ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 783 ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด
บทที่ 783 ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด
จูซานไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า หากวันหนึ่งมารดาไม่อาจเดินได้อีกแล้วจะเป็นอย่างไร?
ในความคิดของเขา มารดาเสมือนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง แข็งแกร่งมั่นคงตลอดมา
ราวกับว่าขอเพียงมารดายังอยู่ บนโลกใบนี้ก็ไม่มีอะไรที่เขาจะก้าวผ่านไปไม่ได้
แต่ตอนนี้ หมอไป๋หลี่น้อยกลับมาบอกเขาว่า…มารดาของเขาอาจเดินไม่ได้อีกแล้ว
นี่มันคือฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ เลยชัด ๆ
“ก็แค่อาจจะเท่านั้น สุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไรยังต้องดูการฟื้นตัวของแม่เจ้าหลังจากนี้” หมอไป๋หลี่น้อยไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาด เพราะยังไม่ถึงตอนสุดท้าย เขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร
ไม่มีหมอคนไหนกล้ารับประกันเต็มสิบส่วน พวกเขาต้องเหลือทางถอยไว้ให้ตัวเองด้วย
“อาจจะอะไรกัน? ท่านหมอไป๋หลี่น้อย แม่ข้าเป็นลูกค้าเก่าแก่ของท่าน นับว่าเป็นคนคุ้นเคยกัน ท่านมีอะไรก็บอกกล่าวออกมาตามตรงเถอะ อย่าอ้อมค้อมให้คนตกใจเลย”
“ข้าไม่ได้พูดให้คนตกใจ ข้าเพียงบอกผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดเท่านั้น เจ้าจะได้เตรียมใจเอาไว้ เจ้าก็ต้องคิดหาวิธีอธิบายให้แม่เจ้าทำใจเอาไว้ด้วยเช่นกัน…”
หมอไป๋หลี่น้อยยังพูดไม่จบ จูซานก็ร้อนใจเสียแล้ว “ท่านคิดว่าถ้าข้าบอกเรื่องนี้กับท่านแม่ แม่ข้ายังจะสามารถทำใจได้? ท่านแม่เป็นคนชอบเอาชนะแบบนั้น ยังจะรับได้ถ้าตัวเองไม่อาจเดินได้จนต้องนอนอยู่บนเตียงงั้นหรือขอรับ?”
“แม่เจ้าไม่ได้อ่อนแอเหมือนที่เจ้าคิดหรอกนะ นางเป็นคนเข้มแข็งคนหนึ่ง แม้ระหว่างทางอาจต้องพบกับความยากลำบาก แต่ข้าเชื่อว่าไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้วนางจะต้องยอมรับได้ และใช้ชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็งได้แน่” หมอไป๋หลี่น้อยพูดปลอบเขา
จูซานรู้สึกว่าน่าขัน “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าอ่อนแอหรือไม่อ่อนแอ ท่านแม่จะเป็นคนเข้มแข็งแค่ไหน นางก็คงไม่มีทางคาดคิดว่าต่อไปตนเองจะต้องนอนติดเตียงเป็นแน่ ไม่มีใครยอมรับจุดจบเช่นนี้ได้ แต่เป็นเพราะความอับจนปัญญา จำต้องยอมรับมันก็เท่านั้น…”
“ข้าบอกแล้วว่านั่นเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด บางทีอาจไม่ได้ย่ำแย่ถึงขั้นนั้นก็เป็นได้ เจ้าอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ พวกเรารักษาคนก่อน รักษาไปพลางดูอาการไปพลาง ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นอาจพบทางออก…เจ้าต้องใจเย็นให้ได้ ค่อย ๆ ใช้ความคิด คนที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้คือแม่ของเจ้า ถ้าแม้แต่เจ้ายังรับไม่ได้ ถึงตอนนั้นแม่เจ้าจะทำอย่างไร? ใครจะปลอบโยนนาง? ใครจะดูแลนาง? ใครจะให้กำลังใจนาง ทำให้นางผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดช่วงนี้ไปได้?” หมอไป๋หลี่น้อยทราบดีว่าไม่ว่าใครล้วนไม่อยากให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
