ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 773 จูต้าเหนียงอาจพูดความจริงก็ได้
บทที่ 773 จูต้าเหนียงอาจพูดความจริงก็ได้
จูซานไม่หลงกล ไม่สนใจเขาสักนิด
เฉินเสี่ยวซานรู้สึกว่าแบบนี้ไม่น่าสนใจ เขาแลเห็นดินโคลนบนพื้น ทันใดนั้นก็บังเกิดความคิดสุดบรรเจิด…เขาหยิบท่อนไม้ขึ้นมาอีกครั้ง ถ่มน้ำลายใส่โคลนบนพื้น แล้วใช้ท่อนไม้เขี่ยไปมา
ทำเสร็จแล้วก็ยกขึ้นมาพิจารณาดู เห็นว่าน่าขยะแขยงพอแล้วค่อยรู้สึกพออกพอใจ
จากนั้น เขาก็ใช้ปลายด้านนั้นชี้ไปที่จูซาน “ตอนนี้พูดได้แล้วใช่ไหม?”
จูซานไม่ส่งเสียง จูชีที่อยู่ข้าง ๆ กลับพูดขึ้นว่า “เจ้าทำแบบนี้จะน่ารังเกียจเกินไปแล้วกระมัง?”
“ข้าอยากทำให้พวกเจ้าขยะแขยง แล้วจะทำไม?” นอกจากเฉินเสี่ยวซานจะไม่สนใจแล้ว ยังจงใจยื่นมาตรงหน้าจูชีอีกด้วย
“แหวะ…”
จูชีจะทนได้อย่างไร ทั้งเย่อวี๋หรานและสำนักศึกษาสกุลเสินล้วนใส่ใจเรื่องสุขอนามัย เขาจึงใส่ใจเรื่องความสะอาดจนเคยชิน จู่ ๆ ต้องมาเผชิญหน้ากับของน่าขยะแขยงเช่นนี้ก็รู้สึกพะอืดพะอม
เฉินเสี่ยวซานเห็นหัวคิ้วของจูซานไม่แม้แต่จะขยับ แต่จูชีกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงเช่นนี้ก็รู้สึกว่าน่าสนุก จึงเลิกสนใจจูซานแล้วหันมาแกล้งจูชี
เฉินต้าซานคิดจะเข้ามาห้ามปราม แต่กลับถูกเฉินเสิ่นขวางเอาไว้
“เจ้าจะสนใจเขาทำไม? เจ้าลืมเรื่องที่สองคนนั้นตีเจ้าไปแล้วรึ?”
เฉินต้าซาน “…”
เขาไม่ได้ลืม แค่คิดว่าเอาเงินที่หายไปคืนมาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินมัดคนเสร็จแล้วก็ถอยออกมาข้าง ๆ อย่างว่าง่าย ส่วนเรื่องหลังจากนั้น พวกนางไม่คิดจะสอดมือ อย่างไรเสียเรื่องพวกนี้ก็เวียนมาไม่ถึงพวกนาง
“พวกเจ้ารู้หรือไม่อันใดจึงเรียกว่า มารดาทำความผิด บุตรต้องชดใช้?” เฉินเสิ่นหยิบท่อนไม้ขึ้นมาอีกรอบ ย่างสามขุมเข้ามาหาจูซานกับจูชีพร้อมรอยยิ้มเย็น
เมื่อครู่นี้เย่อวี๋หรานตีนางอย่างไร นางยังจำได้ขึ้นใจ จนถึงตอนนี้ นางยังเจ็บอยู่เลย
ถ้าไม่ระบายโทสะขุมนี้ออกมา นางก็ไม่มีทางจะกล้ำกลืนความอดสูนี้ลงไป
“เฮอะ! แน่จริงเจ้าก็มาลงกับข้าสิ” จูซานแค่นเสียงเย็น เชิดหน้าขึ้น แสดงท่าว่าไม่เห็นหญิงเฒ่าผู้นี้อยู่ในสายตา
เขารู้ดีว่าเวลาแบบนี้ การไม่ส่งเสียงจะปลอดภัยที่สุด แต่เขาเป็นห่วงจูชี
จูชีอายุยังน้อย ทั้งยังเป็นปัญญาชน กระดูกไม่แข็งเหมือนเขา ถ้าถูกคนอื่นทำร้ายร่างกาย ยังจะรับไหวได้อย่างไร?
ผัวะ!
เฉินเสิ่นหวดท่อนไม้ใส่จูซาน
นางกล่าวอย่างดุร้ายหมายขวัญ “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าตีเจ้างั้นรึ? ข้าเป็นคนพรรคซานไห่เชียวนะ คอยดูเถอะว่าข้าจะตีเจ้าจนพิการได้ไหม!”
