ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 771 ข้าขอสู้ตายกับเจ้า
บทที่ 771 ข้าขอสู้ตายกับเจ้า
“อ้อ พูดแบบนี้ก็หมายความว่า ถ้าลูกชายไม่ได้มาหาท่าน ท่านก็คงจะไม่พบว่าเงินของที่บ้านหายไปแล้วสินะ” เย่อวี๋หรานว่าแล้วก็หันไปถามเฉินต้าซาน “ถ้าอย่างนั้น เฉินต้าซาน ทำไมจู่ ๆ เจ้าถึงมาถามเอาเงินกับแม่เจ้าได้เล่า? หรือเจ้าค้นพบอะไร ถึงได้ตั้งใจมาถามโดยเฉพาะ?”
“ทำไมข้าจะต้องตอบด้วย?” เฉินต้าซานไม่ได้พยายามอธิบายทุกอย่างให้กระจ่างเพื่อเลี่ยงไม่ให้คนอื่นสงสัยตัวเองเหมือนเฉินเสิ่น
“พวกเจ้าพูดเองว่าเงินหายไป ตกลงแล้วหายไปจริงหรือไม่ก็ต้องพูดกันให้ชัดเจนก่อนกระมัง? ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับพวกข้ารับเคราะห์ไปเปล่า ๆ แล้วน่ะสิ?” เย่อวี๋หรานมองเขาพลางเอ่ยว่า “นอกเสียจากว่าเจ้ากินปูนร้อนท้อง ไม่กล้าพูดออกมา”
“ใครกินปูนร้อนท้อง? ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้เสียหน่อย เรื่องนี้ข้าบอกท่านพ่อไปแล้ว ข้ามีความจำเป็นต้องใช้เงินยี่สิบตำลึงเพราะเรื่องงาน ถึงได้ไปขอเงินกับท่านแม่เมื่อเช้านี้ ตั้งใจว่าจะเอาไปเป็นหลักประกันไว้ก่อน…” แต่เฉินต้าซานไม่ได้พูดถึงเรื่องที่สะใภ้ใหญ่เฉินพูดกับเขาเมื่อคืนวาน
จนถึงตอนนี้ สะใภ้ใหญ่เฉินค่อยเข้าใจว่าพ่อแม่สามีกับสามีของตนเองพบว่าเงินหายไปได้อย่างไร
แต่นางไม่ค่อยแน่ใจว่าตกลงแล้วสามีพูดความจริง หรือแท้จริงแล้วเขาทำไปเพราะคำพูดเมื่อวานนี้ของนาง…
“ต้าซาน งานเจ้ามีปัญหาจริง ๆ?” สะใภ้ใหญ่เฉินมีสีหน้าเป็นห่วง
“อืม!” เฉินต้าซานรับคำสั้น ๆ ไม่ได้อธิบายออกมาต่อหน้าคนนอก
“หรือก็หมายความว่า ถ้าต้าซานไม่ไปถามหาเงินกับเฉินเสิ่น เฉินเสิ่นก็อาจไม่พบว่าเงินของพวกท่านหายไป?” สายตาของเย่อวี๋หรานวกกลับมาหาเฉินเสิ่น “เฉินเสิ่น ท่านจำได้หรือไม่ว่าครั้งล่าสุดที่เห็นเงินจำนวนนั้นคือเมื่อไหร่?”
