำงาน
จูชีเห็นว่ามารดาไม่ได้จะเข้ามาแทรกแซงก็นึกยินดี “ท่านแม่ ข้าจะบอกอะไรให้ ถึงแม้ก๋วยเตี๋ยวที่ข้าทำจะไม่อร่อยเท่าที่พี่สามทำ แต่ก็อร่อยมากนะขอรับ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเคยชิมมาแล้ว พวกเขาพูดไว้อย่างนั้น”
“อือฮึ! ถ้าอย่างนั้นข้าก็ตั้งตารอชิมแล้ว” เย่อวี๋หรานมั่นใจว่าต่อให้จูชีทำออกมาไม่อร่อย ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชีแล้ว เด็กน้อยที่ฉลาดเฉลียวสองคนนั้นไม่มีทางพูดอะไรที่ทำร้ายจิตใจจูชีแน่นอน
“อื้อ ๆ! ท่านรอชิมได้เลย” จูชีพยักหน้าหงึกหงัก เบิกบานใจยิ่งกว่าเดิม
ที่ผ่านมามีแต่คนอื่นดูแลเขา เขาดีใจมากที่ตัวเองมีโอกาสได้ดูแลคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะมารดาของเขา
ในใจเขา มารดาก็คือภูเขามหึมาลูกหนึ่ง หนักแน่นมั่นคง พึ่งพาได้ เป็นที่พึ่งของเขาตลอดกาล แต่ในยามนี้ มารดากำลังนั่งอย่างสงบอยู่ข้าง ๆ รอรับการดูแลจากเขา ความรู้สึกนี้ช่างวิเศษยิ่ง
ทว่ายามเช้าที่งดงามช่างแสนสั้น
ขณะที่จูชีตระเตรียมจะลวกเส้น เสียงเอะอะก็ดังจากเรือนหน้าของตระกูลเฉินมาถึงที่นี่
ตามมาด้วยเงาร่างของเฉินต้าซานกับเฉินเสี่ยวซานที่ถืออาวุธติดมือเดินดุ่มตรงมาด้วยท่าทางเอาเรื่อง