ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 781 เจ็บก้นแบบนี้ จะพูดออกไปได้อย่างไร
บทที่ 781 เจ็บก้นแบบนี้ จะพูดออกไปได้อย่างไร
“สวรรค์!” สะใภ้ใหญ่เฉินจุดตะเกียงจึงเห็นบาดแผลนั้น นางร้องด้วยความตกใจ “แผลใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ!”
เมื่อมองไปยังพื้นนองเลือดก็เห็นว่ามีก้อนหินคมเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
แสงสว่างจากตะเกียงริบหรี่เพราะมันแขวนอยู่ค่อนข้างสูง จึงไม่มีใครสังเกตเห็นก้อนหินนั้น ใครเล่าจะคิดว่าเฉินเสิ่นจะล้มหัวฟาดหินก้อนนั้นเข้าพอดี
เมื่อเห็นเลือดยังคงไหลออกจากแผลไม่หยุด สะใภ้รองเฉินก็รีบเอามือปิดปากแผลไว้
ทว่าเลือดไหลนองปานนี้ นางจะห้ามเลือดได้อย่างไร จึงลนลานตะโกนขึ้นว่า “อาสะใภ้! เลือดจากแผลของท่านแม่ไหลไม่หยุดเลย ทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
“กดเอาไว้ก่อน กดให้สุดแรง…” เฉินจ้าวซื่อร้อนใจเช่นกัน แต่นางก็ใจชื้นขึ้นเมื่อไม่พบแผลบนตัวสามี มีเพียงเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือดเท่านั้น
เลือดนั้นไม่ใช่ของสามีนาง แต่ดูท่าว่าจะเป็นของเฉินเสิ่น
“ไม่ได้ผลเจ้าค่ะ ข้ากดแล้ว”
“ไปหาขี้เถ้ามา ขี้เถ้าใช้ห้ามเลือดได้”
พวกนางวุ่นวายกันอยู่พักใหญ่ หาผ้ามารองศีรษะเฉินเสิ่นและนำขี้เถ้ามาโปะแผล วิธีการนี้ใช้ได้ผลอยู่เพียงไม่นานนัก
สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์ เลือดยังไหลออกจากแผลบริเวณท้ายทอยของนางไม่หยุด
สะใภ้รองเฉินพลันวิตก “พี่สะใภ้ ข้าเกรงว่าเราต้องส่งท่านแม่ไปรักษาที่โรงหมอ…”
ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยจนสิ้นคำ สะใภ้ใหญ่เฉินก็คว้ามือนางไว้และพูดว่า “จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร! ลืมเรื่องที่เรายังออกไปข้างนอกไม่ได้แล้วหรือ?”
“แต่ว่า… ท่านแม่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ หากเราไม่ส่งนางไปโรงหมอแล้วเกิดเรื่องขึ้นจะทำอย่างไร?”
“เรื่องนี้…” อีกฝ่ายชะงักคำพูดเพราะจนปัญญาเช่นกัน
หากส่งแม่สามีไปโรงหมอ พวกนางอาจถูกจับได้ ทว่าหากไม่ทำเช่นนั้นแม่สามีจะตกอยู่ในอันตราย นี่เป็นทางเลือกที่น่าลำบากใจนัก
“เราจะทำอย่างไรดี ๆ?” สะใภ้รองเฉินถามย้ำ
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร” สะใภ้ใหญ่เฉินยักไหล่คล้ายไม่ต้องการจะสนใจอีกต่อไป “เจ้า… เจ้าอยากทำสิ่งใดก็ทำเสีย ข้าตามใจเจ้า”
“ท่าน!…” สะใภ้รองเฉินถึงกับตะลึงพรึงเพริด
เรื่องคอขาดบาดตายปานนี้ พี่สะใภ้ยังทำเมินเฉยได้อีกหรือ?
นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน ไม่ว่าจะเลือกทางไหน สุดท้ายหากเกิดเรื่องเดือดร้อนขึ้นมา ความผิดจะไม่ตกมาอยู่ที่นางหรอกหรือ?
