ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 774 ขอความช่วยเหลือ
บทที่ 774 ขอความช่วยเหลือ
อีกด้านหนึ่ง เย่อวี๋หรานหนีออกมาจากเรือนตระกูลเฉินได้แล้วก็ตรงไปที่โจวเสวียของเมืองผู่โซ่ว
เนื่องจากเป็นตรอกเล็ก ๆ ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมา เย่อวี๋หรานจึงวิ่งเร็วมาก
สิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือ เมื่อนางวิ่งออกจากตรอกเล็กมาถึงถนนใหญ่ เพราะเป็นหัวโค้ง กอปรมีต้นไม้ใหญ่บดบังสายตา นางจึงพุ่งออกไปปะทะกับรถม้าที่ผ่านมาคันหนึ่งเข้าพอดี
โครม!
ไม่ว่าจะตัวเย่อวี๋หรานหรือคนบนรถม้าล้วนตกใจกันทั้งสองฝ่าย
โชคดีที่สารถีรถม้าเป็นมืออาชีพ รีบกระชากบังเหียนเอาไว้ทันที
ม้าร้องเสียงแหลม กีบเท้าหน้ายกขึ้นสูง จึงสามารถเลี่ยงไม่เหยียบลงบนกะโหลกศีรษะของเย่อวี๋หรานไปได้อย่างหวุดหวิด
ในรถม้า นายบ่าวคู่หนึ่งกระเด้งกระดอนเพราะแรงสั่นสะเทือนจากการปะทะกัน
บ่าวผู้ติดตามประคองนายน้อยเอาไว้ได้แล้วค่อยเลิกม่านออกมาถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
สารถีตอบ “มีคนพุ่งออกมาจนเกือบชนเข้ากับรถม้า”
“แล้วท่านยังนั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ รีบลงไปดูสิว่าชนคนเข้าหรือไม่?” บ่าวผู้ติดตามเอ่ยพลางกระโดดลงจากรถม้า
สารถีก็กระโดดตามมาเช่นกัน
“ท่านป้า ท่านไม่เป็นไรกระมัง?”
เย่อวี๋หรานนอนแผ่อยู่บนพื้น ขวัญปลิวหายออกจากร่าง พอเห็นคนมาถามค่อยได้สติคืนมา
“ข้าไม่เป็นไร ขอโทษด้วย สร้างปัญหาให้พวกท่านแล้ว”
นางคิดจะลุกขึ้นยืน แต่ก็พบว่าเมื่อครู่ล้มแรงทีเดียว
แม้ตอนที่ปะทะกับรถม้าจะใช้แขนป้องกันเอาไว้ ศีรษะจึงไม่โดนกระแทก แต่ตอนล้มฟาดพื้นกลับล้มลงไปเต็มแรง
พอจะยืนขึ้นค่อยพบว่าบั้นท้ายปวดแปลบ ลุกไม่ขึ้น
บ่าวผู้ติดตามเห็นนางทำท่าจะล้มก็ถลาเข้ามาประคอง “ท่านป้า ท่านได้รับบาดเจ็บหรือขอรับ? ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ ข้าขอไปรายงานคุณชายก่อนแล้วจะส่งท่านไปหาหมอทันที…”
“ไม่ต้องไม่ต้อง พวกท่านไปส่งข้าที่โจวเสวียก็พอแล้ว” พอเย่อวี๋หรานได้ยินว่าจะไปพบหมอย่อมไม่ตกลง รีบร้อนพูดว่า “ลูกชายข้าถูกคนตี ข้าต้องไปขอความช่วยเหลือที่โจวเสวีย เขามีนามว่าจูซุ่นเต๋อ เป็น…”
นางยังพูดไม่จบก็มีเสียงร้องอุทานดังมาจากในรถม้า “จูซุ่นเต๋อ?! ท่านป้าหมายถึงจูซุ่นเต๋อจากหมู่บ้านสกุลจูในตำบลอันจิ่วใช่หรือไม่?”
จากนั้น คุณชายสวมชุดหรูหราคนหนึ่งก็กระโดดลงมาจากบนรถม้า มองมาที่นางด้วยความร้อนใจ
เย่อวี๋หรานประหลาดใจสุดแสน “ท่านรู้จักลูกชายข้า?”
