ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 765 ดื่มน้ำชา
บทที่ 765 ดื่มน้ำชา
ไม่เพียงเท่านี้ คนตระกูลเฉินยังเพิ่งสังเกตว่า พวกเขามาหาเรื่องเรือนหลังนานแล้ว แต่กลับมีแค่สองแม่ลูกสกุลจูที่ออกมารับหน้า แต่ ‘จูซาน’ ที่แลดูฉลาดปราดเปรียวผู้นั้นกลับไม่อยู่ด้วย
นี่มันหมายความว่าอะไร?
หรือพวกเขาสามคนรู้แต่แรกแล้วว่าพวกตนจะพบว่าเงินหายไป จึงให้จูซานไปซ่อนตัว รอจังหวะจู่โจมพวกเขาอย่างทันทีทันใด?
ไม่อาจโทษว่าพ่อลูกตระกูลเฉินคิดมากเกินไป แต่เป็นเพราะคนในยุทธภพล้วนไม่เป็นตัวของตัวเอง
อยู่ในวงการนี้นานเกินไปก็กลัวว่าจะถูกคนวางแผนคิดร้าย
เฉินหลิ่งกับลูกชายทั้งสองสบตากัน รู้ใจกันโดยไม่ต้องพูดออกมา แบ่งงานกันทันที
พวกเขาเคยหารือกันไว้นานแล้ว หากวันหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับครอบครัวจริง ๆ ก็ให้เฉินหลิ่งกับเฉินต้าซานออกหน้าดึงดูดความสนใจของศัตรู ส่วนเฉินเสี่ยวซานคอยหาโอกาสโจมตีจุดอ่อนของศัตรูในชั่วพริบตา
ถ้าไม่อาจโจมตีให้สำเร็จในคราเดียว ก็ให้ภรรยาของพวกเขาพาพวกเด็ก ๆ ในบ้านหนีไป เพื่อรักษาสายเลือดตระกูลเฉินเอาไว้
เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าพวกเขามีแนวทางปฏิบัติในยุทธภพเช่นนี้อยู่ด้วย แต่เพราะนางยื้อเวลาเอาไว้ ความคิดมากมายประดังประเดออกมา
จะชีวิตนี้หรือชีวิตที่แล้ว เย่อวี๋หรานก็ไม่เคยสัมผัส ‘ยุทธภพ’ มาก่อน จึงค่อนข้างแปลกหน้า
ชีวิตที่แล้ว นางเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาในเมืองใหญ่ ขณะที่ชีวิตนี้ สิ่งที่นางได้รับตกทอดมาก็มีเพียงความทรงจำจากตอนเป็นอี๋เหนียง (อนุภรรยา) ในตระกูลใหญ่จนจับพลัดจับผลูมาเป็นหญิงชนบทของเจ้าของร่างเดิมเท่านั้น
นางเล่นกับมีดก็เพื่อเตือนฝ่ายตรงข้ามว่าอย่าคิดว่านางเป็นลูกพลับนิ่ม เข้าใจว่าจะมารังแกคนสกุลจูได้ง่าย ๆ
แต่นางคิดไม่ถึงว่าพอนางแสดงออกไปอย่างนั้น การตอบสนองของคนตระกูลเฉินกลับอยู่เหนือความคาดหมายเช่นนี้…ต่างจากที่นางคิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง คล้ายว่ามีตรงไหนไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่ถูกต้องตรงไหน
สิ่งที่ทำให้คนปวดหัวกว่านั้นก็คือ ทั้งที่นางรู้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่กลับไม่สามารถแสดงออกมาได้ ไม่อย่างนั้นสภาวะ ‘ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของนาง’ ที่เพียรสร้างขึ้นมาก็จะสูญเปล่าแล้ว
ทั้งที่รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็จำต้องแสดงต่อไป
เย่อวี๋หรานได้แต่ฝืนยิ้มให้เฉินหลิ่งอย่างไม่มีทางเลือก “น้ำร้อนมีแล้ว น้ำชาก็มีแล้ว พวกเรานั่งลงดื่มชาไปพลางคุยกันไปพลางเป็นอย่างไร?”
