ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 782 ต่อไปนี้แม่ข้าจะเดินไม่ได้หรือ!
บทที่ 782 ต่อไปนี้แม่ข้าจะเดินไม่ได้หรือ!
“บังเอิญจริง ๆ ข้าเพิ่งย้ายมาประจำการที่นี่ไม่กี่วันพวกเจ้าก็มาที่นี่ คราวหน้าข้าย้ายไปที่อื่นพวกเจ้าอย่าได้ตามมาอีก… ข้าไม่อยากเวียนมาเจอพวกเจ้าอีกแล้ว” เขาเป็นหมอที่เก่ง แต่เกิดเรื่องราวดี ๆ กับเขาเพียงกี่ครั้งกัน
คำพูดของหมอไป๋หลี่น้อยตีความได้ว่าเขาไม่ต้องการให้คนไข้ที่เคยผ่านมือเขาต้องถึงมือเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่ต้องเจอเขาอีกหมายความว่าพวกเขา ‘ปลอดภัย’ และ ‘สุขภาพดี’
จูซานหัวเราะและพูดว่า “ชีวิตมนุษย์ยืนยาว ใครเล่าจะรับรองได้ว่าจะไม่ต้องมาหาท่านหมออีก ท่านหมอ เราไม่อาจรับปากเรื่องนี้ได้หรอก”
ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกัน ผู้ช่วยหญิงก็เริ่มตรวจร่างกายของเย่อวี๋หราน
ไม่มีบาดแผลภายนอกมากนัก ส่วนใหญ่อยู่ที่ฝ่ามือและหัวเข่า ซึ่งผู้ช่วยหญิงได้ตรวจอาการแล้ว พบว่าไม่มีส่วนไหนบาดเจ็บสาหัส
ทว่าก้นของเย่อวี๋หรานกลับเริ่มเขียวช้ำ
เมื่อได้ยินคำอธิบายของผู้ช่วยหญิง หมอไป๋หลี่น้อยก็หยิบผังจุดฝังเข็มออกมาและบอกนางว่าควรทำอย่างไรและให้ตรวจอาการจุดใด
นางกลับเข้าไปและทำตามคำที่เขาบอก ก่อนจะตรวจอาการให้เย่อวี๋หรานอีกครั้ง
เพียงแต่ครั้งนี้การรักษาไม่ราบรื่น เพียงนางแตะตัวเย่อวี๋หราน เจ้าตัวก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บแล้ว
“เจ็บตรงนี้หรือ?”
“เจ็บ”
“แล้วตรงนี้เล่า เจ็บตรงนี้หรือไม่?”
“เจ็บเช่นกัน”
“ตรงนี้เล่า?”
ไม่นานนางก็รู้ว่าแทบจะแตะก้นเย่อวี๋หรานไม่ได้ อาการบาดเจ็บรุนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้
นางรีบออกมารายงานสถานการณ์ให้หมอไป๋หลี่น้อย
เขาได้ยินเสียงโอดโอยด้านในแล้ว สีหน้าจึงค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น
“ข้าต้องไปคุยเรื่องนี้กับนางเอง”
จูซานมองหน้าอีกฝ่ายแล้วใจหาย “คุยกับข้าไม่ได้หรือ?”
“ชายหญิงต่างกัน แม้นางจะอายุมากแล้ว แต่เรื่องเช่นนี้ยังต้องถามจากปากนาง มีเพียงข้าต้องลงมือรักษาเองจึงจะรู้ว่าแท้จริงแล้วอาการของนางสาหัสเพียงใด” แม้ผู้ช่วยหญิงจะอธิบายละเอียด แต่สำหรับเขาแล้ว การฟังจากคำของผู้อื่นก็ยังต่างจากการมือเปื้อนด้วยตนเอง
บางทีผู้ช่วยหญิงอาจพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว ทว่าหากมีสิ่งที่นางมองข้ามไปเล่า?
จูซานใจเต้นรัวเมื่อได้ยินว่าหมอไป๋หลี่น้อยจะยอมมือเปื้อนรักษาด้วยตนเอง
ไม่ใช่ว่าเขาคิดว่ามารดาตนเองจะมีมลทินเพราะหมอแตะต้องตัว
นางอายุมากแล้ว ส่วนหมอยังหนุ่ม ต่อให้ต้องการฉวยโอกาสแต่คงไม่อาจคิดเช่นนั้นกับมารดาเขาได้
หมอไป๋หลี่น้อยพูดอย่างนี้ เขาเกรงว่า…
เกรงว่าอาการบาดเจ็บของนางจะสาหัสเกินกว่าที่เขาจินตนาการ
หมอไป๋หลี่น้อยเข้าไปคุยกับเย่อวี๋หรานแล้ว แต่เขายังวิตกและกลัวว่านางจะไม่ยอมให้เขาแตะต้องตัว
อย่างไรเสียในสมัยนี้อยู่ ๆ ‘โรคกลัวหมอ*[1]’ ก็กลายเป็นเรื่องสามัญ
ใครเล่าจะรู้ว่าจูต้าเหนียงคิดแบบนี้หรือไม่
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาสบายใจคือนางไม่ใช่หญิงที่ยังไม่ออกเรือนหรือสะใภ้ยังสาว ไม่เช่นนั้นคงได้ถูกครอบครัวทุบตีที่ทำเรื่องพรรค์นี้
“จูต้าเหนียง อาการของท่านรุนแรงกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้องตรวจเองจะได้รู้อาการที่แท้จริง…” เขาพยายามเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง คล้ายต้องการทำให้รู้ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ “ข้ารู้ว่ามันอาจผิดประเพณี แต่หากข้าไม่ตรวจดูจะทำให้การรักษาเป็นไปได้ยากลำบาก และอาจเกิดผลที่ไม่คาดคิดตามมาภายหลังได้”
“โอ้ ถ้าเช่นนั้น… ก็ตามใจท่านเถิด” แท้จริงแล้วเมื่อหมอไป๋หลี่น้อยพูดมาเช่นนี้ เย่อวี๋หรานกลับโล่งใจ
เรื่องนี้ตลกสิ้นดี สมัยนี้ยังไม่มีเครื่องเอกซเรย์หรือซีทีสแกน ให้ผู้อื่นไปบอกต่ออาการแบบนั้น เขาจะรู้อาการของนางได้อย่างไร
สิ่งสำคัญคือแม้ผู้ช่วยหญิงจะมีประสบการณ์โชกโชน ทว่าก็ไม่ใช่หมอผู้ช่ำชอง
เย่อวี๋หรานเป็นกังวลว่าตนจะอาการสาหัสเพราะรักษาล่าช้า
เขาชะงักเมื่อได้ยินคำตอบของนาง ‘ไม่ตัดสินใจเร็วเกินไปหรอกหรือ?’
