ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 770 สงสัย
บทที่ 770 สงสัย
“อาศัยอะไร?” เฉินต้าซานได้ยินอย่างนั้นก็โพล่งขึ้นมาอย่างอดไม่ไหว “พวกเจ้าขโมยเงินพวกข้าไป ยังจะให้พวกข้าจ่ายค่าขึ้นศาลอีก อาศัยอะไร?”
เย่อวี๋หรานไม่สนใจเขา เพียงเลิกคิ้วใส่เฉินหลิ่ง คล้ายกำลังพูดว่า ‘ท่านเป็นคนมีอำนาจตัดสินใจไม่ใช่หรือ?’
เฉินหลิ่งมีสีหน้าบิดเบี้ยว ตวาดว่า “ต้าซาน!”
เฉินต้าซานไม่ยอม “ท่านพ่อ ท่านก็ได้ยินนี่ว่านางพูดอะไรออกมา…”
“เจ้ามีอำนาจตัดสินใจ หรือข้ามีอำนาจตัดสินใจ?”
“เป็นท่านพ่อ…”
……
เฉินต้าซานเห็นบิดาไม่พูดตอบตนเองก็ได้แต่ถอยกลับไปอย่างคับข้องใจ
เฉินหลิ่งหันกลับมาทางเย่อวี๋หรานอีกครั้ง แล้วกล่าวว่า “คนที่บอกให้ไปแจ้งความคือพวกท่าน แต่กลับจะให้พวกข้าออกเงิน นี่ไม่เกินไปหน่อยหรือ?”
“เกินไป?” เย่อวี๋หรานกล่าวเหมือนเพิ่งได้ยินเรื่องน่าหัวเราะที่สุดในใต้หล้า “ถ้าพวกท่านไม่ได้ยืนกรานใส่ร้ายพวกข้า บอกว่าพวกข้าขโมยเงินของพวกท่าน พวกข้ายังจะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอีกหรือ? ในเมื่อต้องขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพวกข้า เงินที่ขึ้นศาลก็สมควรเป็นพวกท่านออกอยู่แล้วนี่? ความจริงแล้วพวกท่านจ่ายเงินนี้ไปก็ไม่ขาดทุนหรอก แม้จะใส่ร้ายพวกข้าไม่สำเร็จ แต่พวกท่านสามารถขอให้ทางการสืบสวนจนกระจ่าง จะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่ขโมยเงินของพวกท่านไป ให้คนที่ขโมยเงินพวกท่านไปชดใช้คืนก็ได้แล้วนี่?”
ทำแบบนี้ได้ด้วย?! เฉินหลิ่งตะลึง
“คงไม่มีปัญหาแล้วกระมัง?” เย่อวี๋หรานพูด “ถ้าไม่มีปัญหาก็ไปแจ้งความเถอะ พวกท่านไม่เชื่อถือพวกข้า แต่คงจะเชื่อถือทางการกระมัง? ข้าเชื่อว่าเมื่อขึ้นศาลไปแล้ว ทางการจะต้องคืนความบริสุทธิ์ให้พวกข้าได้แน่นอน”
คนตระกูลเฉินไม่ได้พูดอะไรอีก
ว่ากันตามตรงแล้ว พวกเขาไม่อยากขึ้นศาลเลยสักนิด
ต่างจากสกุลจูที่มีประวัติขาวสะอาด ในเมื่อเฉินหลิ่งเป็นชาวยุทธ์ ทั้งยังเข้าร่วมพรรคซานไห่ ย่อมมีภูมิหลังที่ไม่ขาวสะอาดบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนลูกชายทั้งสองคนของเขาก็เข้าร่วมพรรคซานไห่เช่นกัน ภูมิหลังย่อมไม่ค่อยสะอาดสักเท่าไหร่
เรื่องพวกนี้ ตอนที่ไม่ตรวจสอบก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าได้ตรวจสอบแล้วจะต้องมีปัญหาแน่นอน
“ทำไมรึ พวกท่านคงไม่ได้ไม่เชื่อถือแม้แต่ทางการกระมัง?” เย่อวี๋หรานมองพวกเขาด้วยสีหน้าเคลือบแคลง “หรือว่าพวกท่านกินปูนร้อนท้อง รู้ว่าเงินนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้วแต่กลับจงใจโยนความผิดมาให้พวกข้า?”