“จำไม่ค่อยได้แล้ว” เฉินเสิ่นพูด “ข้าไม่ได้นับเงินทุกวันเสียหน่อย ตอนจะใช้ก็ค่อยไปหยิบ พอเวลาผ่านไปนานเข้า…ก็จำไม่ค่อยได้หรอก”
“น่าจะเป็นตอนไหน? หลายวันก่อน ครึ่งเดือนก่อน หรือครึ่งปีก่อน?” เย่อวี๋หรานถามให้อีกฝ่ายนึกทบทวน โดยระบุเส้นเวลาให้เลือก
เฉินเสิ่นพลันคิดหนัก เพราะนางไม่รู้ว่าตนเองควรเลือกเวลาไหน
“ลองคิดดูดี ๆ ถ้ารู้ช่วงเวลาคร่าว ๆ แล้วก็อาจพบเบาะแส” เย่อวี๋หรานพูด
เฉินเสิ่นกลัวว่าตนเองจะพูดอะไรผิดไปจึงหันมามองเฉินหลิ่งอย่างขอความช่วยเหลือ “ตาเฒ่า เจ้ายังจำได้ไหมว่าครั้งล่าสุดที่ข้านับเงินคือตอนไหน? เมื่อครู่เจ้าก็พูดเองไม่ใช่รึว่าน่าจะเป็นเงินประมาณเท่าไหร่…”
“ก็คือตอนที่เสี่ยวเฉียวกลับมาครั้งก่อน” เฉินหลิ่งเอ่ยเตือนเฉินเสิ่น “พวกเจ้าแม่ลูกคุยอะไรครู่หนึ่ง แล้วนางก็จากไป ไม่พูดอะไรกับข้าสักคำ ตอนเย็นข้าถามเจ้า เจ้าก็ไม่บอกข้า แต่ตอนที่ข้าสะลึมสะลืออยู่ก็เห็นว่าเจ้าลุกขึ้นมาหยิบกล่องเงินตอนกลางดึก…”
เฉินเสิ่น “…”
นางคิดถึงเรื่องครั้งนั้นที่เฉินหลิ่งพูดถึงออกแล้ว คราวนั้นเสี่ยวเฉียวกลับมาขอเงินจากนาง นางกลัวว่าสามีจะเห็นจึงไม่ได้นับละเอียดก็เอาให้เสี่ยวเฉียวไป แต่ในใจเอาแต่คิดถึงเรื่องเงิน รอจนถึงกลางดึกที่สามีหลับไปแล้วค่อยลุกขึ้นมานับ
“อ้อ เจ้าหมายถึงครั้งนั้นเองรึ ครั้งนั้นเงินยังอยู่ วันนับก็ถูกแล้ว…” เฉินเสิ่นพูด
เย่อวี๋หรานถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นเล่า? หลังจากนั้นท่านได้นับอีกไหม?”
“ไม่แล้ว”
“หมายความว่า ครั้งสุดท้ายที่ท่านนับเงินก็คือตอนที่เสี่ยวเฉียวกลับมา?” เย่อวี๋หรานมีท่าทางครุ่นคิด “หมายความว่าเงินอาจหายไปหลังจากที่เสี่ยวเฉียวมาตอนนั้นสินะ…”
เฉินเสิ่นพลันเคร่งเครียดขึ้นมา โพล่งขึ้นว่า “เงินหายหลังจากเสี่ยวเฉียวมาอะไรกัน เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับนาง? นางไม่มีทางมาขโมยเงินจากบ้านแม่ตัวเองอยู่แล้ว?”
“ท่านจะตื่นตูมขนาดนั้นทำไม? ข้าไม่ได้บอกว่านางขโมยเสียหน่อย” เย่อวี๋หรานจ้องมองอย่างสงสัย
คนอื่น ๆ ก็รู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน ต่างหันมองมาทางนี้
“พวกเจ้ามองข้าทำไม? ข้าก็บอกไปแล้วนี่ว่าเสี่ยวเฉียวไม่ได้ขโมย เสี่ยวเฉียวเป็นเด็กดีปานนั้น นางจะกล้าขโมยเงินได้อย่างไร?”
“อีกอย่าง นางแต่งเข้าตระกูลซ่ง เป็นคุณนายน้อย คุณนายน้อยตระกูลใหญ่ยังจะขาดเงินอีกรึ?”
“พวกเจ้าคิดอะไรกันอยู่? ไม่เชื่อใจคนกันเอง แต่ไปเชื่อใจคนนอกอย่างนั้นเรอะ!”
……
เฉินเสิ่นยิ่งพูดมากก็ยิ่งผิดมาก อารามร้อนใจจึงหันมาด่ากราดเย่อวี๋หราน เพราะนางคิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนี้พูดจายุยง คนอื่นจะสงสัยมาถึงเสี่ยวเฉียวได้อย่างไร?
