ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 772 เจ้ากับข้าได้เห็นดีกันแน่
บทที่ 772 เจ้ากับข้าได้เห็นดีกันแน่
เย่อวี๋หรานไม่ได้คิดจะเอาชีวิตคน เวลาตีคนจึงยั้งมือเอาไว้ แต่ถึงจะทำเช่นนั้น นั่นก็เป็นช่วงที่อากาศร้อน ทุกคนสวมเสื้อผ้าค่อนข้างบาง เมื่อท่อนไม้กระทบร่างของเฉินเสิ่น ยังจะไม่เจ็บได้อย่างไร?
“โอ๊ย!”
“โอ๊ย!”
เฉินเสิ่นร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด ร่างกายสั่นสะท้าน
หากว่ากันตามตรงแล้ว อายุปูนนี้แล้วยังต้องมาถูกคนอื่นหวดตี เย่อวี๋หรานก็เห็นใจอีกฝ่ายเช่นกัน แต่พอคิดถึงว่าผู้หญิงคนนี้รู้เต็มอกว่าเงินหายไปไหน แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเพื่อปัดความผิดให้พ้นตัว แล้วมาใส่ร้ายครอบครัวคนอื่น เย่อวี๋หรานก็รู้สึกโมโห อยากสั่งสอนนางให้หนัก ๆ
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน คนดีมักถูกรังแก อาชาดีถูกคนควบขี่จริง ๆ ด้วย
นางไม่น่าทำตัวเป็นมิตรมาตั้งแต่แรก!
คนตระกูลเฉินก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเย่อวี๋หรานจะลงมือดุเดือดเช่นนี้ ได้ยินเสียงเฉินเสิ่นร้องโอดโอยว่า “โอ๊ย! ช่วยด้วย ตีคนแล้ว!”
ในที่สุดเฉินต้าซานกับเฉินเสี่ยวซานก็ได้สติคืนมา ปราดเข้ามาทันที
“ท่านแม่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” เฉินเสี่ยวซานรีบเข้าไปช่วยประคองมารดา
เฉินต้าซานกลับวิ่งเข้ามาหาเย่อวี๋หรานด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด “เจ้ากล้าตีแม่ข้า?! ข้า…”
จูซานกับจูชีเห็นอีกฝ่ายปราดเข้ามาหาเย่อวี๋หรานก็รีบก้าวออกมาขวาง
“เจ้าเจ็ด ปกป้องท่านแม่!”
จูซานคิดถึงว่าจูชีอายุยังน้อย ทั้งยังเป็นปัญญาชน จึงมอบหมายหน้าที่ให้จูชี
“อ้อ อ้อ ได้” จูชีรู้ขีดความสามารถของตนเองดี ทุกครั้งที่ครอบครัวตนเองประสบเรื่องเช่นนี้ เขาก็มักจะเลียนแบบคนอื่น
เขาไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่มให้พี่สาม จึงขานรับแล้วไปยืนข้าง ๆ เย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานเองก็ไม่ได้โง่ เฉินต้าซานกระโจนเข้ามาอย่างนี้ นางที่เป็นหญิงอายุมากคนหนึ่งสู้ไม่ไหวแน่นอน จึงโยนท่อนไม้ไปให้จูซานในจังหวะที่เขาวิ่งเข้ามาหา ตนเอง แล้วดึงจูชีถอยไปข้างหลัง
แทบจะในพริบตาที่หันหน้ากลับมา จูซานก็ปะทะเข้ากับเฉินต้าซาน
คนหนึ่งเป็นคนฝึกยุทธ์ที่เคยฝึกฝนมาโดยได้รับการชี้แนะจากบิดา ถึงจะได้แค่วรยุทธ์แมวสามขา แต่ก็แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป ไม่อย่างนั้น เขาก็คงไม่ได้เป็นนักสู้ของพรรคซานไห่
อีกคนแม้จะไม่เคยได้รับการชี้แนะอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ในบ้านมีพี่น้องมาก มารดาก็ชอบสร้างเรื่องอยู่บ่อย ๆ จึงเคยต่อยตีมาไม่น้อย
ดังนั้น จูซานกับเฉินต้าซานจึงเผชิญหน้ากันด้วยท่อนไม้และกำปั้น
เปรี๊ยะ!