“เฮอะ! ผู้ใดจงใจ? ผู้ใดจงใจ? ทำไมท่านไม่พูดบ้างล่ะว่าตัวเองกินปูนร้อนท้อง กลัวว่าพวกข้าจะไปแจ้งความจึงเอาแต่พูดถึงทางการ ๆ…ผู้ใดจะรู้ว่าพอพวกข้าไปแจ้งความ พวกท่านก็จะหนีไปถึงไหนต่อไหนแล้ว?” เฉินเสิ่นร้อนใจ พูดเป็นเล่นไป นางรู้ดีว่าเงินหายไปไหน ถ้าต้องไปแจ้งความ นางกับลูกสาวจะรอดตัวไปได้รึ?
เห็นพวกผู้ชายใบ้กินกันหมด นางจึงรีบกระโดดออกมาหาเรื่องทะเลาะกับเย่อวี๋หราน
สรุปได้ว่า ที่พวกตนไม่ไปแจ้งความไม่ใช่เพราะร้อนตัว แต่เป็นเพราะไม่อยากหลงกลแผนของคนบางคนมากกว่า
สวรรค์จึงทราบว่าหลังแจ้งความไปแล้วจะมีผลลัพธ์เช่นไร เงินยังไม่ทันได้คืนมา กลับต้องเสียเงินหลายสิบตำลึงเพิ่มอีก พวกตนจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร?
พอได้ยินว่าไปแจ้งความก็ต้องเสียเงิน สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินก็ไม่อยากไปแจ้งความแล้ว พวกนางเพียงอยากได้เงินคืน ไม่อยากเสียเงินมากกว่าเดิม
ฉับพลันนั้นกลับกลายเป็นว่าผู้ชายตระกูลเฉินไม่ได้พูดอะไร แต่ผู้หญิงทั้งสามกลับเอาแต่พูดฉอด ๆ ไม่หยุด
“นั่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่ได้ พวกท่านจะทำอย่างไรกันแน่?” เย่อวี๋หรานหมดสิ้นขันติ รู้สึกว่าคนตระกูลเฉินช่างน่าหัวร่อสิ้นดี
คนที่มาเรียกร้องเอาเงินคือพวกเขา แต่กลับไม่ยอมไปแจ้งความ พวกเขาจะเอาอย่างไรกันแน่?
คงไม่ได้คิดจะอาศัยกำลังกรรโชกทรัพย์จริง ๆ หรอกนะ?
ถ้าเป็นอย่างนั้น นางก็ทำได้แค่สงเคราะห์ให้พวกเขาได้รู้ว่า ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ นามนี้สะกดว่าอย่างไรแล้ว
“ขอแค่คืนเงินให้พวกข้า เรื่องนี้ก็จบ!” สะใภ้รองเฉินกล่าว
สะใภ้ใหญ่เฉินพยักหน้า “ใช่ เอาตามนี้”
“ฮ่า ๆๆๆ…” เย่อวี๋หรานหัวเราะแล้วหันไปถามเฉินหลิ่ง “คำพูดของพวกนางก็คือคำพูดของท่านสินะ? ถ้าพวกท่านไม่สนใจเหตุผลอย่างนี้ ข้าก็คงได้แต่…ให้ลูกชายข้าไปแจ้งความแล้ว ถึงอย่างไรคนที่ขโมยเงินไปก็ไม่ใช่พวกข้า คนที่จะได้ชดใช้เงินตอนสุดท้ายก็ไม่ใช่พวกข้า อย่างมากก็แค่เสียแรงหน่อย เห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเจ็ดบ้านข้ากับคุณชายเยี่ยน ข้าคิดว่าทางการคงจะเต็มใจเมตตาพวกข้าสักครั้ง”
พวกผู้หญิงตระกูลเฉินได้ยินอย่างนั้นก็ไม่พอใจ แต่ไม่รอให้พวกนางส่งเสียงโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง เฉินหลิ่งก็ตวาดให้พวกนางเงียบเสียง
“หุบปาก!”