จูซานไม่ทันได้ตั้งตัวจึงเจ็บจนส่งเสียงครางต่ำ ๆ ออกมา
“พี่สาม…” จูชีเห็นอย่างนั้นก็ร้อนใจ
แต่เขาเพิ่งจะส่งเสียงออกมาก็ถูกสายตาของจูซานทำให้ชะงักไป
อะไร…อะไรกัน?
พี่สามหมายความว่าอย่างไร?
จูซานส่งสายตาให้จูชีแล้วก็กวาดสายตากลับมาหาเฉินเสิ่น พูดเสียดสีอีกฝ่ายว่า “เฮอะ! ข้ายังนึกว่าเจ้าจะร้ายกาจมากเสียอีก ที่ไหนได้ก็แค่นี้เอง”
“ก็แค่นี้?” เฉินเสิ่นได้ยินอย่างนั้นก็โมโห เงื้อท่อนไม้ขึ้นฟาดใส่จูซานอีกครั้ง
พลั่ก!
รอบนี้ จูซานเตรียมใจเอาไว้แล้วจึงอดกลั้นไว้ได้
ว่ากันตามตรงแล้ว ถูกท่อนไม้หวดใส่ร่างเช่นนี้ค่อนข้างเจ็บทีเดียว
แต่ถ้าเทียบกับเรี่ยวแรงของเฉินต้าซานแล้วยังห่างชั้นกันมาก
แม้แต่กำปั้นของเฉินต้าซาน เขาก็ได้ลิ้มลองมาแล้ว ยังจะกลัวหญิงเฒ่าคนหนึ่ง?
จูซานตอกกลับ “เฮอะ!”
การตอกกลับเช่นนี้แฝงความหยามหยันเต็มเปี่ยม เฉินเสิ่นจะรับได้อย่างไร คว้าท่อนไม้ขึ้นมาหวดตีอีกยก
เฉินเสี่ยวซานที่อยู่ข้าง ๆ เห็นการกระทำของมารดาแล้วก็ลอบห่อไหล่
คุณพระคุณเจ้า ท่านแม่จะลงมือหนักเกินไปแล้วกระมัง?
เคราะห์ดีที่ท่านแม่ไม่เคยเอามาใช้กับข้าและพี่ชาย ไม่อย่างนั้นคงอนาถทีเดียว!
เขาลอบสงสารจูซานอยู่บ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นมารดาโมโหขนาดนี้ ถึงขั้นคว้าท่อนไม้มาทุบตีคน
ที่ผ่านมาจะโมโหอย่างไรก็แค่ทะเลาะวิวาทกับป้าข้างบ้าน เจ้าข่วนข้า ข้าหยิกเจ้า ก็เท่านั้นเอง
อย่างมากก็ทึ้งผม ข่วนหน้ากันจนลายพร้อย
แต่รอบนี้…
เขาหันไปหาเฉินต้าซาน อยากส่งสายตาสื่อสารกับอีกฝ่าย
มิคาดว่าพี่ชายกลับไม่สนใจเขาสักนิด แต่เดินตรงไปหาเฉินหลิ่ง
“ท่านพ่อ” เฉินต้าซานเอ่ย
“อืม!” น้ำเสียงของเฉินหลิ่งสั้นห้วน เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่
“จูต้าเหนียงหนีไปแล้วขอรับ”
“หนีก็หนีไปสิ ก็แค่ผู้หญิงแก่ ๆ คนเดียว หรือเจ้าคิดจะไปตามนางกลับมา?” เฉินหลิ่งชายตามองเขาพลางเอ่ยว่า “อย่าทำให้ใครตายล่ะ ถ้าเรื่องถึงทางการเดี๋ยวจะคุยกันลำบาก”
“ขอแค่พวกเขาคืนเงินให้ข้า ข้าก็ไม่ทำอะไรพวกเขาหรอก”
กล่าวถึงเรื่องเงิน เฉินหลิ่งกลับเงียบขรึม
แม้ลูกชายคนโตจะปักใจเชื่อว่าคนสกุลจูขโมยเงินของพวกเขาไป แต่ในใจเขากลับมีบุคคลต้องสงสัยแล้ว
เริ่มจากไม่ยอมตอบสะใภ้ใหญ่ว่าเงินหายไปเท่าไหร่ ตามด้วยภรรยาโมโหร้ายจนลงไม้ลงมือกับอีกฝ่าย ปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงปานนั้น ต่อให้เขาโง่กว่านี้ก็ยังเดาออก…เงินที่หายไปเกรงว่าคงไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น!