หากบางครั้ง สวรรค์ก็โหดร้ายเช่นนี้เอง มักจะมีคนที่ได้ประสบกับเรื่องราวเช่นนี้
คำถามเหล่านั้นของหมอไป๋หลี่น้อยทำให้จูซานจิตใจตกต่ำยิ่งนัก
เขาพลันนึกเสียใจขึ้นมา ‘ถ้ารู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ ตอนนั้นเขาไม่ควรยอมให้มารดาเดินทางมาที่เมืองผู่โซ่วด้วยเลย’
อยู่ที่บ้านช่างดีปานนั้น สามารถทำทุกอย่างได้ตามใจ สุขภาพแข็งแรง ได้กินอาหารอร่อย
“เจ้าใคร่ครวญอยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะไปเตรียมการเล็กน้อย อีกสักครู่จะกลับมาดูแม่เจ้า” หมอไป๋หลี่น้อยเห็นว่าจูซานดูเหมือนจะยอมรับเรื่องนี้ได้แล้วจึงลอบระบายลมหายใจออกมา
“ขอรับ” จูซานตอบรับเบา ๆ ยืนอยู่ที่เดิม ใช้สายตามองส่งหมอไป๋หลี่น้อยออกไปจากห้อง
ผู้ช่วยหญิงทายาให้เย่อวี๋หรานเสร็จก็ออกมาจากห้อง กำชับจูซานเล็กน้อยแล้วออกไปจัดการงานของตนเองต่อ
คนหนึ่งอยู่ในห้อง อีกคนอยู่นอกห้อง ทันใดนั้นทุกอย่างพลันตกอยู่ในความเงียบ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่จูซานรู้สึกว่าผ่านไปนานมาก
หากไม่ใช่เพราะกังวลว่าถ้าเขาอยู่ข้างนอกนานเกินไปแล้วมารดาจะสงสัย เขาก็ไม่อยากขยับไปไหนอีกแล้ว
ทว่าสุดท้าย เขายังคงเดินเข้าไปในห้อง
ยามนั้น เย่อวี๋หรานนอนหมอบอยู่บนเตียง พาดศีรษะไว้เหนือแขน แหงนมองออกไปข้างนอก
“ท่านแม่” เมื่อจูซานสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาของมารดาก็รู้สึกร้อนตัวอยู่บ้าง
เขารู้สึกเหมือนกับว่า ด้วยปรีชาญาณของมารดา น่ากลัวว่าคงพอจะรู้อะไรแล้ว
“ท่านหมอไป๋หลี่น้อยพูดอะไรบ้าง อาการบาดเจ็บของข้าสาหัสมากหรือไม่?” เย่อวี๋หรานกลับไม่ได้คิดอะไรมาก แค่อยากสะสางอาการบาดเจ็บของตนเองโดยเร็วเท่านั้นจึงถามออกไป
แต่ในความคิดของจูซานกลับไม่เป็นเช่นนั้น “ไม่มีอะไรขอรับ แค่ล้มเองนี่นา? ท่านแม่ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว”
“ข้ารู้ว่าข้าหกล้ม แต่เจ็บขนาดนี้ เกรงว่าล้มจนกระดูกหักแล้วกระมัง?” เพราะเจ็บมากจริง ๆ เจ็บจนเหมือนกระดูกหักอย่างไรอย่างนั้น
ตอนที่เพิ่งล้ม เย่อวี๋หรานยังไม่ได้รู้สึกอะไรมาก พอจะฝืนเดินต่อไปได้ระยะหนึ่ง
คิดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นจะปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนนางต้องกัดฟันทนเอาไว้
พอไปถึงเรือนตระกูลเฉิน นางก็เริ่มจะทนไม่ไหว ต้องนั่งพักบนเกาอี้
แน่นอนว่าตอนนั่งลงไปนั้นเจ็บปวดมาก แต่นางไม่กล้าขยับ พอขยับก็จะเจ็บทันที ได้แต่ย้ายน้ำหนักไปลงบั้นท้ายอีกฝั่งที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ
เย่อวี๋หรานคิดว่าชาตินี้นางยังไม่เคยเจ็บขนาดนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าเจ็บเท่าตอนคลอดลูกหรือเปล่า
“จะเป็นไปได้อย่างไร?” จูซานกล่าว “ก็แค่บาดเจ็บเล็กน้อย ท่านหมอเขียนเทียบยาให้ท่านแม่เอากลับไปค่อย ๆ รักษาตัวก็จะดีขึ้นเอง จริง ๆ นะ ท่านหมอไป๋หลี่น้อยพูดแบบนี้ ถ้าท่านไม่เชื่อ พอเขากลับมา ท่านแม่ลองถามเขาดูก็ได้”
เดิมทีไม่ได้สงสัย แต่ใครบางคนย้ำแล้วย้ำอีกจนเย่อวี๋หรานอดจะคิดในใจไม่ได้
ทำไมรู้สึกเหมือนมีอะไรทะแม่ง ๆ?