ท่อนไม้ที่ยามอยู่ในมือเย่อวี๋หรานแข็งแรงอย่างยิ่ง แต่เมื่อกระทบถูกร่างเฉินต้าซานกลับหักไปอย่างรวดเร็ว
ถึงอย่างไรเฉินต้าซานก็เคยฝึกฝนมาก่อน ทั้งยังเคยเข้าร่วมการวิวาทระหว่างพรรคซานไห่กับพรรคอื่น ๆ มาไม่น้อย จึงมีทักษะการต่อสู้แพรวพราว
กลับเป็นจูซานเสียอีก เมื่อสูญเสียท่อนไม้ไปก็ตกเป็นรองอย่างรวดเร็ว
ช่วยไม่ได้ ถึงแม้เขาจะเคยมีประสบการณ์ทะเลาะวิวาท แต่เขาเพียงใช้ความรุนแรงเพื่อสั่งสอนฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่เพื่อเอาชีวิตคนอื่น
ดังนั้น จูซานเพียงตีคนให้เจ็บตัว แต่ไม่ได้ทำร้ายอีกฝ่ายจนสาหัส
แต่เฉินต้าซานไม่เหมือนกัน การเผชิญหน้าระหว่างพรรคต่อพรรคสามารถลงมือให้ถึงที่ตายได้
เฉินเสี่ยวซานประคองมารดากลับไปยังบริเวณที่ปลอดภัยแล้ว เฉินเสิ่นก็บอกให้เขามาช่วยพี่ชาย “เจ้าประคองข้าทำไม รีบไปช่วยพี่เจ้าเร็วเข้า!”
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินเข้ามาช่วยประคองเฉินเสิ่น
“ขอรับ!” เฉินเสี่ยวซานขานรับแล้วกระโดดเข้ามาร่วมวง
จูชีเห็นอย่างนั้นก็ร้อนใจ
พี่สามมีตัวคนเดียว เดิมทีก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถ้ามาเพิ่มอีกคน พี่สามจะทำอย่างไร?
เขาฉวยกาน้ำชาบนโต๊ะแล้วถลันออกไปโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น
เย่อวี๋หรานคิดจะดึงเขาเอาไว้ก็ดึงไม่ทัน
พลั่ก!
จูชีใช้กาน้ำชาตีเข้าที่แผ่นหลังของเฉินเสี่ยวซาน
เฉินเสี่ยวซานเจ็บจนหายใจเข้าแรง ๆ พอเห็นว่าเป็นใครก็ผรุสวาทออกมา เอี้ยวตัวกลับมาต่อยจูชี
ผลัวะ!
กำปั้นของเฉินเสี่ยวซานต่อยเข้าที่ท้องของจูชีอย่างจัง
จูชีเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง เด็กหนุ่มที่ยังโตไม่เต็มวัยคนหนึ่ง พอถูกต่อยเข้าไปเต็มแรงเช่นนั้นก็เจ็บปวดจนรู้สึกเหมือนเครื่องในจะแหลกเหลวไปหมดแล้ว
จูซานเห็นอย่างนั้นก็ร้อนใจ “เจ้าเจ็ด…”
แต่เมื่อโพล่งออกมาอย่างนั้น เขาก็เผยช่องโหว่ขนาดใหญ่ เฉินต้าซานจ้องรออยู่แล้วจึงออกหมัดต่อยเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่าย
ผลัวะ!
ประหนึ่งค้อนเหล็กกระแทกเนื้อ จูซานถูกต่อยจนใบหน้าหันไปอีกทาง ร่างเอนเอียงจะล้มอยู่รอมร่อ
เขายืนโคลงเคลงอยู่กับที่ สัมผัสได้ถึงรสชาติหวานปะแล่มในช่องปาก
“ถุย”
พอถ่มออกมาแล้วก็เป็นเลือดสดดังคาด
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพริบตาเดียวเท่านั้น
เห็นสิ่งที่จูซานกับจูชีต้องประสบ เย่อวี๋หรานรู้สึกสะเทือนใจอย่างรุนแรง
นับตั้งแต่ย้อนยุคมาจนถึงตอนนี้ กล่าวได้ว่านางเรียกลมได้ลม เรียกฝนได้ฝน ไม่เคย ‘ไม่ราบรื่น’ ถึงเพียงนี้มาก่อน
แต่ตอนนี้นางกลับทำได้แค่ยืนมองลูกชายทั้งสองถูกคนอื่นทำร้ายร่างกาย
ลมหายใจเปลี่ยนเป็นกระชั้นขึ้นมา
อารมณ์พลันเดือดพล่าน
ประดุจมีลูกไฟติดพรึ่บขึ้นในใจ อาจลุกโหมขึ้นมาได้ทุกเมื่อ
นี่ยังเป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกจนปัญญาถึงเพียงนี้…วันเวลาที่ใช้มีดทำครัวเล่มเดียวโลดโผนอยู่ในใต้หล้าสุดท้ายก็ต้องผ่านไปสินะ!