“ดี เช่นนั้นก็รบกวนจูต้าเหนียงแล้ว” เฉินหลิ่งอยากหยั่งเชิงภูมิหลังของเย่อวี๋หรานเช่นกันจึงตอบรับ
เย่อวี๋หรานเห็นเขาตกลงแล้วจึงเชิญอีกฝ่ายนั่งลง วางมีดลงบนโต๊ะตรงหน้าตัวเอง แล้วเริ่มชงชาด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย
ระหว่างนั้น เฉินเสิ่น สะใภ้ใหญ่เฉิน และสะใภ้รองเฉินล้วนตะลึงกันถ้วนหน้า :
ช้าก่อน พวกเรามาหาเรื่องไม่ใช่หรือ ไม่ใช่สิ มาทวงเงินต่างหาก!
เห็นได้ชัดว่าพวกนางสามคนคิดอ่านไม่ทันพวกเฉินหลิ่งสามพ่อลูก ไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าเลยสักนิด
แต่เฉินเสิ่นเห็นลูกชายสองคนไม่ได้ร่ำร้องจะเอาเรื่องคนอีกก็รู้สึกโล่งอก
นางทราบดีแก่ใจว่าเงินพวกนั้นหายไปไหน ย่อมไม่หวังให้พวกลูกชายไปทะเลาะวิวาทกับคนสกุลจู
ดีที่สุดคือสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้คนสกุลจูได้ และสามารถรักษาความลับของนางเอาไว้ได้ จบลงอย่างสวยงามกันทั้งสองฝ่าย
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองตระกูลเฉินไม่ได้คิดมากขนาดนั้น ในความคิดของพวกนาง ไม่ว่าเงินจำนวนนั้นจะหายไปไหน ขอเพียงสามีของพวกตนสามารถรับมือได้ ผู้หญิงอย่างพวกนางแค่ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก็พอแล้ว
ส่วนว่าเงินนั้นจะทวงคืนมาได้หรือไม่ พวกนางไม่กังวลเลยสักนิด อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นเขตอิทธิพลของพรรคซานไห่ สามีของพวกนางยังพอมีสิทธิ์มีเสียงในพรรคซานไห่อยู่บ้าง
ครั้งนี้ เย่อวี๋หรานชงชาอย่างตั้งอกตั้งใจเต็มที่ กระทั่งแลดูอวดข่มอยู่บ้าง
นางพูดถึงเรื่องจากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม บอกว่าเมื่อก่อนตนเองเคยรับใช้ตระกูลใหญ่ ในตระกูลใหญ่แบบนั้นมีกฎระเบียบมากมาย นางจึงได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง ยกตัวอย่างเช่นการชงชา ชงชาชนิดไหนใช้น้ำประเภทใด ต้มน้ำนานเท่าไหร่ ใช้กาอะไร ใช้วิธีชงแบบไหน…
รายละเอียดยิบย่อยทั้งยังพิถีพิถัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าความพิถีพิถันนั้นก็มีเหตุผล เพราะชาที่ดีอย่างแท้จริงนั้นได้มาจากความพิถีพิถันนั่นเอง
เมื่อการแสดงสิ้นสุดลงแล้ว นางก็เทชาแจกจ่ายทุกคน ยิ้มแย้มเชื้อเชิญอีกฝ่ายลิ้มรสชา
แต่คนตระกูลเฉินดื่มชาเป็นเสียที่ไหน แม้ลูกสาวของตระกูลเฉินจะได้แต่งเข้าตระกูลซ่งซึ่งถือเป็นตระกูลใหญ่ แต่ในปีนั้นเฉินหลิ่งก็เป็นเพียงครูสอนศิลปะป้องกันตัว เป็นคนหยาบกระด้างคนหนึ่ง ลูกสาวที่อบรมมาก็มีนิสัยเหมือนกับเขา
แต่ละคนถือถ้วยชาขนาดเท่าจอกเหล้าใบเล็ก ลำบากใจกันถ้วนหน้า ‘ดื่มไม่เป็น ทำอย่างไรดี?’
เย่อวี๋หรานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มพลางมองพวกเขา พยักหน้าน้อย ๆ เป็นเชิงบอกให้พวกเขาดื่มชา
เฉินต้าซานกับเฉินเสี่ยวซานใช้หางตาเหลือบมองบิดาของตนเอง
เฉินหลิ่งสัมผัสได้ว่าหนังศีรษะตึงเปรี๊ยะ แต่ก็ต้องฝืนเดินหน้าอย่างไร้ทางเลือก…ยกจอกชาขึ้นมาซดรวดเดียวเหมือนกรอกสุรา
เฉินต้าซานกับเฉินเสี่ยวซานเห็นบิดาดื่มด้วยท่าทางเช่นนั้นก็เลียนแบบตาม ยกชาขึ้นดื่มจนหมด
แล้วดูดปากดังแจ๊บ ๆ ไม่รู้สึกว่ารสชาตินั้นมีอะไรพิเศษตรงไหน
น้ำเดือดที่เตรียมไว้สำหรับลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว ใบชาธรรมดา ทั้งยังใช้กาน้ำชาธรรมดา คิดจะชงให้ได้ชากลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร?