“ต้องถามอยู่แล้วสิ ถ้าไม่ถามให้ชัดเจน ถึงตอนนั้นจะรักษาตัวอย่างไร?” เย่อวี๋หรานมองเขาอย่างสงสัยแล้วกล่าวว่า “เจ้าสาม เจ้ามีอะไรปิดบังแม่หรือเปล่า?”
“ไม่มีขอรับ ข้าจะปิดบังท่านเรื่องอะไร?” จูซานกล่าวน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่มี”
“ไม่มีงั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานมองหน้าเขาพลางเอ่ยว่า “เจ้าแน่ใจนะว่าไม่มี? เจ้าสาม ข้าเห็นเจ้ามาแต่อ้อนแต่ออก เจ้าคิดว่าเจ้าโกหกหรือไม่โกหก แม่เจ้าจะดูไม่ออกเชียวหรือ?”
มุมปากของจูซานแข็งทื่อ รู้สึกเหมือนตนเองจะปิดบังเอาไว้ไม่ได้ “ท่านแม่ ท่านคิดว่าข้าปิดบังท่านเรื่องอะไรขอรับ?”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร? ถ้าข้ารู้ ข้ายังจะถามเจ้าอีกหรือ?” เย่อวี๋หรานเริ่มคาดเดา “หรือว่าอาการของข้าร้ายแรงมาก?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร?”
“คงไม่ใช่ว่าแค่ล้มไปรอบเดียว ข้าก็มีอันตรายถึงชีวิตหรอกนะ?”
“ท่านแม่ ท่านคิดเหลวไหลอะไรอยู่?” จูซานได้ยินการคาดเดาของมารดาแล้วก็รู้สึกว่าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“งั้นน่าจะไม่ใช่ ขอแค่ไม่มีอันตรายถึงชีวิตก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว…” เย่อวี๋หรานถอนหายใจออกมา “เอาล่ะ พูดมาเถอะ ตกลงแล้วจะมีรอยแผลเป็น หรือกระทบต่อการเดินในวันหน้า เดินขากะเผลก ไม่น่ามอง?”
จูซาน “…”
เขารู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ไม่อาจปิดบังมารดาเอาไว้ได้
เย่อวี๋หรานเพียงคาดเดาส่งเดชเท่านั้น แต่เมื่อเห็นสีหน้าของลูกชายก็ต้องตกใจ “ไม่ใช่กระมัง ข้าเดาถูกงั้นรึ?! แล้ว…แล้วเป็นอย่างไหน?”
“หมายความว่าท่านเดาเอา?” จูซานตกใจ
“เจ้าดูเจ้าสิ จะเคร่งเครียดขนาดนั้นทำไม? ก็แค่มีแผลเป็นหรือท่าทางการเดินไม่น่ามองเท่านั้นไม่ใช่รึ นี่แย่ตรงไหน? ขอแค่พวกเจ้าปลอดภัย สำหรับข้าก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว” เย่อวี๋หรานจำต้องพูดปลอบเขา ทั้งยังพูดเย้าด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ถ้าวันหน้าพวกเจ้ากล้าไม่กตัญญูต่อข้า ข้าก็จะพูดว่าข้าใช้ขาข้างนี้แลกกับชีวิตของพวกเจ้าเชียวนะ”