นางไม่ยอมเป็นคนตัดสินใจเช่นกัน จึงทำได้เพียงพึ่งพาเฉินจ้าวซื่อ
“โถ่เอ๊ย! พวกเจ้าตัดสินใจกันเองเถิด ท่านอาของเจ้าก็ยังไม่ได้สติ ข้าต้องพาเขาขึ้นไปดูอาการ…” เฉินจ้าวซื่อเห็นพวกนางไม่ยอมทำสิ่งใดเสียที ไฉนเลยจะยอมไปยุ่งเกี่ยวด้วย จึงรีบออกจากห้องใต้ดินไปเรียกคนมาพยุงสามีออกไป
เฉินเสิ่นไปหาหมอไม่ได้ อาเฉินก็ยังหมดสติ แต่ยังเรียกหมอมาที่บ้านได้
เย่อวี๋หรานคงคิดไม่ถึงว่า ไม่นานหลังจากที่ออกเดินทางมาโรงหมอ นางจะต้องไปหาคนตระกูลเฉินอีก
หากรู้แบบนั้นแล้ว นางคงจะระวังตัวมากขึ้น
ทั้งยังนึกไม่ถึงว่าจะบังเอิญพบเพื่อนเก่าในเมืองผู่โซ่ว นั่นก็คือท่านหมอไป๋หลี่น้อยนั่นเอง
“มาทำอะไรที่นี่กัน?” นางแปลกใจที่เจอเขาที่นี่
ตอนอยู่ในตำบลอันจิ่ว นางรู้ว่าไป่เย่าถังเป็นโรงหมอใหญ่และพบได้หลายที่ การเจอไป่เย่าถังในเมืองผู่โซ่วยังเข้าใจได้ แต่ตัวเขายังมาอยู่ที่นี่ด้วยหรือ?
“ประโยคนี้ข้าควรเป็นคนพูดไม่ใช่หรือ?” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยมองนางที่ถูกอุ้มมา “เกิดอะไรขึ้นกับท่าน? คราวก่อนที่พบกันก็เป็นท่านที่พาคนมาหาหมอ คราวนี้เป็นคนถูกพามาหรอกหรือ?”
เย่อวี๋หรานอับอายเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเรื่องที่นางต้องมาหาหมอ ทว่าเป็นส่วนที่นางเจ็บต่างหาก นางเจ็บก้นแบบนี้แล้วจะพูดออกไปได้อย่างไร
“หือ?” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยเคยโต้วาจากับนางมาหลายครั้ง ย่อมรู้ว่ารับมือกับนางได้ยากเพียงใด ทว่าบัดนี้นางกลับมีท่าทีเช่นนี้…
เขายิ่งคลางแคลงใจ อะไรกันที่ทำให้นางกระอักกระอ่วนจะเอื้อนเอ่ยนัก
“ไม่มีอะไร แค่หกล้มเท่านั้น” นางไม่ต้องการที่จะเปลี่ยนหมอแต่อย่างใด แม้จะอับอายแต่นางก็เชื่อในทักษะการแพทย์ของท่านหมอไป๋หลี่น้อย
ตั้งแต่เรื่องการตั้งท้องของสะใภ้รองไปจนถึงแผลเป็นบนหน้าผากของต้าเป่า ทั้งหมดนี้ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ฝีมือของเขาได้แล้ว
ขอเพียงมีความสามารถ ต่อให้ยากที่จะทำใจนางก็จะอดทน
“หกล้มจนเจ็บที่ใด?”
“ก้น”
ท่านหมอไป๋หลี่น้อย “…”
หยาบคายนัก!
คนอื่นเจ็บกันที่ขา ทว่านางกลับดีนัก เจ็บที่ก้นอย่างนั้นหรือ!
แม้เขาจะไม่พอใจแต่กลับไม่แสดงออกทางสีหน้า ให้คนพาเย่อวี๋หรานเข้าไปด้านใน
จูซานให้จูชีอยู่ข้างนอกเป็นเพื่อนคุณชายใหญ่เยี่ยน ก่อนจะเดินตามเข้าไปด้านใน
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยไม่เคยพบจูซานมาก่อน จึงมองหน้าแล้วถามว่า “เจ้าตามเข้ามาทำไม?”
“ท่านไม่ได้จะรักษาท่านแม่ข้าหรอกหรือ ข้าเข้ามารอดูว่ามีสิ่งใดให้ช่วยเหลือหรือไม่” จูซานแปลกใจ หรือว่าหมอผู้นี้จะมีนิสัยพิกลที่ไม่ชอบให้คนอื่นดูตอนรักษา?