“คุณชายของข้าแซ่เยี่ยน” บ่าวผู้ติดตามเอ่ยขึ้นจากข้าง ๆ
เย่อวี๋หรานพลันนึกออกแล้ว “คุณชายเยี่ยนหรอกหรือ?! สวรรค์ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เช้าวันนี้เจ้าสามบ้านข้าเพิ่งไปพบท่านมา บอกว่าช่วงเช้าท่านต้องออกไปทำธุระไม่ใช่หรือ…”
กล่าวถึงตรงนี้ นางค่อยนึกได้
ออกไปทำธุระข้างนอก แต่อีกฝ่ายไม่ได้บอกว่าไปที่ไหนนี่นา ไปแถว ๆ โจวเสวียของเมืองผู่โซ่วก็คือ ‘ไปทำธุระ’ เหมือนกัน
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย ท่านป้า ท่านบอกก่อนเถอะว่าเกิดอะไรขึ้นกับซุ่นเต๋อ” เยี่ยนเหออันถามอีกครั้งอย่างกระวนกระวายใจ
เย่อวี๋หรานก็ไม่สบายใจเช่นกัน นางตอบว่า “เรื่องนี้ไม่อาจอธิบายให้กระจ่างด้วยวาจาไม่กี่ประโยค ตอนที่ข้าวิ่งออกมาขอความช่วยเหลือ พวกเขาก็ถูกคนอื่นตีแล้ว…ข้ากำลังจะไปเรียกคนมาช่วย ไม่อย่างนั้นถ้าข้ากลับไปช้าเกิน พวกเขาก็อาจเกิดเรื่องจริง ๆ แล้ว”
เยี่ยนเหออันร้อนใจกว่าเดิม “ไกลหรือไม่? รถม้าไปได้ไหม?”
“ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่รถม้าไปไม่ได้ ข้าวิ่งออกมาจากตรอกเล็กเส้นนี้” เย่อวี๋หรานชี้ไปทางตรอกเล็กข้างหลัง
พวกเยี่ยนเหออันมองตามแล้วก็พบว่าตรอกนั้นค่อนข้างเล็กจริง ๆ รถม้าผ่านเข้าไปไม่ได้
เขาหันกลับมาสั่งการบ่าวรับใช้คนสนิท “อาโม่ เจ้านั่งรถม้าไปขอความช่วยเหลือที่โจวเสวีย ข้าจะไปช่วยคนกับท่านป้า”
“นั่นจะได้อย่างไร?” อาโม่ย่อมไม่ยินดี “บ่าวห้ามคุณชายไม่ให้ไปช่วยคนไม่ได้ ก็ต้องติดตามคุณชายไปด้วย ให้อาเย่ไปขอความช่วยเหลือคนเดียวก็พอแล้ว”
สารถีที่ถูกเรียกชื่อมองไปทางนายบ่าวทั้งสอง รอฟังผลจากการหารือของพวกเขา
“อาโม่…”
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ขอรับ บ่าวต้องติดตามไปคอยปกป้องข้างกายคุณชายเท่านั้น ไม่มีอะไรให้ต่อรองทั้งนั้น”
เยี่ยนเหออันจนใจ แต่ก็ทราบว่าอาโม่เป็นบ่าวรับใช้คนสนิทที่ทางตระกูลส่งมาให้คอยดูแลเขา มีหน้าที่สำคัญต้องรับผิดชอบ
“ตกลง เช่นนั้นอาเย่ท่านไปเถอะ”
ในเรื่องนี้ เยี่ยนเหออันไม่อาจเอาชนะอาโม่ ได้แต่ล้วงป้ายประจำตัวออกมาส่งให้อาเย่ไปขอความช่วยเหลือ
อาเย่ไม่รอช้า ถามตำแหน่งที่ตั้งของเรือนตระกูลเฉินชัดเจนแล้วก็ขึ้นไปนั่งบนรถม้ามุ่งหน้าไปที่โจวเสวียทันที
เยี่ยนเหออันหันกลับมาถามเย่อวี๋หรานว่าเดินไหวหรือไม่
เย่อวี๋หรานทดสอบดู ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจิตใจเป็นนายเหนือร่างกาย หรือเป็นเพราะไม่ได้รับบาดเจ็บมาก ความเจ็บบริเวณบั้นท้ายคล้ายจะบรรเทาลงแล้ว นางทดลองอยู่หลายครั้ง จึงพบว่าไม่กระทบต่อการเดิน
“ไม่เป็นไร ยังเดินไหวอยู่ ข้านำทางให้พวกท่าน”
แม้เยี่ยนเหออันจะเป็นห่วงสุขภาพของนางอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดถึงว่าจูชียังอยู่ในเงื้อมมือของคนอื่นจึงได้แต่ปล่อยวางไว้ก่อนชั่วคราว
