ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 775 เก็บกวาด
บทที่ 775 เก็บกวาด
“ท่านหยิบดาบมาทำไม?” ในสายตาของเฉินเสี่ยวซาน ถ้าจะใช้ดาบก็น่าจะใช้ตั้งแต่ตอนมาคิดบัญชีกับอีกฝ่าย
คนถูกพวกเขามัดตัวเอาไว้ได้แล้ว พี่ชายกลับเพิ่งไปหยิบดาบมา สายไปหน่อยหรือไม่?
“เก็บกวาด” เฉินต้าซานกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
เฉินเสี่ยวซานไม่เข้าใจ “เก็บกวาดอะไร?”
เฉินต้าซานมองไปทางสองพี่น้องสกุลจู ขณะใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือดาบกรีดผ่านลำคอ
เฉินเสี่ยวซานเข้าใจแล้ว แต่ค่อนข้างตกใจ “ท่านโง่หรือเปล่า? เอาเงินคืนมาได้ก็พอแล้ว แต่ท่านเอะอะก็จะใช้ดาบ…”
เขาหันหน้ากลับไปคิดจะเรียกหาบิดา ให้บิดามาพูดกับพี่ชาย
ปรากฏว่าเพิ่งจะร้องออกไปว่า “ท่านพ่อ” ก็ได้ยินพี่ชายพูดว่า “ท่านพ่อสั่งมา”
เฉินเสี่ยวซานพลันใบ้กิน ไม่รู้จะพูดอะไรอีก
ถ้าบิดาเป็นคนสั่ง เรื่องนี้คงเป็นจริงแล้ว
เขาพูดว่า “ทำไมท่านไม่หยิบมาเผื่อข้าด้วย?”
“ดาบเดียวก็พอแล้ว ฟันคนละฉับก็พอ”
เฉินต้าซานย่างสามขุมเข้ามาหาจูซานกับจูชี
“ท่านแม่ พอเถอะขอรับ หลังจากนี้ให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ” เฉินต้าซานบอกมารดา
ตีคนมานานขนาดนี้ เฉินเสิ่นก็เหนื่อยเหมือนกัน ได้ยินลูกชายคนโตพูดอย่างนั้นจึงพยักหน้าโดยไม่ลังเล “ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ฝากเจ้าด้วย”
นางเดินไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ข้าง ๆ ทั้งยังสั่งให้ลูกสะใภ้ทั้งสองนวดไหล่นวดหลังให้ตนเอง
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินเห็นแต่แรกแล้วว่าเฉินต้าซานถือดาบมาด้วย แต่พวกนางไม่ได้คิดอะไรมาก เข้าใจว่าเขาเอามาขู่คนก็เท่านั้น
กลับเป็นเฉินหลิ่งที่เห็นความเคลื่อนไหวของเฉินต้าซานแล้วสำทับมาว่า “อย่าฆ่าตรงนี้ ถ้าจะฆ่าก็ไปฆ่าเรือนข้าง ๆ เลือดจะได้ไม่กระเด็นเลอะเทอะไปทั่ว เก็บกวาดลำบาก”
จากนั้นก็สั่งการให้พวกเฉินเสิ่นที่เพิ่งจะได้นั่งลงเข้าไป ‘เก็บกวาด’ ข้าวของของสกุลจู อย่าให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว
คราวนี้ ทุกคนล้วนเข้าใจหมดแล้วว่าเฉินต้าซานกำลังจะทำอะไร
เฉินเสิ่น สะใภ้ใหญ่ และสะใภ้รองเฉินแทบไม่อยากเชื่อ แต่เมื่อเห็นแววตาเหี้ยมเกรียมที่มองมาของใครบางคน พวกนางก็ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง
แม่สามีกับลูกสะใภ้ทั้งสามคนรู้ใจกันอย่างหาได้ยาก สบตากันแวบหนึ่งก็รีบลุกขึ้นมา
คำพูดเหล่านั้น จูซานกับจูชีย่อมได้ยินแล้วเช่นกัน
จูชีใจหายวาบ “พี่สาม ท่านได้ยินไหม พวกเขา…พวกเขาจะฆ่าพวกเรา?!”
