ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 769 ไม่เชื่อก็ไปแจ้งความเถอะ
บทที่ 769 ไม่เชื่อก็ไปแจ้งความเถอะ
เย่อวี๋หรานแสร้งทำท่าทอดถอนใจ “ข้าก็ไม่ได้อยากรู้หรอก แต่คนบางคนเอาแต่มาลูบ ๆ คลำ ๆ ขอบเตียง ข้าอยากจะไม่รู้ก็ยากแล้ว”
ช่วยไม่ได้นี่นา ผู้ใดใช้ให้จูชีซ่อนสิ่งของได้โจ่งแจ้งขนาดนั้น นางอยากแสร้งทำเป็นไม่เห็นก็ยังยาก
เห็นท่าทางโง่งมของเขาแล้ว เย่อวี๋หรานก็กลุ้มใจแทน
ท่าทางอย่างนั้น ต่อไปเขาจะซ่อนเงินส่วนตัวได้อย่างไร?
เฮ้อ!
เห็นทีวันหน้านางคงต้องหาภรรยาที่ใจกว้างให้เขาสักคน ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่มีแม้แต่เงินจะใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว
หยอกเย้าจูชีเสร็จ เย่อวี๋หรานก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
นางคิดว่านางยังมีเวลา สามารถค่อย ๆ ตัดสินใจได้ ทุกเรื่องราวย่อมมีทางออก ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นอาจพบคำตอบเองก็เป็นได้
สายตาเย่อวี๋หรานมองกลับไปทางคนตระกูลเฉินอีกครั้ง “เอาล่ะ โวยวายก็โวยวายไปแล้ว ตีกันก็ตีไปแล้ว เงินของพวกท่านหายไปจริงหรือไม่ ข้าก็ไม่อยากยุ่งแล้ว ในเมื่อพวกท่านคิดว่าพวกข้าขโมย เช่นนั้นก็ไปแจ้งความกับทางการเถอะ”
คนตระกูลเฉินตะลึง
อะไรนะ แจ้งความ?!
พวกเขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ถึงเลยว่าจูต้าเหนียงจะบอกให้พวกเขาไปแจ้งความ
นางไม่รู้หรือว่าขุนนางมีสองปาก พูดอย่างไรล้วนชอบด้วยเหตุผล ใครไปแจ้งความก็ต้องยอมถลกหนังทิ้งไปก่อนครึ่งแผ่น
“ท่านบ้าไปแล้วรึ ถึงจะให้พวกข้าไปแจ้งความ?!” สะใภ้ใหญ่เฉินร้องเสียงแหลม ชี้นิ้วมาทางเย่อวี๋หรานด้วยท่าทางไม่อยากเชื่อ
“ทำไมรึ มีปัญหาตรงไหน?” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “ลูกชายข้าเป็นปัญญาชน มีตำแหน่งติดตัว ใครหน้าไหนก็มาใส่ร้ายไม่ได้ พวกท่านบอกว่าเงินหายไป กล้าสาดน้ำโคลนใส่พวกข้า หาว่าพวกข้าขโมยเงิน ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปพบกันบนชั้นศาล ให้ใต้เท้านายอำเภอเป็นคนตัดสินก็แล้วกัน”
“ฮ่า! เจ้าคิดว่าพวกข้ากลัวเจ้างั้นเรอะ?” เฉินต้าซานยกมือกดตัวสะใภ้ใหญ่เฉินที่คิดจะพูดอะไรเอาไว้ มองเย่อวี๋หรานพลางกล่าวอย่างเย็นชา “ที่นี่คือเมืองผู่โซ่ว เจ้าคิดว่าลูกชายเจ้าที่เป็นแค่ซิ่วไฉตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก็สามารถอวดบารมีข่มได้แล้วใช่ไหม?”
“ข้าเพียงเชื่อว่าคนยืนตรงไม่กลัวเงาคด ไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำ ใครจะวางแผนใส่ร้ายอย่างไรก็อย่าหวังเลยว่าจะสามารถสาดน้ำโคลนมาใส่สกุลจูของพวกข้าได้”
“ใครวางแผนใส่ร้าย? เจ้าคิดเอาเองเถอะว่าพอพวกเจ้าย้ายเข้ามา เงินในบ้านพวกข้าก็หายไป เรื่องนี้จะบังเอิญเกินไปแล้วกระมัง?”
