ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 768 ความแตกต่าง
บทที่ 768 ความแตกต่าง
“ขอโทษสิ ได้ยินไหม?”
“ข้าบอกให้เจ้าขอโทษ!”
“ข้าบอกให้เจ้าพูด ไม่ได้ยินเรอะ!”
……
เฉินต้าซานแผดเสียงกร้าวขณะกดศีรษะของสะใภ้ใหญ่เฉินให้โขกลงบนพื้นหินครั้งแล้วครั้งเล่า
สะใภ้ใหญ่เฉินยิ่งไม่พูด เขาก็ยิ่งเดือดดาล ลงมือรุนแรงกว่าเดิม
ภาพที่เห็นทำให้เย่อวี๋หรานรู้สึกอึดอัด
สวรรค์ ถึงกับตีภรรยาเลยหรือนี่?!
ผู้ชายตระกูลเฉินไม่เป็นลูกผู้ชายเกินไปแล้ว ตบตีภรรยาตัวเองต่อหน้าคนมากมาย ทั้งยังลงมือหนักขนาดนี้ ยังเป็นคนอยู่ไหม?
นางสูดลมหายใจเข้าลึก หยิบมีดบนโต๊ะขึ้นมา พูดขึ้นเสียงดังว่า “พอได้แล้ว!”
คนทั้งหมดมองมา นางเงื้อแขนขึ้นฟันมีดลงไปบนโต๊ะอย่างหนักหน่วง
“ผู้ชายตีผู้หญิงนับว่าเก่งกาจนักหรือไร? แม่ตัวเองเจ้าก็กตัญญูเองสิ ถ้าแม้แต่เจ้ายังไม่รู้ว่าควรแสดงความกตัญญูต่อแม่ตัวเองอย่างไร แล้วมีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้องให้เมียเจ้ากตัญญู?”
“แม่เจ้าคลอดเมียเจ้าออกมา หรือเลี้ยงเมียเจ้ามางั้นเรอะ? หา?”
“คนที่ทั้งคลอดและเลี้ยงดูเมียเจ้ามาคือแม่ยายของเจ้าต่างหาก แม่ยายเจ้ายังทำใจตีลูกสาวไม่ได้ เจ้ามาตบตีเมียเจ้าแบบนี้ หมายความว่าอย่างไร?”
“ก็แค่อาศัยว่าเมียเจ้าเป็นผู้หญิง สู้เจ้าไม่ได้ รังแกคนอ่อนแอกว่าไม่ใช่เรอะ?”
……
เย่อวี๋หรานปรามาสเฉินต้าซานขนานใหญ่
นางรังเกียจผู้ชายที่ลงไม้ลงมือเหมือนไม่เห็นว่าผู้หญิงเป็นคนพรรค์นี้ที่สุดแล้ว
ถ้าผู้หญิงไม่ใช่คน แล้วผู้ชายที่หลับนอนกับผู้หญิงคนนั้นเป็นตัวอะไร? ลูกที่เขากับผู้หญิงคนนั้นให้กำเนิดมานับเป็นอะไร พันทางอย่างนั้นรึ?
ด่าเฉินต้าซานเสร็จ นางก็หันไปด่าสะใภ้ใหญ่เฉิน “ปกติเจ้าพูดเก่งนักไม่ใช่เรอะ โดนสามีตัวเองตบทีเดียว เจ้าก็ใบ้กินแล้ว?”
“ปากเจ้าเล่า มือเจ้าเล่า? เจ้าเป็นเดรัจฉานหรือไร ถึงปล่อยให้ผู้ชายคนหนึ่งตีเจ้าฝ่ายเดียวแบบนี้?”
“เขาเป็นพ่อเจ้าหรือว่าเป็นแม่เจ้า ให้กำเนิดเจ้ามาหรือว่าเลี้ยงดูเจ้ามากันเล่า? พ่อแม่เจ้ายังไม่เคยตีเจ้าแบบนี้ อาศัยอะไรปล่อยให้ผู้ชายคนหนึ่งมาตีเจ้าแบบนี้? เจ้าเกิดมาเพื่อรองรับมือเท้าคนอื่นงั้นรึ?”
“เขาไม่เห็นเจ้าเป็นคน เจ้าก็ไม่เห็นตัวเองเป็นคน? ทำไมเจ้าโง่บัดซบเช่นนี้…”
……
เฉินต้าซานถูกด่าจนอึ้ง สะใภ้ใหญ่เฉินเองก็ถูกด่าจนอึ้งไปเช่นกัน
เฉินต้าซาน: ข้าตีเมียตัวเอง เกี่ยวอันใดกับเจ้าไม่ทราบ?