ขอบตาของนางแดงก่ำ หันกายวิ่งออกไปทางประตูใหญ่ท้ายเรือนของตระกูลเฉิน
เฉินเสิ่นอึ้งงัน ตามด้วยหัวเราะร่า “ฮ่า ๆๆๆ…เห็นไหม เจ้าพวกแซ่จู แม่พวกเจ้าทิ้งพวกเจ้าหนีไปแล้ว!”
จูซานกับจูชีไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่มารดาวิ่งหนีไปโดยทิ้งพวกเขาเอาไว้ข้างหลังด้วย?!
คนทั้งสองพลันสูญเสียความคิดต่อสู้ กอปรกับจูชีเดิมทีก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฉินเสี่ยวซานอยู่แล้ว จูซานทั้งปกป้องเขาและรับมือเฉินต้าซาน เพียงไม่นาน พวกเขาก็ถูกอีกฝ่ายควบคุมตัวเอาไว้ได้
ครานี้เฉินเสิ่นไม่เมื่อยเอว ขาก็ไม่เจ็บอีกแล้ว จึงสั่งการลูกสะใภ้ให้หาเชือกมามัดคนเอาไว้อย่างกระตือรือร้น
เฉินต้าซานนึกรังเกียจที่พวกผู้หญิงไม่มีเรี่ยวแรงจึงลงมือด้วยตัวเอง มัดคนเอาไว้อย่างแน่นหนา
“แน่นักใช่ไหม ถึงกับกล้ามาทุบข้า!” เฉินเสี่ยวซานเดินเข้ามาตบหน้าจูชีหลายทีอย่างย่ามใจ
“ตอนนี้สบายตัวแล้วล่ะสิ? ประเดี๋ยวข้าจะสั่งสอนเจ้าหนัก ๆ เจ้าจะได้สำเหนียกว่าไม่ควรมามีเรื่องกับข้า”
“ถอยไปห่าง ๆ จากน้องเจ็ดของข้านะ!” แม้จูซานจะถูกมัดตัวเอาไว้ แต่ก็ยังพยายามปกป้องจูชี กล่าวอย่างรังเกียจว่า “มีเรื่องอะไรก็มาลงที่ข้า ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องเจ้าเจ็ดแม้ปลายนิ้ว เจ้ากับข้าได้เห็นดีกันแน่!”
“ฮ่า! ได้เห็นดีกัน?” เฉินเสี่ยวซานหัวเราะเย้ยหยัน “เจ้าดูสารรูปของตัวเองในตอนนี้เสียก่อนเถอะ ถูกมัดเอาไว้แบบนั้นแล้วยังจะมาเห็นดีกับข้า?”
จูซานถลึงตาใส่ ไม่ได้พูดอะไรอีก
ไร้สาระ เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าตัวเองถูกมัดเอาไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ เขาจะเบิ่งตาดูคนอื่นรังแกเจ้าเจ็ดโดยไม่ทำอะไรเลยงั้นเรอะ?
ตั้งแต่เล็กจนโต เขาไม่เคยต้องตกเป็นรองถึงขั้นนี้มาก่อน เขาจดจำตระกูลเฉินเอาไว้แล้ว
ดวงตาจูชีแดงเรื่อ เขากลัวอยู่บ้าง แต่ยังพูดว่า “พี่สาม ข้าไม่กลัว”
“พูดสิ ทำไมไม่พูดเล่า?” เฉินเสี่ยวซานรู้สึกว่ายั่วยุเด็กหนุ่มที่ยังไม่โตคนหนึ่งไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นจูซานที่แลดูท้าทายมากกว่า
เขาคว้าท่อนไม้ที่หักไปแล้วท่อนนั้นขึ้นมา ใช้ปลายด้านหนึ่งเชยคางจูซาน “เมื่อครู่นี้เจ้าปากเก่งนักไม่ใช่เรอะ? เจ้ายังไม่ได้พูดเลยนะว่าเจ้ากับข้าจะได้เห็นดีกันอย่างไร”