“ความจริงก็คือ ไม่ว่าพวกท่านจะทำเงินหายจริงหรือหายปลอมก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพวกข้า” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าไม่ยี่หระ “ร้อยตำลึงเท่านั้นเอง ก็แค่ค่ายาของหลานชายข้ากระปุกเดียว พวกข้าไม่ได้มีสายตาแคบสั้นถึงขั้นนั้น จะได้ยอมทิ้งตำแหน่งของเจ้าเจ็ดเพื่อเงินค่ายาหนึ่งกระปุก” นางกล่าวอย่างชอบด้วยเหตุผล
“ค่ายากระปุกเดียว? ท่านโอ้อวดเกินจริงกระมัง?” อย่าว่าแต่เฉินเสิ่นไม่เชื่อ กระทั่งสะใภ้รองเฉินก็ไม่เชื่อเช่นกัน
ถ้าคนสกุลจูรวยจริงแล้วเหตุใดต้องมาเช่าเรือนของพวกตนด้วย ไปเช่าที่ที่ดีกว่านี้ มิดีกว่าหรือ?
เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างเย็นชา “ยาทาบัวหิมะของโรงหมอไป่เย่าถัง พวกท่านคิดว่าราคาเท่าไหร่กันเล่า?”
เฉินเสิ่น สะใภ้ใหญ่ และสะใภ้รองเฉินล้วนสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
‘ยาทาบัวหิมะ’ ของโรงหมอไป่เย่าถัง พวกเขาย่อมเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง คราวก่อนลูกสาวที่กำลังจะออกเรือนของเพื่อนบ้านศีรษะฟาดธรณีประตูก็ซื้อมาหนึ่งกระปุก
เงินกว่าร้อยตำลึงนั้นทำให้ครอบครัวพวกเขาปวดใจแทบตาย
แต่จะไม่ซื้อก็ไม่ได้ ลูกสาวถึงวัยออกเรือนแล้ว แต่กลับมามีแผลเป็นบนใบหน้า แล้วจะดูตัวอย่างไร?
ตราบใดที่ยังมีตัวเลือก ใครจะเลือกเด็กสาวที่มีแผลเป็นบนใบหน้า ที่บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยเงินทองจนคนอื่นต้องดั้นด้นมาสู่ขอให้ได้เสียหน่อย
“ท่านก็ตัดใจได้ลงนะ ก็แค่กระแทกนิดหน่อย ทั้งยังเป็นเด็กผู้ชาย ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ยาทาบัวหิมะเลยนี่นา?” เฉินเสิ่นพูด
“ต้องใช้สิ ทั้งยังใช้ต่อเนื่องหลายเดือนเพื่อให้แน่ใจว่าหลานชายคนโตของข้าจะไม่เป็นแผลเป็น” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถ้าเขามีแผลเป็นแล้ววันหน้าจะสอบรับราชการอย่างไร? อาเล็กของพวกเขาสอบเป็นซิ่วไฉได้ ถึงเขาไม่อาจทำได้ดีกว่าเจ้าเจ็ด แต่ก็ไม่มีทางด้อยกว่าเจ้าเจ็ดแน่นอน”
เย่อวี๋หรานกล่าวคำเขื่องนัก เสมือนว่า ‘ซิ่วไฉ’ เป็นด่านที่ทุกคนต้องก้าวข้าม มีแต่ก้าวผ่านไปได้จึงจะเรียกว่า ‘คน’ หากไม่ผ่านก็ไม่ใช่แล้ว
เฉินเสิ่นเบิกตามองอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ท่านคิดว่าบ้านพวกท่านแจกตำแหน่งซิ่วไฉหรือไร แค่คิดจะสอบก็สอบผ่านได้แล้ว?”
“สอบผ่านหรือไม่ผ่านเป็นเรื่องของพวกข้า ไม่จำเป็นต้องให้ท่านมากังวลใจ ข้าแค่อยากถามว่า ด้วยฐานะครอบครัวของพวกข้า พวกท่านคิดว่าพวกข้าจะโลภมากอยากได้เงินร้อยตำลึงของพวกท่านด้วยหรือ?” เย่อวี๋หรานถามเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ
ทันใดนั้น เฉินหลิ่งพลันลังเลขึ้นมา ‘หรือจูต้าเหนียงจะพูดจริง เงินที่หายไปของพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับสกุลจู?’
คิดตามแล้วก็เห็นด้วย หากสิ่งที่จูต้าเหนียงพูดมาเป็นความจริง นางก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องละโมบเงินร้อยตำลึงของพวกเขา
แต่ถ้าคนสกุลจูไม่ได้ขโมย แล้วใครขโมยเงินของพวกเขาไปกันเล่า?
เฉินต้าซานก็สับสนเช่นกัน ถ้าคนสกุลจูไม่ได้ขโมยไป แล้วเงินของพวกเขาหายไปไหน?