สะใภ้ใหญ่เฉิน: ข้าถูกตี ท่านไม่เวทนาข้า แต่กลับมาด่าข้าเนี่ยนะ?
ด่าไปด่ามา เย่อวี๋หรานก็รู้สึกเหมือนกำลังสีซอให้ควายฟัง โทสะคุกรุ่นเต็มท้อง
นางกล่าวอย่างโมโห “พวกเจ้าไร้หนทางเยียวยาแล้ว! ข้าช่างโง่จริง ๆ ถึงคิดว่าจะอธิบายอะไรให้พวกเจ้าเข้าใจได้ ข้ามันโง่บัดซบจริง ๆ!”
คนตระกูลเฉิน “…”
ก็โง่บัดซบน่ะสิ พิลึกคน!
จูชี “…”
ท่านแม่เหมือนจะโมโหจนเสียสติไปแล้ว!
ที่แท้ ท่านแม่ไม่ชอบให้ผู้ชายตบตีผู้หญิงจริง ๆ อืม ข้าจะจำเอาไว้
จูซานเพิ่งกลับมาจากข้างนอกก็ได้เห็นภาพเช่นนี้เอง
เขายังถอยหลังไปหลายก้าวจนถึงประตูตรงท้ายเรือนเพื่อตรวจสอบดูว่าตนเองมาผิดที่หรือไม่
ไม่ผิดนี่นา นี่คือเรือนพักที่ครอบครัวข้าเช่าอยู่!
ไม่มีใครให้ความร่วมมือ เย่อวี๋หรานก็ไม่มีแก่ใจจะด่าต่อไป นางสูดหายใจเข้าลึก “ฮู่ว…ฮู่ว…ฮู่ว…”
ทรวงอกขยับขึ้นลง แต่กลับไม่อาจข่มโทสะเต็มท้องลงไปได้
โมโหที่อีกฝ่ายเคราะห์ร้าย ยิ่งโมโหที่อีกฝ่ายไม่สู้กลับมากกว่า
นางทราบว่านี่คือโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ทราบว่านี่เป็นข้อจำกัดของยุคสมัย แต่เมื่อเรื่องมาเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตานาง นางถึงเพิ่งตระหนักว่าตนเองรับไม่ได้ถึงเพียงนี้
สามีตบตีภรรยาถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ฝ่ายหญิงยังไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอันใดไม่ถูกต้อง นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าปานไหนกัน?
นางสบสายตาที่มองมาของสะใภ้ใหญ่เฉิน แล้วหันไปมองแววตาว่างเปล่าของเฉินเสิ่นและสะใภ้รองเฉิน ส่วนลึกในใจพลันรู้สึกอ้างว้างหม่นหมอง
“ท่านแม่ อย่าโมโหไปเลยขอรับ ท่านดื่มน้ำสักจอก จะได้เย็นลง…” ในฐานะลูกกตัญญู จูซานจะทนมองมารดาตัวเองโมโหโดยไม่สนใจเลยได้อย่างไร เขารีบเดินเข้ามาหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะเทใส่จอก เกลี้ยกล่อมให้นางดื่มชาพลางช่วยลูบหลังให้
พร้อมกันนั้น หางตาของเขาก็แลเห็นมีดที่ปักคาอยู่บนโต๊ะ
ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มารดาถึงโมโหขนาดนี้?
