ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 784 ดีกว่าที่คิด
บทที่ 784 ดีกว่าที่คิด
จูซาน “…”
แต่ปัญหาก็คือ สิ่งที่ต้องแลกไม่ใช่แค่ขาข้างเดียว แต่เป็นสองข้างน่ะสิขอรับ
แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้าง แต่ถ้าไม่สามารถเดินได้อีกแล้ว จะต่างจากขาหักสองข้างตรงไหนกัน?
“พูดหยอกเจ้าแท้ ๆ ทำไมเจ้ายังมีสีหน้าแบบนี้อีก?”
จูซานไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ เพียงเอ่ยเตือนว่า “ท่านแม่…ส่วนที่ท่านได้รับบาดเจ็บไม่ใช่ขานะขอรับ”
“ข้ารู้ว่าข้าไม่ได้รับบาดเจ็บที่ขา ข้าแค่บอกว่า…” กล่าวถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานก็ชะงักไป นางกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วกล่าวว่า “เจ้าคงไม่ได้จะบอกว่าบั้นท้ายข้าล้มจนพังไปแล้วหรอกนะ? ข้าได้ยินมาว่ามีคนล้มจนบั้นท้ายแตก แต่นั่นเป็นการพูดเกินจริงไม่ใช่รึ?”
จูซานคิดไม่ถึงเลยว่า จนถึงเวลานี้แล้ว มารดาของเขายังมีแก่ใจมาล้อเล่น เขารู้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง “กระดูกแตกขอรับ”
“กระดูกแตก? นี่กลับเป็นไปได้ ข้าอายุอานามขนาดนี้แล้ว ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอมาตลอด ร่างกายจะต้องขาดแคลเซียมเป็นแน่…อายุมากแล้ว กระดูกขาดแคลเซียม เรื่องแบบนี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ” เย่อวี๋หรานใจหายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับยอมรับไม่ได้
ตอนที่นางย้อนยุคมา สุขภาพของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว แม้นางจะพยายามบำรุงอย่างเต็มที่ แต่จะสามารถบำรุงได้สักเท่าไหร่เชียว?
ก็เหมือนเรือเก่าลำหนึ่ง ไม่ว่านางจะซ่อมแซมอย่างไร บนนั้นก็เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งานอยู่ดี
อยากให้มันมีสภาพดีโดยสิ้นเชิง มีเพียงวิธีการเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ…สร้างเรือลำใหม่ขึ้นมา
แต่ร่างกายของคนเราจะสามารถสร้างใหม่เหมือนเรือลำหนึ่งได้เสียที่ไหน?
ชั่วชีวิตของคนเรามีเพียงร่างกายเดียวเท่านั้น
เว้นเสียแต่ว่านางจะ ‘โชคดี’ ได้เปลี่ยนร่างใหม่อีกครั้ง
“ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรไปขอรับ?” จูซานตึงเครียดขึ้นมา กลัวว่ามารดาจะคิดไม่ตก
เรื่องนี้ แม้แต่เขาก็ยังไม่อาจทำใจรับได้ในทันที นับประสาอะไรกับมารดาของเขา
เย่อวี๋หรานเห็นท่าทางระแวดระวังของเขา ในใจก็พอจะคาดเดาอะไรได้ “คงไม่ใช่แค่กระดูกสินะ?”
จูซานไม่กล้าส่งเสียง
“เห็นท่าทางของเจ้าก็รู้แล้ว อึก ๆ อัก ๆ ไม่ยอมพูดออกมาเสียที คงต้องร้ายแรงมากเป็นแน่…” เย่อวี๋หรานเว้นช่วงไปเล็กน้อย “ในเมื่อเจ้าพูดไม่ออก ข้าจะลองเดาดูก็แล้วกัน หากเดาในทางร้ายที่สุด ถ้าไม่ได้มีอันตรายถึงแก่ชีวิต ครึ่งชีวิตที่เหลือของข้าก็คงต้องใช้ไปบนเตียงแล้วสินะ?”
จูซาน “…”
มารดาของเขาจะเดาแม่นเกินไปหน่อยไหม?!
