ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 764 ขโมยเงินหรือกรรโชกทรัพย์
บทที่ 764 ขโมยเงินหรือกรรโชกทรัพย์
“เจ้าพวกขี้ขโมย คืนเงินมาเดี๋ยวนี้นะ!”
เฉินต้าซานชี้ท่อนไม้ใส่หน้าอกจูชี
ส่วนเหตุผลที่เลือกจูชีไม่เลือกเย่อวี๋หรานกลับเรียบง่ายยิ่งนัก…ในคัมภีร์ของสำนักขงจื่อ (หลี่จี้ ซางฝู จื่อเซี่ยจ้วน) กล่าวเอาไว้ว่า (สตรี) เมื่อยังไม่ออกเรือนเชื่อฟังบิดา ออกเรือนแล้วเชื่อฟังสามี สิ้นสามีเชื่อฟังบุตรชาย
ในสายตาของคนนอก เย่อวี๋หรานเป็นหญิงแก่ที่มีลูกชายแล้วก็ย่อมจะต้องเชื่อฟังลูกชาย
จูชีมีสีหน้างุนงง “อะไรนะ?!”
“อย่าแกล้งโง่ไปหน่อยเลย!” เฉินต้าซานกล่าวอย่างดุร้าย “ขโมยเงินข้าไปแล้วก็ส่งคืนมา ไม่อย่างนั้นข้าจะถลกหนังซิ่วไฉอย่างเจ้าซะ ทำให้เจ้าไม่อาจสอบรับราชการได้อีกตลอดชีวิต”
เฉินเสี่ยวซานพูดเสริมมาจากข้าง ๆ “ได้ยินแล้วใช่ไหม เจ้าส่งเงินออกมาเสียดี ๆ”
สะใภ้ใหญ่เฉินและสะใภ้รองเฉินตามหลังมา
เย่อวี๋หรานหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย
ฝ่ายตรงข้ามคือหนุ่มฉกรรจ์แรงเยอะ ทั้งยังมีพวกมาก ฝ่ายพวกนางกลับมีแค่นางกับจูชี หนึ่งเฒ่าหนึ่งเด็ก หากใช้กำลังย่อมไม่ใช่คู่มือของอีกฝ่าย
ใช้กำลังไม่ได้ก็ต้องเอาสติปัญญาเข้าสู้
แต่อีกฝ่ายบุกมาด้วยท่าทางดุดัน ไม่คล้ายว่าจะมาถกกันด้วยเหตุผล แต่เหมือนมาเอาเรื่องมากกว่า
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคุมสถานการณ์เอาไว้ให้ได้ จากนั้นค่อยถามว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่
“ช้าก่อน”
เย่อวี๋หรานกลัวว่าเจ้าหนุ่มแซ่เฉินผู้นี้จะทำร้ายจูชีจึงก้าวออกมา “เฉินต้าซาน เฉินเสี่ยวซาน พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร? มีเรื่องอะไรก็มาพูดกับข้า ครอบครัวนี้ข้าเป็นคนตัดสินใจ พวกเจ้าไปพูดกับเจ้าเจ็ดก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
แล้วหันกลับมาตำหนิจูชีว่า “ยืนบื้ออะไรอยู่ตรงนี้ ยังไม่รีบไปหาเก้าอี้ยกน้ำชามาอีก?”
“อ้อ!”
แม้จะถูกคนตระกูลเฉินทำให้ตกใจ แต่ความหวาดกลัวมารดาที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกทำให้จูชีเคลื่อนไหวไปโดยไม่ต้องคิด
ทว่าความเคลื่อนไหวนั้นไม่ค่อยน่าดูนัก แลดูแข็งทื่ออยู่บ้าง
“ท่านแม่ เก้าอี้ไม่พอขอรับ”
“ไม่พอก็เอาม้านั่งมา”
……
ยกแรก เย่อวี๋หรานปะทะเฉินต้าซานกับเฉินเสี่ยวซาน เย่อวี๋หรานชนะ
มีคำกล่าวว่า ‘สภาวะรุนแรง ให้สลายสภาวะเสียก่อน แล้วก็จะคลี่คลายไปเอง’ เมื่อเย่อวี๋หรานขัดจังหวะอารมณ์ฮึกเหิมของเฉินต้าซานกับเฉินเสี่ยวซาน บรรยากาศจึงไม่ได้เคร่งเครียดเหมือนตอนแรกอีก
ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากลดความฮึกเหิมลงเอง แต่เป็นเพราะบรรยากาศถูกทำลายไปแล้ว อยากจะสร้างขึ้นมาใหม่กลับกลายเป็นเรื่องยาก
“จูต้าเหนียง ท่านจะทำอะไร?” เฉินต้าซานพูดเสียงกร้าว “พวกข้ามาทวงเงิน ไม่ได้มาดื่มน้ำชา!”