“จูต้าเหนียง พวกข้าช่วยประคองท่านก็แล้วกัน”
เย่อวี๋หรานไม่ได้ฝืน ตอบรับว่า “ได้”
เยี่ยนเหออันกับอาโม่จึงมายืนฝั่งซ้ายขวาของเย่อวี๋หรานเพื่อช่วยพยุงนาง
บั้นท้ายได้รับบาดเจ็บกับขาได้รับบาดเจ็บนั้นแตกต่างกันอยู่ หากขาได้รับบาดเจ็บไม่ต้องออกแรงก็ได้แล้ว แต่บั้นท้ายเป็นบริเวณที่ไวต่อสัมผัส ขอเพียงท่านก้าวเดิน จะระวังอย่างไรก็ต้องได้ใช้บั้นท้าย
ดังนั้น แม้จะมีคนช่วยพยุงแล้ว แต่เย่อวี๋หรานก็ยังทรมานอยู่ดี
ระหว่างทาง เย่อวี๋หรานยังคงมีสติแจ่มใส ใช้ถ้อยคำง่าย ๆ บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
……
คำพูดของเฉินหลิ่งทำให้เฉินต้าซานจมอยู่ในความสับสนเคร่งเครียด
เขาอยากได้เงินที่หายไปคืนมา แต่ก็กลัวว่าจะล่วงเกินปัญญาชนหนักเกินไป
ปัญญาชนคนเดียวหาเป็นไรไม่ แต่ถ้าเบื้องหลังปัญญาชนผู้นั้นมีปัญญาชนกลุ่มใหญ่ หรือกระทั่งคนที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงอีกเล่า?
เส้นสายเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่พรรคเล็ก ๆ อย่างพรรคซานไห่สามารถไปต่อกรได้
“ท่านพ่อ สิ่งที่อาเฉินพูดไว้คงไม่ใช่เรื่องจริงหรอกนะ ถ้าเจ้าเด็กนั่นเป็นจูซิ่วไฉอะไรนั่นจริง ๆ…ถ้าเขารู้จักคุณชายเยี่ยน พวกเราก็แย่แล้ว” เฉินต้าซานขมวดคิ้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งว้าวุ่นใจ
เขามองไปทางบิดาอย่างขอความเห็น บิดาใช้ชีวิตมานานกว่าเขา พบผู้คนมามาก ประสบการณ์โชกโชน จะต้องทราบว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรแน่นอน
เฉินหลิ่งกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “รู้จักแล้วอย่างไร? ขอเพียงพวกเราไม่พูด ผู้ใดจะรู้ว่าซิ่วไฉแซ่จูคนหนึ่งเคยมาเช่าเรือนพวกเรา?”
“ท่านพ่อ ท่านหมายความว่า?!” เฉินต้าซานเบิกตากว้างอย่างไม่กล้าเชื่อ
“ใจไม่เหี้ยมไม่ใช่ลูกผู้ชาย” เทียบกับลูกชายแล้ว เฉินหลิ่งโหดเหี้ยมกว่ามากนัก
เฉินต้าซานตกใจจนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “ท่านพ่อ มีคนหนึ่งหนีไปได้ ถึงพวกเราจะจัดการสองคนนั้น จูต้าเหนียงก็รู้เรื่องอยู่ดี…”
เฉินหลิ่งเหลือบตาขึ้น “เจ้าคิดว่าหญิงแก่คนเดียวจะทำอะไรได้? อยู่ต่างบ้านต่างเมือง ทั้งยังไม่มีคนรู้จัก…เจ้าเป็นผู้ชายคนหนึ่ง คงไม่ได้กลัวหญิงชนบทคนเดียวหรอกนะ?”
ถูกบิดาปรามาสเช่นนั้น เฉินต้าซานพลันหยัดกายขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องรีบลงมือ ถ้าจูต้าเหนียงพาคนมาจับได้พร้อมหลักฐานก็แย่แล้ว ข้าจะไปหยิบดาบ”
พูดจบก็ไปเอาดาบมาจากเรือนหน้า
เฉินเสี่ยวซานไม่ได้ยินว่าพี่ชายกับบิดาคุยอะไรกัน แต่เห็นพี่ชายหันหน้าหาบิดาครู่หนึ่งก็เดินผละไป
จากนั้นก็เห็นพี่ชายถือดาบใหญ่เดินกลับมา