เย่อวี๋หรานเห็นท่าทางของเขาแล้วก็แทบหายใจไม่ออก
สวรรค์?! ไม่จริงน่า นางแค่เดาส่งไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจริงจัง…
“ทำไมเจ้ามีสีหน้าแบบนั้น คงไม่ใช่ว่าข้าจะเดินไม่ได้แล้ว ได้แต่นอนบนเตียงหรอกใช่ไหม?” นางรีบพยายามเคลื่อนไหว แต่เพียงขยับ บั้นท้ายก็พลันปวดแปลบ เจ็บปวดจนนางครางออกมา
“ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรไปขอรับ?” จูซานตกใจ รีบประชิดเข้ามาดูอาการนาง
“ซี้ด…ไม่เป็นไร แค่เจ็บนิดหน่อย” เย่อวี๋หรานสูดหายใจเข้าลึก ไม่กล้าขยับร่างกายส่งเดชอีกแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้นางโล่งใจก็คือ นางไม่ได้เคลื่อนไหวไม่ได้เลยเสียทีเดียว ร่างกายท่อนบนยังสามารถเคลื่อนไหวได้
การปลอบใจแกมเยาะเย้ยตัวเองเช่นนี้ เย่อวี๋หรานก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงแล้วนางกำลังปลอบใจตนเอง หรือพลันคิดขึ้นมาได้ว่า สถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็คงจะเลวร้ายไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วกันแน่
“ท่านแม่ ท่านขยับส่งเดชแบบนี้ได้อย่างไร? อาการของท่านตอนนี้จำเป็นต้องรักษาตัวให้ดี ถ้ายังขยับตัวส่งเดชอีกแล้วอาการแย่ลงกว่าเดิมเล่า?” จูซานทั้งเป็นห่วงและร้อนใจ เวลาพูดจาจึงมีคำตำหนิปนมาด้วย
“เข้าใจแล้ว ข้าผิดเอง ข้ากลัวว่าข้าจะเป็นอัมพาตจริง ๆ นี่นา ยังดี ครึ่งท่อนล่างขยับไม่ได้ ครึ่งท่อนบนยังใช้การได้อยู่…”
จูซาน: ดูมารดาของเขาพูดเข้าสิ ทำไมถึงทำให้คนรู้สึกยุ่งเหยิงไปหมดแบบนี้นะ?
“ไม่ใช่อัมพาต แต่อาจเดินไม่ได้ อย่างอื่นไม่มีปัญหาขอรับ” จูซานกลัวว่ามารดาจะคิดมากจึงอธิบายเพิ่มเติม
“หมายความว่าข้าไม่ได้เป็นอัมพาต เคลื่อนไหวไม่ได้เลย แต่อาจเดินไม่ได้สินะ?” เย่อวี๋หรานชะงักไป รู้สึกเหมือนว่าสถานการณ์จะดีกว่าที่นางคิด
“ขอรับ!” จูซานพยักหน้า
“แล้วเมื่อครู่นี้ข้าถามเจ้าว่าครึ่งชีวิตที่เหลือข้าคงต้องใช้ไปบนเตียงใช่ไหม ทำไมเจ้าถึงมีสีหน้าแบบนั้น?” เย่อวี๋หรานถลึงตามองเขาเป็นเชิงตำหนิ “ทำให้ข้าเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นอัมพาตทั่วร่างแล้ว”
จูซานถาม “เดินไม่ได้กับต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่บนเตียงต่างกันตรงไหนขอรับ?”