เย่อวี๋หรานตระหนักดีแต่แรก แต่นางไม่ได้แสดงท่าทางร้อนตัวออกมาแม้แต่น้อย แต่ประคองถ้วยชาขึ้นมาด้วยท่าทางสง่างาม ดมกลิ่นชา เอ่ยชมเล็กน้อย จากนั้นก็จิบชาช้า ๆ ตามด้วยคำชมอีกหลายประโยค
จูชีที่อยู่ข้าง ๆ ก็มีท่าทางคล้ายคลึงกัน ท่าทางดื่มด่ำผ่อนคลายประหนึ่งคุณชายสูงศักดิ์ชิมชาเลิศรส
เช่นเดียวกับเย่อวี๋หราน ยามดมกลิ่นและลิ้มรสล้วนเอ่ยคำชมออกมา
ทั้งที่เป็นของธรรมดา แต่กลับถูกสองแม่ลูกชมเชยเสียจนกลายเป็นของดีที่แลดูสง่างาม สูงส่ง ผ่าเผย ไม่สามัญไปเสียได้
คนตระกูลเฉินมีความรู้สึกเหมือนกำลังถูกข่มขวัญ
อะไรกัน ชาชั้นเลิศงั้นรึ?!
สวรรค์ ไม่เสียทีที่เป็นปัญญาชน ต่างจากพวกเราลิบลับ!
เอ้อ น่าอายจริง!
ยกที่สอง เย่อวี๋หรานปะทะคนตระกูลเฉิน เย่อวี๋หรานเป็นฝ่ายชนะ
เย่อวี๋หรานวางถ้วยชาลงแล้วค่อยกล่าวกับเฉินหลิ่งเนิบช้าว่า “เมื่อครู่พวกท่านพูดว่ามาทวงเงิน ข้าขอถามได้หรือไม่ พี่ใหญ่เฉิน พวกท่านทำเงินหายจริงหรือหายปลอมกันแน่?”
น้ำเสียงเนิบนาบประหนึ่งกำลังพูดว่า ‘วันนี้อากาศดีจริง’
“จูต้าเหนียง หมายความว่าอย่างไร?” เฉินหลิ่งจับจ้องนางพลางพูดว่า “เงินหายไปจะมีหายจริงหายปลอมได้อย่างไร หายก็คือหาย ไม่หายก็คือไม่หาย”
“นั่นกลับไม่แน่” เย่อวี๋หรานยกยิ้มมุมปาก “ตอนที่พวกข้าย้ายเข้ามาอยู่ อาเฉินก็แนะนำว่าพวกท่านไว้ใจได้ เป็นพี่น้องของเขา…สรุปได้ว่ามีแต่คำพูดน่าฟังทั้งนั้น”
“วันหน้าเจ้าเจ็ดบ้านข้าจะต้องสอบเคอจวี่ ย่อมให้ความสำคัญกับชื่อเสียง ข้าจึงต้องถามให้ละเอียด ตอนนั้นอาเฉินก็รับประกันกับข้าว่า เขาจะต้องแนะนำคนที่เชื่อใจได้ให้ข้าแน่นอน”
“แต่ประหลาดแท้ ๆ เขาบอกว่าเป็นคนที่ไว้ใจได้ชัด ๆ แต่พวกข้าเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้สามวันก็มีคนถืออาวุธบุกเข้ามาหาในตอนเช้าที่เจ้าสามบ้านข้าไม่อยู่ ร่ำร้องจะเอาเรื่องเด็กกับคนแก่ที่มีกันแค่สองคน บังคับให้พวกข้าส่งเงินออกไป…”
……
กล่าวถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานก็มองตอบเฉินหลิ่งแล้วเอ่ยว่า “ท่านว่าถ้าท่านต้องพบกับสถานการณ์เช่นนี้ ท่านจะคิดอย่างไรกันเล่า?”