ดูมีดสิ ปักลึกขนาดนั้น ตอนฟันลงไปต้องออกแรงมากแค่ไหนกัน
“เจ้าสาม เจ้ากลับมาแล้ว” ขอบตาของเย่อวี๋หรานรื้นน้ำ รับจอกชามาดื่ม
น่าเสียดายที่ใจกตัญญูของจูซานไม่อาจสลายความหนาวเหน็บในใจนางไปได้
จวบจนยามนี้ นางค่อยตระหนักได้ว่า การคิดจะหลอมรวมเข้ากับยุคสมัยนี้ สำหรับนางแล้วยากเย็นเพียงใด
ทั้งที่นางยอมรับลูกชายทั้งหลายของสกุลจูแล้ว ทั้งยังเต็มใจแบกรับภาระช่วยพวกเขาสร้างเนื้อสร้างตัว แต่บางสิ่งบางอย่างถึงที่สุดแล้วก็ไม่เหมือนกัน
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมอันใหญ่หลวงและความเข้าใจที่ไม่มีวันมาบรรจบกันได้ก็เหมือนช่องว่างที่มองไม่เห็น ขีดคั่นระหว่างนางกับยุคสมัยนี้ไปตลอดกาล มักจะกระโดดออกมาเตือนสติในยามที่นางไม่ได้ตั้งตัวว่า…เจ้าไม่ใช่คนยุคนี้ เจ้าต่างจากพวกเขา
ความล้าหลัง ความเขลา และศักดินา สิ่งที่นางอยากมองข้ามไปเหล่านี้ก็เหมือนกับต้นฝอยทองที่ยืดหยุ่นต้นแล้วต้นเล่า แลดูเปราะบาง ทว่าแสนจะยืดหยุ่น ยากจะตัดขาด
ร่างติดหล่มในปลักโคลน จะปล่อยให้โคลนนั้นแปดเปื้อนตนเอง หรือจะสลัดร่างไปมา เอาอย่างบัวที่เกิดแต่ตมหากไม่เปื้อนโคลน ทำตนเองให้บริสุทธิ์ไร้มลทิน หรือจะยอมหลั่งเลือดเพื่ออุดมการณ์ที่ยึดมั่นโดยไม่เอียงเอน ใช้กำลังอันน้อยนิดของตนไปจุดตะเกียงแห่งปัญญานั้นกันเล่า?
จูซานมองไม่ออกว่ามารดาคิดอะไรอยู่ แต่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ยุ่งเหยิงของมารดา เขากล่าวว่า “ขอรับ ข้ากลับมาแล้ว ท่านแม่”
“ส่งเทียบขอพบหรือยัง?”
“ส่งแล้วขอรับ ตอนข้าไป พอทางนั้นได้ยินว่าเป็นเทียบขอพบของน้องเจ็ดก็เชิญข้าไปนั่งรอที่โถงรับแขก บอกว่าคุณชายเยี่ยนกำชับเอาไว้แล้ว ถ้าได้รับเทียบขอพบของน้องเจ็ดจะต้องไปรายงานเขาทันที…” จูซานเล่าให้ฟังอย่างใจเย็นว่าคนของตระกูลเยี่ยนต้อนรับขับสู้เขาอย่างไร ตอนได้พบคุณชายเยี่ยนได้พูดคุยอะไรกันไปบ้าง
หากมิใช่เพราะเช้าวันนี้คุณชายเยี่ยนมีนัดแล้ว ไม่อาจเลื่อนได้ เขาก็อยากตรงมาพร้อมกันกับจูซานเสียตอนนั้น
เพราะไม่อาจทำเช่นนั้น เขายังแสดงความเสียดายซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกให้จูซานขออภัยต่อจูชีแทนเขา แล้วบอกให้จูชีมาตามนัดหมาย ส่วนเขาจะรีบกลับมาพบกันที่จวนโดยเร็ว
“คุณชายเยี่ยนคงอยากพบน้องเจ็ดมาก”
ได้ยินเขากล่าวเช่นนั้น เย่อวี๋หรานก็ยิ้มบาง ๆ ออกมา “ดูจากที่คุณชายเยี่ยนมักจะเขียนจดหมายถึงเจ้าเจ็ดทุกสามวันห้าวัน เขาน่าจะชอบเจ้าเจ็ดจริง ๆ”
จูชียิ้มออกมา พูดขึ้นจากข้าง ๆ ว่า “ท่านแม่ ข้าก็ชอบคุณชายเยี่ยนเหมือนกันขอรับ”
“รู้แล้ว เจ้าขยันตอบจดหมายเขาขนาดนั้น แทบจะส่งของดีในบ้านไปให้เขาหมดแล้ว” เย่อวี๋หรานพูดเย้า “รีบขนของที่เจ้าซุกไว้ใต้เตียงออกมาเถอะ จะได้เอาไปให้เขาเสียเลย ซ่อนไว้นานกว่านี้ ถ้าลืมแล้วถูกหนูแทะก็น่าเสียดายกันพอดี”
“ท่านแม่ ท่านรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ?” จูชีละเหี่ยใจ เพราะเขาคิดไม่ถึงเลยว่าตนเองซ่อนสิ่งของเอาไว้ดีขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังถูกมารดาพบเข้าจนได้