เย่อวี๋หรานสะอึก แต่นางก็คิดคำโต้แย้งได้อย่างรวดเร็ว “ต้องต่างกันอยู่แล้วสิ อัมพาตคืออะไร นั่นหมายความว่าทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ได้แต่นอนรอความตาย แต่เดินไม่ได้ หมายความว่านอกจากเดินแล้ว เรื่องอื่นยังสามารถทำได้ อีกอย่าง ใครบอกว่าลงมาเดินไม่ได้ก็หมายความว่าลงจากเตียงไม่ได้ สองอย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง”
ยามนี้ เย่อวี๋หรานยังไม่อาจเข้าใจความเจ็บปวดที่สองขาเดินไม่ได้อีกแล้ว อย่างมากก็เพียงรู้สึกยุ่งยากหน่อยก็เท่านั้น
ความยุ่งยากนี้ยุ่งยากตรงที่ ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ต้องนั่งเก้าอี้รถเข็น ต้องมีคนคอยติดตามตลอดเวลา ตอนจะเข้าห้องสุขาหรือตอนอาบน้ำก็ต้องให้คนคอยช่วย
ในยุคปัจจุบัน คนที่ทำงานประเภทนี้เรียกว่า ‘พี่เลี้ยง’ หรือ ‘นางพยาบาล’ ในยุคโบราณ คนที่ทำงานประเภทนี้เรียกว่า ‘สาวใช้’
เย่อวี๋หรานคิดว่า เรื่องซื้อคนรับใช้ที่นางคิดไว้คงถึงเวลาดำเนินการได้แล้ว
“ซื้อคน?” จูซานรู้สึกเหมือนตนเองตามความคิดมารดาไม่ค่อยทัน เมื่อครู่กำลังพูดเรื่องที่มารดาไม่อาจเดินได้ มารดากลับเปลี่ยนไปพูดเรื่องซื้อคนเสียอย่างนั้น จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเร็วเกินไปหน่อยไหม?
“ใช่แล้ว เจ้าบอกว่าต่อไปข้าอาจเดินไม่ได้แล้วไม่ใช่หรือ ถ้าเดินไม่ได้ก็ต้องนั่งเก้าอี้รถเข็น ในสมัยโบราณ…แค่ก ๆ ข้าหมายถึงยุคสมัยนี้ ยังไม่มีเก้าอี้รถเข็นที่ล้อหมุนเองได้ จำเป็นต้องให้คนอื่นช่วยเข็น เช่นนั้นก็ต้องซื้อคนไม่ใช่รึ?” เย่อวี๋หรานพูด “พวกเจ้ามีงานยุ่งกันทั้งวัน ถ้าเอาแต่รบกวนพวกเจ้า ข้าก็เกรงใจ ซื้อสาวใช้สักคนก็ได้แล้ว ข้าสามารถใช้ให้นางทำอะไรก็ได้ ล้วนชอบด้วยเหตุผล”
“เก้าอี้…รถเข็นคืออะไร?” จูซานไม่เข้าใจ “หมายถึงเก้าอี้หรือขอรับ? ยังเข็นได้ด้วย?”
“เจ้าจะคิดภาพว่าเป็นเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ติดตั้งล้อเอาไว้ก็ได้ ก็เหมือนกับรถเข็นนั่นแหละ สามารถเข็นไปมาได้”
จูซานคิดตามก็พบว่าความคิดของมารดาสามารถนำมาใช้งานได้จริง
ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเขาก็เลื่อมใสมารดายิ่งนัก ไม่ว่าจะเวลาไหน มารดาก็สามารถคิดหาทางออกได้เสมอ
ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ เขาเพิ่งบอกว่ามารดาอาจเดินไม่ได้อีกแล้ว มารดาของเขาก็คิด ‘เก้าอี้รถเข็น’ ขึ้นมาได้ ประสิทธิภาพเช่นนี้ไม่มีใครสามารถเทียบเทียมได้
เขาประเมินมารดาต่ำไปจริง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ไม่อาจทำให้มารดาของเขาล้มลงได้!
ผ่านไปครู่หนึ่ง หมอไป๋หลี่น้อยก็ถือกล่องยาเดินกลับมา
ผู้ที่กลับมาพร้อมกับเขายังมีลูกศิษย์ของเขา หงจิ่ว
“จูต้าเหนียง ในเมื่อลูกชายบอกท่านแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะไม่ปิดบังท่าน อาการบาดเจ็บของท่าน…” คราวนี้ หมอไป๋หลี่น้อยอธิบายอาการบาดเจ็บออกมาต่อหน้าเย่อวี๋หรานโดยไม่ปิดบังอำพรางใด ๆ
บาดเจ็บถึงกระดูก เย่อวี๋หรานหกล้มครานี้นับว่ารุนแรงทีเดียว
แม้จะไร้อันตราย แต่วันหน้าจะสามารถกลับมาเดินได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของนาง
หมอไป๋หลี่น้อยบอกจุดที่ต้องระมัดระวัง ทั้งเย่อวี๋หรานและจูซานล้วนรับฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าหงึกหงัก “เข้าใจแล้ว ท่านหมอ ต่อไปพวกข้าจะระวังเอาไว้”