เขาจะไปทวงเงินจากใคร?
เฉินต้าซานย่อมไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น จึงรีบโพล่งขึ้นมาว่า “เฮอะ! ใครบ้างโม้ไม่เป็น? ผู้ใดจะไปรู้ว่าเงินของพวกเจ้ามาจากไหน ไม่แน่ว่าอาจไปฉกฉวยของคนอื่นมาก็เป็นได้”
เย่อวี๋หรานหน้าบึ้ง คร้านจะต่อความยาวกับผู้ชายคนนี้ จึงหันไปกล่าวกับเฉินหลิ่งโดยตรง
“ครอบครัวพวกท่านใครมีอำนาจตัดสินใจกันแน่? ถ้าท่านไม่มีอำนาจตัดสินใจก็ให้คนมีอำนาจตัดสินใจมาพูดกับข้า ตอนข้าพูดจา ท่านเห็นเจ้าสามกับเจ้าเจ็ดบ้านข้าสอดปากขึ้นมาบ้างไหม?”
วาจานี้กล่าวอย่างเผ็ดร้อนยิ่งนัก ขาดก็แต่พูดออกมาตรง ๆ ว่าเฉินหลิ่งเป็นหัวหลักหัวตอแล้ว
ทั้งที่บอกว่าเขาเป็นคนมีอำนาจตัดสินใจ แต่ลูกชายของเขากลับเอาแต่โพล่งขึ้นมาระหว่างที่เจรจากันอยู่ ตัดสินใจแทนเขา แบบนี้ยังเรียกว่า ‘มีอำนาจตัดสินใจ’ อีกหรือ?
เฉินหลิ่งมีสีหน้าปั้นยาก ตวาดว่า “ต้าซาน!”
เฉินต้าซานที่ยังคิดจะออกปากไม่ยินยอม แต่เมื่อเห็นสายตาราวคมมีดที่มองมาของบิดา เขาจึงไม่พูดอะไรออกมาอีก
อย่าเห็นว่าบิดาของเขาขาเป๋ไปแล้ว แต่ถ้าคิดจะสั่งสอนเขาขึ้นมาจริง ๆ เขายังจะหนีไปได้อีกงั้นรึ?
ถ้าวิ่งหนีก็เท่ากับอกตัญญู
แต่ถ้าไม่หนี บิดาของเขาก็ฝึกศิลปะการต่อสู้มาก่อน มีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไป หากนำมาใช้กับเขาก็ยากจะรับได้จริง ๆ
ความทรงจำสมัยเด็กทะลักออกมา เฉินต้าซานจำต้องก้มศีรษะที่หยิ่งผยองลงไปอย่างอัดอั้นตันใจ
เฉินหลิ่งมองมาทางเย่อวี๋หราน เขากล่าวว่า “ท่านวางใจได้ ตอนนี้ในบ้านนี้ข้ายังมีอำนาจตัดสินใจอยู่”
“เช่นนั้นก็ดี พูดกันมาถึงตอนนี้แล้ว ท่านก็ว่ามาเองเถอะ ฝ่ายพวกท่านต้องการจะทำอย่างไรกันแน่?” เย่อวี๋หรานกล่าว “พวกท่านบอกว่าเงินหายไป สงสัยว่าพวกข้าขโมย พวกข้าเข้าใจได้ แต่พวกข้าก็บอกไปแล้วว่าเงินพวกท่านจะหายไปจริงหรือไม่ล้วนไม่เกี่ยวอันใดกับพวกข้า ถ้าไม่เชื่อก็ไปแจ้งความ”
“พวกท่านแน่ใจนะว่าจะให้แจ้งความ? ประตูใหญ่ของศาลาว่าการไม่ได้จะเข้าไปง่าย ๆ ท่านเพิ่งมาถึงเมืองผู่โซ่วอาจยังไม่ทราบว่าถ้าจะแจ้งความที่นี่ต้องยอมจ่ายเงินและถูกโบยเสียก่อน”
“งั้นหรือ? ข้าไม่รู้จริง ๆ นั่นแหละ แต่เจ้าเจ็ดบ้านข้าเป็นซิ่วไฉ ข้าคิดว่าเขาคงไม่ต้องถูกโบยหรอกกระมัง? ส่วนเงิน…” เย่อวี๋หรานจ้องตาเฉินหลิ่งพลางเอ่ยว่า “ในเมื่อพวกท่านใส่ร้ายว่าพวกข้าขโมยเงิน ทำให้พวกข้าต้องขึ้นโรงขึ้นศาล พวกท่านก็ย่อมต้องเป็นฝ่ายออกเงินอยู่แล้ว”