“ข้าได้ยินแล้ว” เย่อวี๋หรานพูด “แต่ถึงจะมาทวงเงิน แค่ดื่มชาจอกเดียวก็คงได้กระมัง? หรือว่ามีคนกินปูนร้อนท้อง ไม่กล้าดื่มชาของข้า?”
นางกล่าวพลางสบตาเฉินต้าซาน
“ผู้ใดกินปูนร้อนท้อง? โจรคือพวกเจ้าชัด ๆ ยังจะกล้าพูดอีกนะ?” เฉินต้าซานรู้สึกเหนือความคาดหมาย
“ทำไมข้าจะไม่กล้าพูด? เป็นพวกเจ้าที่พกอาวุธบุกเข้ามาโวยวายโดยไม่มีเหตุผล เรียกร้องเอาเงินจากข้า” เย่อวี๋หรานชี้พวกเขาสองพี่น้อง รวมถึงสิ่งของในมือภรรยาของพวกเขา แล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เข้าใจเสียแล้ว คนพรรคซานไห่ของพวกเจ้าไม่สนใจกฎเกณฑ์ของยุทธภพขนาดนี้เลยหรือ? ข้าเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกนี่แหละว่า หลังจ่ายค่าเช่าไปแล้วยังต้องถูกกรรโชกทรัพย์อีกด้วย ตอนข้าเพิ่งมาถึงเมืองผู่โซ่ว เสี่ยวเอ่อร์ตัวจากพรรคซานไห่ของพวกเจ้ารับรองกับข้าเองว่า พรรคซานไห่ของพวกเจ้าเคารพกฎเกณฑ์ยุทธภพเป็นที่สุดแล้ว…”
“พวกข้าไม่สนใจกฎเกณฑ์ หรือเป็นพวกเจ้าที่ไม่สนใจกฎเกณฑ์กันแน่?” เฉินต้าซานใช้ท่อนไม้ชี้ไปที่จมูกของเย่อวี๋หรานอย่างโมโห จากนั้นจึงพูดว่า “อาเฉินเห็นว่าครอบครัวพวกเจ้ามีปัญญาชน จึงยกห้องในเรือนพวกข้าให้พวกเจ้าเช่าด้วยความปรารถนาดี แต่เจ้ากลับดีนัก ถึงกับให้ลูกชายทำตัวเป็นโจร ขโมยเงินในบ้านข้า”
“ขโมยเงินของพวกท่าน?” เย่อวี๋หรานประหลาดใจ “หมายความว่าอย่างไร?”
“ก่อนที่พวกเจ้าจะมา เงินในบ้านพวกข้าก็ยังอยู่ดี ปรากฏว่าพอพวกเจ้ามาแล้ว เงินพวกข้ากลับหายไป หากไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วยังจะเป็นใครได้อีก?” เฉินต้าซานพูด “ข้าอยู่ในเมืองผู่โซ่วมานานขนาดนี้ แขวนเนื้อทิ้งไว้ในเรือนจนลืมไปแล้วก็ไม่เคยมีใครขโมย แต่พอพวกเจ้าปรากฏตัวขึ้นเท่านั้น ในบ้านก็มีของหาย เจ้าว่าไม่โทษพวกเจ้าแล้วจะให้โทษใครงั้นเรอะ?”
สีหน้าของเย่อวี๋หรานเปลี่ยนเป็นประหลาดขึ้นมา มองเฉินต้าซานสลับกับเฉินเสี่ยวซาน แล้วมองไปทางเฉินหลิ่งกับเฉินเสิ่นเบื้องหลังพวกเขา “ครอบครัวพวกท่านใครมีอำนาจตัดสินใจ?”
“ก็ต้องเป็นข้าอยู่แล้วสิ ข้า…”
เฉินต้าซานยังพูดไม่จบ เฉินหลิ่งก็กระแอมขึ้นมาเบา ๆ “แค่กแค่ก!”
“ท่านพ่อ!” เฉินต้าซานหันกลับมา เขาไม่เข้าใจเลย เรื่องนี้ให้เขาจัดการก็พอ บิดาของเขาจะเข้ามายุ่งทำไม?