“ข้าไม่ได้พูดสักคำว่าลูกสาวท่านขโมย ท่านพูดเองว่าครั้งสุดท้ายที่นับเงินคือตอนที่ลูกสาวท่านมาเยี่ยมบ้าน เช่นนั้นเวลาที่เงินหายไปก็สามารถปักไว้ที่ตอนลูกสาวท่านมา จากนั้นพวกเราก็แค่ต้องนึกทบทวนว่าหลังจากนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น ไม่แน่ว่าอาจพบเบาะแสอะไรก็ได้…แต่ว่า…” เย่อวี๋หรานอธิบายจบก็หันไปถามอีกเรื่อง “พอพูดถึงลูกสาว ท่านก็ตึงเครียดขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นข้าขอตั้งสมมติฐานได้ไหมว่าเงินที่หายไปนี้เกี่ยวข้องกับลูกสาวท่าน?”
“ข้าจะฆ่าเจ้า!” ไฉนเลยเฉินเสิ่นจะยืนนิ่งอยู่ได้ นางระเบิดอารมณ์พลางร่ำร้องเสียงดัง ปรี่เข้ามาหาเย่อวี๋หราน
ว่ากันเรื่องความเร็ว เย่อวี๋หรานย่อมไม่แพ้ใครเด็ดขาด นางตอบสนองเร็วยิ่ง คว้ากาชาบนโต๊ะขึ้นมาสาดออกไป
ซ่าาา
น้ำชาที่ยังอุ่นอยู่สาดใส่ใบหน้าของเฉินเสิ่นอย่างจัง นางชะงักอยู่กับที่ ยกมือขึ้นมาลูบน้ำบนหน้าตัวเอง
นางกล่าวอย่างเหลือเชื่อ “เจ้ากล้าสาดน้ำร้อนใส่ข้า?”
“นั่นไม่ใช่น้ำร้อน เป็นน้ำอุ่นต่างหาก” เย่อวี๋หรานตีหน้าเย็นชา “ข้าเห็นว่าท่านหัวร้อนแล้ว เกรงว่าท่านจะทำเรื่องที่จะเสียใจทีหลัง จึงอยากให้ท่านเย็นลงสักหน่อย”
แต่เฉินเสิ่นไม่อาจเยือกเย็นลงได้ นางกรีดร้องเสียงแหลม “ข้าขอสู้ตายกับเจ้า!”
เห็นเฉินเสิ่นไม่ยอมรามือขนาดนี้ คราวนี้เย่อวี๋หรานจึงไม่อ่อนข้อให้อีก จึงยกเท้าถีบเข้าที่ท้องของอีกฝ่าย
เฉินเสิ่นคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะแรงเยอะขนาดนี้ นางถูกเตะจนหงายหลังกลับไป
จากนั้น เย่อวี๋หรานก็ใช้ท่อนไม้ที่จูชีใช้เขี่ยฟืนฟาดน่องขาของเฉินเสิ่น
เฉินเสิ่นยังยืนได้ไม่มั่นคง น่องก็พลันถูกตีจึงเสียหลัก ล้มลงบนพื้นทั้งอย่างนั้น
โครม!
เย่อวี๋หรานฉวยจังหวะตามไปตีหลังเฉินเสิ่นต่ออีกหลายไม้
นางตีไปพลางด่าไปพลาง “สู้ตาย ๆๆ นอกจากสู้ตายแล้ว เจ้ายังทำอะไรเป็นอีก? ลูกสาวเจ้าขโมยเงินของพวกเจ้าไปชัด ๆ เจ้ากลับดีนัก ยุให้ลูกชายมาหาเรื่องพวกข้า หาว่าพวกข้าขโมยเงินบ้านพวกเจ้าไป”
“พวกข้าได้ขโมยเงินไหม? ขโมยไหม? ขโมยไหม?”
“คิดว่าข้ากินหญ้างั้นเรอะ ข้าเป็นขาใหญ่ประจำหมู่บ้านสกุลจูเชียวนะ ทั้งหมู่บ้านไม่มีใครสู้ข้าได้ ใครเห็นข้าเป็นต้องเผ่นหนี”
“เจ้ากลับประเสริฐเสียจริง ยากนักที่ข้าจะใจดีสักครั้ง เกรงอกเกรงใจพวกเจ้า เจ้ากลับดูถูกดูแคลนคนอื่น ได้คืบแล้วจะเอาศอก คิดว่าข้ารังแกง่ายนักใช่ไหม!”
“ใครใช้ให้เจ้าใส่ร้ายว่าพวกข้าขโมยเงินบ้านพวกเจ้า ใส่ร้ายกันดีนักใช่ไหม! ใส่ร้ายกันดีนัก…”