แต่เขาไม่เต็มใจจะขบคิดไปให้ไกลกว่านั้น
ถึงอย่างไรตนเองก็อายุมากแล้ว ในไม่ช้าลูกชายก็ต้องเป็นคนเลี้ยงดูเขา ถ้าล่วงเกินลูกชายทั้งสองเข้า ชีวิตเขาหลังจากนั้นคงไม่ง่ายแล้ว
ส่วนภรรยาจอมเลอะเลือนนั่น…
เฉินหลิ่งไม่อยากเข้าไปยุ่ง ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง ตราบที่ฟ้าไม่ถล่มลงมาก็คงไม่มีเรื่องใหญ่อันใด
“อีกสักหน่อยให้เจ้ารองไปบอกกล่าวอาเฉินของพวกเจ้าไว้ จะได้ไม่ดึงดูดความสนใจของทางการ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกคนคงเดือดร้อนกันหมด” ว่าแล้ว เฉินหลิ่งก็ถอนหายใจ “เฮ้อ…อาเฉินของเจ้าอยากแนะนำปัญญาชนให้พวกเรา หาตัวช่วยให้พวกเรา สุดท้ายกลับลงเอยเช่นนี้”
“ปัญญาชนอะไรกัน? ปัญญาชนจะขโมยเงินคนอื่นงั้นรึ? ปัญญาชนจอมปลอมมากกว่าน่ะสิ…” เฉินต้าซานพูด “เมื่อครู่เกือบจะถูกนางเฒ่านั่นหลอกลวงสำเร็จแล้ว นึกว่านางเป็นโจรร้ายกาจจากที่ไหนเสียอีก ปลอมตัวเป็นปัญญาชนมาขโมยเงินถึงในบ้านพวกเรา สุดท้ายกลับเป็นพวกต้มตุ๋น ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายปลอม ๆ สองคนนั้นของนางไม่เป็นหมัดมวย เผยไต๋ออกมาเสียก่อน พวกเราคงถูกนางหลอกลวงต่อไปแล้ว…”
ประมือกับคนอื่นมามาก แค่ประลองกันไม่กี่กระบวนท่า เฉินต้าซานก็ดูพื้นฐานของฝ่ายตรงข้ามออกแล้ว
ถ้าเย่อวี๋หรานเป็นโจรโฉดตัวจริง ในบรรดาคนที่นางพามาด้วยจะต้องมีคนที่มีฝีมือร้ายกาจ
แต่ตอนที่เขาประมือกับจูซานก็ดูออกทันทีว่าจูซานเป็นแต่ใช้กำลัง ปราศจากทักษะการต่อสู้แม้แต่น้อย เป็นมือสมัครเล่นโดยแท้
ทว่าคำพูดของเฉินต้าซานกลับทำให้เฉินหลิ่งเงียบขรึมไปอีกครั้ง ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เจ้าได้คิดบ้างไหมว่าจูต้าเหนียงอาจพูดความจริงก็ได้”
“จะเป็นไปได้อย่างไร?” เฉินต้าซานไม่เชื่อเลยสักนิด “ถ้านางเป็นโจรโฉดตัวจริง ลูกชายปลอม ๆ สองคนนั้นก็อ่อนแอเกินไปแล้ว ถูกจัดการได้ง่าย ๆ ถ้าโจรร้ายเป็นเหมือนนาง ป่านนี้คงถูกรวบตัวไปนานแล้ว ยังจะรอดมาจนถึงตอนนี้?”
เฉินหลิ่งกลับพูดว่า “ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ข้าหมายถึง…เจ้าเคยคิดไหมว่าพวกเขาอาจเป็นปัญญาชนตัวจริงก็ได้”
วาจาประโยคนั้นทำให้เฉินต้าซานตกอยู่ในความเงียบ
เขาพูดได้หรือว่าเขาลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท?!
“ท่านพ่อ…ท่านคงไม่ได้จะบอกว่าเป็นเรื่องจริงหรอกนะ?” เฉินต้าซานชะงักไปเล็กน้อย ส่วนลึกในจิตใจเริ่มกระสับกระส่ายขึ้นมา
เป็นปัญญาชนหรือไม่ เป็นปัญญาชนประเภทไหน มีความแตกต่างมากทีเดียว
ถ้าเป็นปัญญาชนธรรมดาทั่วไป อาศัยขุมกำลังของพรรคซานไห่ย่อมสามารถข่มเอาไว้ได้ แต่ถ้าปัญญาชนผู้นั้นมีตำแหน่งติดตัว นั่นก็…