“ครอบครัวพวกข้า ข้าเป็นคนตัดสินใจ ครอบครัวของพวกท่านเล่า?” เย่อวี๋หรานพูดต่อไป “ข้าคิดว่าเรื่องนี้ให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจมาคุยกันจะดีกว่า ข้าบอกว่าพวกท่านมากรรโชกทรัพย์ แต่พวกท่านกลับหาว่าพวกข้าขโมยเงินของพวกท่าน…เรื่องเป็นอย่างไรก็ต้องมาเจรจาให้เข้าใจกันเสียก่อนไม่ใช่หรือ?”
ถึงตอนนั้น จูชีจัดเก้าอี้เสร็จแล้วก็ไปเอาใบชากับกาชงชาออกมาจากในห้อง
คนซื่อบื้อผู้นี้ยังถือมีดเดินออกมาอย่างเปิดเผย “ท่านแม่ ให้ท่านขอรับ!”
“เจ้าเอามีดมาทำไม?” เย่อวี๋หรานประหลาดใจ ชงชาไม่จำเป็นต้องใช้มีด ไม่ได้จะทำอาหารเสียหน่อย
จูชีกะพริบตาปริบ ๆ กล่าวอย่างไร้เดียงสา “ในเวลาแบบนี้ พวกพี่สะใภ้มักจะส่งมีดให้ท่านแม่ไม่ใช่หรือขอรับ?”
เย่อวี๋หรานหลุดยิ้มออกมา “ข้าไม่ได้อยู่ที่บ้านเสียหน่อยจะได้ไปวิวาทกับคนอื่น”
ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่นางก็ยังรับมีดมาอยู่ดี ควงมีดไปมาเหมือนกำลังทดสอบมีดอย่างไรอย่างนั้น
มีดที่มีแค่ตอนหั่นผักจึงจะได้ใช้งานกลับถูกนางควงออกมาได้ไม่นับกระบวนท่า คล่องแคล่วเจนจัดเป็นอย่างยิ่ง
พวกเฉินหลิ่งพ่อลูกใจกระตุกวูบ: ผู้ฝึกยุทธ์รึ?!
ไหนว่าเป็นหญิงจากชนบท เหตุใดจึงกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไปได้เล่า?
เจ้าหนุ่มแซ่เฉินนั่นแนะนำคนแบบไหนมาให้ครอบครัวพวกเขากันแน่?
ควงมีดจบแล้ว เย่อวี๋หรานยังใช้นิ้วหัวแม่โป้งของมืออีกข้างไล้ไปบนคมมีด “คมดีจริง เมื่อวานนี้พี่สามของเจ้าลับมีดงั้นหรือ?”
“ขอรับ ลับไปแล้ว” จูชีตอบตามความจริง “พี่สามเกรงว่าท่านแม่จะใช้ไม่ถนัดมือ จึงตรวจสอบมีดทุกวัน”
ประเด็นสำคัญคือกลัวว่าคนเป็นมารดาจะสุ่มตรวจแล้วตำหนิว่าแม้แต่มีดทำอาหารพวกเขาก็ไม่รู้จักลับเอาไว้
ทำอย่างไรได้ เรื่องที่เย่อวี๋หรานเคยใช้มีดไปรับมือคนอื่นหลายครั้งนั้นทิ้งภาพจำเอาไว้ในจิตใจพวกเขาจนยากจะลืมลง
ไม่ว่าเวลาไหน พวกเขาก็ไม่ลืมเรื่องมีด…มีดลับคมพอหรือยังนะ
“แหะแหะ!” จูชีหัวเราะอย่างโง่งม เกาศีรษะแกรก ๆ พูดว่า “คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้ใช้งานจนได้”
เย่อวี๋หรานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สรุปแล้วนางมีภาพลักษณ์อย่างไรในสายตาลูกชายกันแน่?
เห็นสองแม่ลูกพูดคุยตอบโต้กันประหนึ่งไม่มีคนนอกอยู่ตรงนี้ด้วย พ่อลูกตระกูลเฉินก็เริ่มรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา
เป็นพวกเขาที่ล้อมสองแม่ลูกคู่นี้เอาไว้ชัด ๆ แต่กลับมีความรู้สึกเหมือนทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของอีกฝ่าย
พวกเขาอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
หรือว่าแม่ลูกสกุลจูเป็นบัณฑิตจากชนบทจะเป็นเรื่องเท็จ แท้จริงแล้วเป็นโจรร้ายปลอมตัวมา?
ซวยแล้ว!
ทำไมครอบครัวพวกเขาถึงถูกคนหมายหัวเอาเสียได้?