ทุกอย่างพลันตกอยู่ในความเงียบ
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินนั้นเจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ไม่กล้าท้าทายอำนาจของพ่อสามี
กลับเป็นเฉินเสิ่นที่หันมาพูดด้วยความร้อนใจ “ตาเฒ่า เจ้าอย่าทำอะไรโง่ ๆ เชียวนะ อย่าไปขึ้นศาลเพราะคำยุยงของผู้หญิงคนนี้…ไม่ง่ายเลยกว่าเสี่ยวเฉียวจะแต่งเข้าตระกูลซ่งไปได้ เดิมทีก็มีชีวิตลำบากอยู่แล้ว ถ้าทางนั้นได้ยินว่าพวกเราขึ้นศาล เกรงว่า เกรงว่า…”
“พวกเรามีลูกสาวแค่คนเดียว ท่านก็เมตตานางเถอะ อย่าทำให้นางพลอยลำบากไปด้วยเลย ได้ไหม?”
“ข้ารู้ว่าทุกคนร้อนใจเพราะเงินของที่บ้านหายไป แต่จะร้อนใจอย่างไรก็ไม่อาจไม่สนใจใช้ชีวิตต่อไปแล้วกระมัง?”
“พวกเราก็ไม่ได้ยากจนจนถึงขั้นไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ รอเงินร้อยตำลึงนั้นมาช่วยชีวิต พวกเรายังมีลูกชายหลานชาย ต้องใช้ชีวิตต่อไปกันอยู่นะ”
……
เก็บงำเอาไว้มาครึ่งค่อนวัน ในที่สุดเฉินเสิ่นก็สบโอกาสพูดความคิดและความกังวลใจของตนเองออกมาได้เสียที
ความหมายในวาจาของนางก็คือ กลัวว่าทุกคนจะไม่อยากใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบเพียงเพราะเงินหายไป ถ้าเป็นอย่างนั้น ตอนแรกนางก็น่าจะซ่อนกล่องเงินเอาไว้ เท่านี้ทุกคนก็ไม่ต้องรู้เรื่องจนตกอยู่ในสภาพนี้แล้ว
เฉินเสิ่นพะวงแต่จะเกลี้ยกล่อมเฉินหลิ่ง แต่กลับไม่ได้สังเกตว่าวาจานี้สะกิดความสงสัยของเฉินหลิ่งกับเย่อวี๋หราน
ตามหลักแล้ว เงินในบ้านหายไปถึงร้อยตำลึงควรจะร้อนใจไม่ใช่หรือ?
นับประสาอะไรกับฐานะครอบครัวของพวกเขา เงินร้อยตำลึงนั้นเป็นการอดออมมาหลายปี ย่อมจะต้องกระวนกระวายจนอยู่เฉยไม่ได้
แต่ปฏิกิริยาของนางกลับผิดปกตินัก
ยังไม่พูดถึงว่านางทำเงินหายไปเท่าไหร่ หลังเกิดเรื่องกลับไม่ยอมแจ้งความ นี่…
ขณะที่เฉินหลิ่งจ้องมองเฉินเสิ่น เย่อวี๋หรานก็พิจารณาเฉินเสิ่นอยู่เช่นกัน นางคล้ายจะคิดอะไรได้ จึงพูดขึ้นมาว่า “ขออภัย ข้าขอพูดขัดสักนิด เฉินเสิ่น ตอนแรกใครเป็นคนพบว่าเงินพวกท่านหายไปงั้นหรือ?”
เฉินเสิ่นที่ถูกเอ่ยนามชะงักไป “ข้าเป็นคนไปพบ ทำไมหรือ?”
“พวกท่านสงสัยว่าพวกข้าขโมยเงินไปไม่ใช่หรือ ถูกคนใส่ร้ายไปทั้งที พวกข้าก็ควรรู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรหน่อย จริงไหม?” เย่อวี๋หรานอธิบายเสร็จก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง “เฉินเสิ่น ในเมื่อท่านบอกว่าท่านเป็นคนแรกที่พบว่าเงินหายไป เช่นนั้นท่านช่วยอธิบายคร่าว ๆ หน่อยได้ไหมว่าท่านพบว่าเงินหายไปได้อย่างไร?”
“ตอนเช้าวันนี้ เจ้าใหญ่มาขอเงินกับข้า ข้าไปหยิบเงิน จากนั้นก็พบว่าเงินหายไปแล้ว…” เฉินเสิ่นไม่มองใคร เรียบเรียงคำพูดที่เข้าเค้าอยู่ในหัว กลัวว่าตนเองจะพูดอะไรผิดไปทำให้คนอื่นจับพิรุธได้