เขามีความคิดบริสุทธิ์ไร้เดียงสา คิดว่าการฆ่าคนเป็นเรื่องฉกาจฉกรรจ์อย่างยิ่ง นั่นเป็นเรื่องที่มีแต่คนชั่วที่ใจทมิฬหินชาติเท่านั้นถึงจะกระทำได้ลงคอ
แต่ยามนี้ พวกเขาเพียงแต่มาเช่าเรือนพักเท่านั้น ไฉนจึง…
จูซานไม่เคยพบพานสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ใจร้อนรุ่มยิ่งนัก แต่มองจากภายนอก เขายังคงปลอบโยนจูชีอย่างสุขุมหนักแน่น “ข้าได้ยินแล้ว อย่ากลัว พวกเขาก็แค่พูดไปอย่างนั้น ไม่ลงมือจริง ๆ หรอก”
ขณะที่พูด เขาก็เห็นความเคลื่อนไหวของพวกผู้หญิงตระกูลเฉินและเห็นดาบเล่มเขื่องในมือเฉินต้าซาน
เขาสังเกตว่า สีหน้าของเฉินหลิ่งและลูกชายทั้งสองไม่ค่อยถูกต้องนัก
เงื่อนงำเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่าคำพูดของเฉินหลิ่งน่าจะเป็นเรื่องจริงแล้ว
“ไม่ลงมือจริง ๆ?” เฉินเสี่ยวซานรู้สึกว่าน่าขัน “ก่อนหน้านี้อะไรก็ไม่กล้า ๆๆ พอข้าถามเจ้าว่า ‘ไม่กล้า’ อะไร เจ้าก็ไม่กล้าพูด มารดามันเถอะ เจ้าคงพูดเป็นแต่เรื่องโกหกสินะ? เจ้าคอยดูก็แล้วกันว่าพวกข้ากล้าหรือไม่กล้า!”
จากนั้นก็ถอดถุงเท้าเน่า ๆ ของตัวเองออกมาอุดปากจูซานกับจูชี
จูชีไม่ยินยอม คิดว่าเอาของที่เหม็นหึ่งแบบนี้มายัดใส่ปากของเขาได้อย่างไร?
เฉินเสี่ยวซานไม่ได้ใจเย็นขนาดนั้น สะบัดฝ่ามือตบเสียงดัง ‘เพียะ’
“ไม้อ่อนไม่ชอบ ชอบไม้แข็งนักใช่ไหม ทำตัวว่านอนสอนง่ายเสียดี ๆ!”
“ช่วย…” ร้องได้คำเดียว ปากของจูชีก็ถูกถุงเท้าเหม็นเน่าอุดเอาไว้ เขาเจ็บช้ำใจจนตาแดงก่ำเหมือนลูกกระต่าย
จูซานคิดจะยื้อเวลา คิดไม่ถึงว่าเฉินเสี่ยวซานจะไม่ยอมพูดจากับเขาสักนิด พอเขาอ้าปากขึ้น ถุงเท้าก็ถูกยัดเข้ามาทันที
จูซาน “…”
ทำไมเจ้าไม่ถามเล่า ตอนนี้ข้าอยากตอบแล้วนะ
เฉินต้าซานคิดไม่ถึงว่าเฉินเสี่ยวซานจะลงมือฉับไวปานนั้น พลันไม่ค่อยพอใจ “เจ้าอุดปากพวกเขาแบบนั้น ข้าจะถามเรื่องเงินได้อย่างไร?”
“ยังจะถามอะไรอีก พวกท่านแม่ไปค้นสัมภาระของพวกคนสกุลจูแล้วไม่ใช่รึ? ค้นหาดูเดี๋ยวก็ได้รู้แล้วนี่?” เฉินเสี่ยวซานลืมเรื่องเงินไปเสียสนิท พอพี่ชายพูดมาเช่นนั้นค่อยพบว่าไม่เข้าทีนัก
แต่เขาไม่อยากยอมรับจึงหาข้ออ้างส่ง ๆ ไป
เฉินต้าซานคิดแล้วก็เห็นด้วย ถ้าพวกคนสกุลจูขโมยเงินของพวกเขาไปจริง จะต้องซ่อนเอาไว้ในห่อสัมภาระเป็นแน่
ตอนนี้สัมภาระเหล่านั้นถูกคนในครอบครัวตัวเองค้นแล้ว ยังจะหาไม่เจออีกหรือ?
จูซาน “…”
พวกคนตระกูลเฉินเสียสติไปแล้วจริง ๆ บอกแล้วว่าพวกเขาไม่ได้ขโมยเงินไป ทำไมถึงยังไม่เชื่ออีก?