ทว่าเขาวิตกเรื่องอาการของนางมากกว่า จึงไม่คิดมากและลงมือทันทีหลังพูดจบ
เทียบกับผู้ช่วยหญิงที่ไม่ได้มีประสบการณ์เท่าเขา ทำให้เขาดูเหมือนจะเชี่ยวชาญยิ่งกว่า ระหว่างรักษา เขาก็ถามอาการของนางไปด้วย
“เจ็บ!”
“โอ๊ย… ไม่นะ ๆ ตรงนี้เจ็บมาก ห้ามแตะเลย”
“โอ๊ย… ท่านมือเบากว่านี้ไม่ได้หรือไง”
สีหน้าของหมอไป๋หลี่น้อยยิ่งเคร่งเครียด เขาหันมามองจูซานก่อนจะพูดกับเย่อวี๋หรานว่า “จูต้าเหนียง ข้าจะให้ผู้ช่วยเอายาให้ทานก่อน”
“ได้ ท่านเป็นหมอ ว่าอย่างไรก็ตามนั้น” เย่อวี๋หรานอยากถามอาการของตนเอง แต่กลับเห็นว่าอีกฝ่ายเดินออกไปด้านนอกแล้ว
จูซานเข้าใจและเดินตามเขาออกไป
เย่อวี๋หรานงุนงง
ด้านนอก จูซานรีบกระซิบถามทันที “ท่านหมอไป๋หลี่น้อย สรุปว่าอาการท่านแม่เป็นอย่างไร นางคงไม่เป็นไรใช่ไหม ตอนนั้นนางยังเดินได้อยู่เลย…”
อีกฝ่ายมองเขาแล้วพูดว่า “ที่จริงเจ้าน่าจะพอคาดเดาได้แล้ว ถ้ามารดาเจ้าไม่บาดเจ็บสาหัส ข้าคงไม่พูดเช่นนี้ออกมา”
เขาใจหายแต่ยังมีความหวังอยู่บ้างจึงเอ่ยว่า “ข้าเพียงเป็นกังวล… ล้มแรงขนาดนั้นแต่ก็ไม่ได้แม้แต่จะพักและรีบกลับ ต่อให้ไม่มีบาดแผล ข้าก็เกรงว่าจะต้องบาดเจ็บเป็นแน่”
สิ่งสำคัญคือเมื่อมาหาหมอ มารดาเขาก็เจ็บหนักจนขยับตัวไม่ได้แล้ว
ภายหลังจึงไม่มีหนทางอื่นนอกจากขอยืมกระดานไม้จากตระกูลเฉินเพื่อแบกนางมาที่นี่
ตอนแบกหามมา นางยังต้องนอนคว่ำเพราะเจ็บก้นเมื่อถูกกระทบกระเทือน
“เจ้าคงได้ยินที่ผู้ช่วยหญิงบอกแล้ว ก้นของแม่เจ้าบวมมาก เมื่อครู่ข้าลองคลำไปถึงกระดูกดูนางก็เจ็บมาก ข้าเกรงว่าอาการคงไม่ธรรมดาแล้ว…” หมอไป๋หลี่น้อยค่อย ๆ อธิบาย “นางคงจะไม่ได้บาดเจ็บจากการล้มธรรมดา แต่น่าจะกระดูกร้าวด้วย”
“กระดูกร้าวหรือ รุนแรงหรือไม่?” จูซานถาม
อีกฝ่ายพยักหน้า “อืม! รุนแรงมาก กระดูกร้าวตอนอายุเท่านาง จะให้ผสานกลับมาดังเดิม เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ”
“แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ” จูซานใจหายวาบ “กระดูกที่ร้าวไม่อาจผสานดังเดิม ต่อไปท่านแม่ข้าจะเป็นอย่างไร”
“เรื่องค่อนข้างใหญ่ หากแขนขาหัก ยังมีข้างใดข้างหนึ่งที่ใช้การได้ แต่แม่เจ้าล้มกระแทกที่สะโพก” เขาชี้บริเวณนั้นของตนเอง “ตรงนี้เชื่อมต่อกับขาสองข้าง เจ้าคิดว่าหากมันหัก นางจะยังลุกยืนและเดินเหินได้หรือไม่”
บัดนี้จูซานตกตะลึง “ท่านหมายความว่าต่อไปท่านแม่จะเดินไม่ได้อย่างนั้นหรือ!”
[1] โรคกลัวหมอ คือ การที่ป่วยแต่ไม่ยอมรับการวินิจฉัยของแพทย์ และไม่ยอมรับการรักษา อาจทำให้โรคนั้นลุกลามจนกลายเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่อาจเยียวยาได้