“ท่านแม่ของเจ้าหรือ?” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยจ้องมองเย่อวี๋หรานแล้วเอ่ยถาม “นี่คือลูกชายของท่านหรือ?”
นางพยักหน้า “อืม ลูกชายคนที่สาม”
“ลูกดกนัก” เขาเอ่ยหยอก “ข้าเคยเห็นมาหลายคนแล้ว แต่ก็ยังมีคนนี้อีกคนหรอกรึ”
พูดจบ เขาก็หันมามองจูซานอีกครั้ง
จูซานงุนงง ‘ท่านแม่สนิทสนมกับท่านหมอขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?’
มองเพียงแวบเดียวก็เห็นว่าท่านหมอผู้นี้ต่างจากหมอชาวบ้านลิบลับ เรียกได้ว่าคนละชั้น
ระหว่างที่เขาไม่อยู่ในหมู่บ้านนั้นเกิดอะไรขึ้นที่บ้านกันแน่? ถึงกับทำให้ท่านแม่สนิทสนมกับท่านหมอได้ถึงเพียงนี้
“ขอบคุณท่านมาก” เย่อวี๋หรานรับ ‘คำชม’ นั้นด้วยความยินดี ส่วนความหมายแฝงในคำพูดของเขานั้น คงต้องขออภัยที่นางไม่เข้าใจ
ภายในห้องด้านใน ท่านหมอไป๋หลี่น้อยให้จูซานอุ้มมารดาขึ้นนอนบนเตียง
เนื่องจากหญิงชายต่างกันจึงไม่เหมาะสมนัก ทำให้ต้องเรียกเจ้าหน้าที่หญิงสูงวัยมาเป็นผู้ช่วย
เขาให้จูซานออกไปรอด้านนอก ก่อนจะให้ผู้ช่วยถอดเสื้อผ้าเย่อวี๋หรานเพื่อตรวจดูอาการบาดเจ็บภายนอก
ระหว่างนั้นเขาก็ถามจูซานว่านางล้มได้อย่างไร
อีกฝ่ายตอบอย่างไม่คิดปิดบัง
“โดนเกวียนชนอย่างนั้นหรือ บาดแผลไม่น่าจะเล็กเท่านี้…” เขาครุ่นคิดก่อนเอ่ยถาม “ตอนนั้นแม่เจ้าขยับตัวได้หรือไม่?”
“ยังเดินได้บ้าง เพียงแค่ช้าลงเท่านั้นและรู้สึกเจ็บเล็กน้อย” จูซานตอบ
“เจ็บเล็กน้อยหรือ เจ็บเล็กน้อยแล้วทำไมตอนนี้นางถึงเดินไม่ได้เล่า? ถึงขั้นต้องให้คนแบกหามมาเลยไม่ใช่หรือ”
“ข้าไม่รู้ เป็นไปได้ว่าตอนนั้นนางอดทนเอาไว้ หรือไม่ก็ความเจ็บอาจยังชาจนไม่รู้สึก นางจึงยังไม่มีอาการ… ท่านหมอ รบกวนท่านตรวจดูให้ละเอียด หากมีอาการร้ายแรงอย่าเพิ่งบอกกับนาง ท่านออกมาบอกข้าก่อน ท่านแม่ข้าผู้นี้เป็นคนถือศักดิ์ศรีมาก”
“เข้าใจแล้ว” เขาตอบ “ข้าได้พบนางมาหลายครั้ง เถียงกันมาหลายหน ไม่มีครั้งไหนที่นางไม่อยากเอาชนะ”
“ดูเหมือนว่าท่านจะคุ้นเคยกับนางดี”
“ไม่คุ้นไม่ได้ ตอนที่พี่สะใภ้ของเจ้าตั้งท้อง หรือแผลเป็นบนหน้าผากหลานชายเจ้า… นางก็มาหาข้าทั้งนั้น”
จูซานตกใจ “บังเอิญปานนั้นเชียว! เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นที่อันจิ่ว แต่ตอนนี้เราอยู่ในเมืองผู่โซ่ว กลับได้มาพบท่านอีก…”