เสียแรงที่มารดาวิเคราะห์ไปมากขนาดนั้น ช่างเป็นพวกโง่งมทั้งบ้าน พูดไปชัดเจนขนาดนั้นแล้ว ยังไม่รู้อีกว่าเงินของครอบครัวตัวเองหายไปไหน
ในใจรู้สึกอัดอั้น ไม่รู้ว่ามารดาทิ้งพวกเขาเอาไว้แล้วหนีไปคนเดียวจริง ๆ หรือหนีไปขอความช่วยเหลือกันแน่
ถ้าเป็นอย่างหลัง ก็หวังว่ามารดาจะกลับมาเร็วหน่อย ไม่อย่างนั้นศีรษะของเขากับจูชีคงได้ฤกษ์ย้ายที่แล้ว
คนไม่อยู่แล้ว จะหาพวกเขาไปก็ไร้ประโยชน์
“ลงมือเร็วหน่อย แม่พวกเจ้ากำลังเก็บกวาดข้าวของอยู่ รีบจัดการให้จบ ๆ แล้วกลับมาช่วยทางนี้” เฉินหลิ่งเห็นสองพี่น้องชักช้าจึงพูดเร่ง
“ทราบแล้วขอรับ ท่านพ่อ”
สองพี่น้องรับคำ ต่างคนต่างรับผิดชอบคนละคน ตระเตรียมเคลื่อนย้ายคนไปที่อื่น
เฉินต้าซานถือดาบยืนอยู่ข้าง ๆ เฉินเสี่ยวซานเข้ามาแก้เชือกให้คนทั้งสอง
จูชีหอบหายใจแรง บิดร่างหลบไปมา ไม่ต้องการให้ความร่วมมือเฉินเสี่ยวซาน
“บิดอะไรของเจ้า อยู่นิ่ง ๆ หน่อย” เฉินเสี่ยวซานเตะเขาหลายทีด้วยความโมโห
เดิมทีก็จะแก้เชือกอยู่แล้ว พอจูชีขยับไปมาเช่นนั้นเชือกก็คลายออก
จูชีที่ถูกเตะเจ็บปวดจนย่ำเท้า ไม่ได้สังเกตเรื่องเชือก คราวนี้ประเสริฐทีเดียว เขาเข้าใจว่าตนเองถูกมัดติดกับพี่ชายโดยหันหลังเข้าหากันนั้นปลอดภัยมากแล้ว แต่พอส่ายร่างไปมาเช่นนั้นกลับเสียสมดุล ล้มหน้าทิ่มลงพื้น
เฉินเสี่ยวซานสะดุ้งตกใจ “แย่แล้ว เจ้าหมอนั่นคิดหนี!”
เฉินต้าซานได้ยินเสียงร้องก็รีบวิ่งเข้ามาช่วย
ขณะนั้น ความสนใจของทุกคนพุ่งไปที่จูชี จนละเลยคนผู้หนึ่งไป ซึ่งก็คือจูซาน
สาเหตุที่เขานิ่งเงียบแต่โดยดีเช่นนี้ แท้จริงแล้วก็เพื่อทำให้คนตระกูลเฉินลดความระแวดระวังลง เช่นนี้เขาจึงสามารถแอบคลายปมเชือกข้างหลัง รวมถึงเชือกที่มัดข้อมือของตนเองเอาไว้ได้
ด้วยเหตุนี้ ขณะที่คนตระกูลเฉินเข้าใจว่ามือของพวกเขายังถูกมัด ตรงเข้ามาปลดเชือกอีกเส้นที่มัดพวกเขาเอาไว้…
จูซานพลันเคลื่อนไหว
เป้าหมายของเขาชัดเจนยิ่ง ใช้พละกำลังทั้งหมดของตนเอง ยกเท้าถีบเข้าที่ท้องของเฉินต้าซาน
เฉินต้าซานไม่ทันตั้งตัวจึงถูกถีบเข้าอย่างจัง ถือดาบในมือไว้ไม่มั่น ดาบพลันร่วงลงพื้น
เคร้งงง!
ดาบเล่มนั้นกระทบพื้นจนฝุ่นฟุ้งตลบขึ้นมา
จูซานคาดการณ์เอาไว้แต่แรก จึงพุ่งเข้าไปหาดาบทันที
เฉินเสี่ยวซานตกใจ “พี่ใหญ่!…”
เฉินต้าซานรู้สึกตัวแล้ว แต่ทราบว่าตนเองไม่ทันแน่จึงตะโกนลั่นอย่างร้อนใจ “ยืนบื้ออะไรอยู่ รีบไปแย่งดาบ!”