ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 785 จัดกระดูก
บทที่ 785 จัดกระดูก
“ดี ในเมื่อพวกท่านรับทราบเรื่องที่ควรระวังแล้ว จูต้าเหนียงก็ดื่มยาถ้วยนี้ก่อนเถอะ” หมอไป๋หลี่น้อยว่าพลางรับถ้วยยาจากผู้ช่วยหญิงมาส่งต่อให้เย่อวี๋หราน
“นี่คือยาอะไรหรือ?” เย่อวี๋หรานรับมาแล้วก็ถามขึ้น
“ยาสลบ”
คำตอบนั้นทำให้เย่อวี๋หรานที่กำลังจะดื่มยาชะงักไป “ยาสลบ? ท่านให้ยาสลบข้าทำไม?”
“ประเดี๋ยวจะต้องจัดกระดูกให้ท่าน มันจะเจ็บมาก ถ้าท่านไม่นอนหลับไปแล้วข้าจะลงมืออย่างไร?”
ตอนนี้แค่นางขยับตัวเล็กน้อยก็เจ็บปวดจนต้องสูดลมหายใจหนาวเหน็บ อีกสักครู่ต้องจัดกระดูก นางจะรับไหวได้อย่างไร? เย่อวี๋หรานไม่อาจจินตนาการได้เลย จึงดื่มยาลงไปแต่โดยดี
หมอไป๋หลี่น้อยรับถ้วยยากลับมาส่งให้ผู้ช่วยหญิง จากนั้นก็เริ่มเตรียมตัว
เย่อวี๋หรานคิดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็รู้สึกหวั่นใจขึ้นมา “ท่านหมอไป๋หลี่น้อย ยาของท่านออกฤทธิ์ได้นานเท่าไหร่หรือ? ประสิทธิภาพเป็นอย่างไร? คงไม่ใช่ว่าพอท่านลงมือ ข้าก็เจ็บปวดจนฟื้นขึ้นมาหรอกนะ”
ใช่ว่านางไม่เชื่อถือวิชาแพทย์ของหมอไป๋หลี่น้อย แต่นี่คือยุคโบราณ ผู้ใดจะรู้ว่าประสิทธิภาพของยาสมุนไพรเหล่านั้นเป็นอย่างไร?
ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน แค่ฉีดยาสลบเข็มเดียวก็เรียบร้อย
“วางใจเถอะ อีกสักครู่ต่อให้ข้าใช้มีดกับร่างกายท่าน ท่านก็จะไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น ท่านแค่หลับไปตื่นเดียว พอตื่นขึ้นมาอีกที ทุกอย่างก็จบแล้ว” หมอไป๋หลี่น้อยมีความมั่นใจในวิชาแพทย์ของตนเองอย่างมาก
“เช่นนั้นก็ดี แค่ไม่ทำให้ข้าตื่นขึ้นมากลางคันก็พอแล้ว”
……
เย่อวี๋หรานรู้สึกง่วงงุนมากขึ้นตามลำดับ
นางไม่รู้ว่าตนเองหลับไปตั้งแต่ตอนไหน ทว่าคราวนี้นางหลับลึกอย่างยิ่ง
พออายุมากขึ้น คุณภาพการนอนของนางก็ย่ำแย่ลง คิดไม่ถึงว่าพอดื่มยาถ้วยนี้ลงไปแล้วกลับทำให้นางได้นอนหลับจนเต็มอิ่ม
“ท่านแม่ ท่านฟื้นแล้ว?”
พอตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงของจูชี ตามด้วยศีรษะของคนสองคนที่เข้ามามุงตนเอง
“พวกเจ้าเองหรือ ข้าหลับไปนานเท่าไหร่?”
เย่อวี๋หรานอยากขยับลุกขึ้น แต่ถูกจูซานกดตัวเอาไว้ “ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งขยับขอรับ ท่านเพิ่งจัดกระดูกมา ยังขยับตัวไม่ได้…”
“ข้าลืมไป”
ช่วงกลางลำตัวไม่อาจขยับ เย่อวี๋หรานจึงได้แต่ยักไหล่ กระดิกเท้าไปมา ขับไล่ความมึนงงที่ยังหลงเหลืออยู่ออกไป
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ จูซานก็ยังจับตามองเขม็ง เกรงว่านางจะขยับส่วนที่ไม่ควรขยับแล้วจะต้องเจ็บตัว
ภูมิปัญญาของคนโบราณไม่อาจคาดคิดได้เลยจริง ๆ เมื่อเย่อวี๋หรานเห็นว่าสะโพกของนางมีกล่องไม้คร่อมเอาไว้ก็พูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
นี่จะแสดงมายากลกันหรือไร?
จูซานเห็นว่านางจ้องกล่องใบนั้นอยู่ก็รีบอธิบาย “กลัวว่าท่านแม่จะขยับตัวส่งเดช จึงทำเจ้านี่มาให้ขอรับ พอถึงเวลาข้าเปลี่ยนยาให้ท่านก็สะดวก…”
เขาเพิ่งพูดจบ เย่อวี๋หรานก็ถามขึ้นมาว่า “แล้วถ้าข้าอยากเข้าห้องสุขาเล่า?”
จูซานชะงักไปเล็กน้อยจึงตอบว่า “พวกเราเจาะรูไม้ปูเตียง ถึงตอนนั้นค่อยวางกระโถนไว้ข้างล่าง…”
เย่อวี๋หรานไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลย “…”
แค่หกล้มไปรอบเดียว นางก็กลายเป็นคนพิการไปแล้วงั้นหรือ?
นางอยากถามเขาเหลือเกินว่าตอนนี้นางนอนหมอบอยู่ ปลดทุกข์เบาไม่มีปัญหา แต่ถ้าปลดทุกข์หนักเล่า?
ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ‘อึ’
แต่แค่คิดก็รู้สึกขยะแขยงแล้วจึงไม่ได้ถามออกมา
หมอไป๋หลี่น้อยได้ยินว่านางรู้สึกตัวแล้วจึงแวะมาตรวจอาการในภาพรวมให้
เมื่อพบว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้วก็ให้จูซานกับจูชีพาคนจากไปได้
แน่นอนว่าเขาให้อีกฝ่ายทิ้งที่อยู่เอาไว้ ถึงเวลาเขาจะได้ไปติดตามอาการของเย่อวี๋หรานได้ถึงที่
เห็นหมอไป๋หลี่น้อยใส่ใจผู้ป่วยอย่างนางเช่นนี้ เย่อวี๋หรานที่รู้สึกตัวเต็มที่แล้วจึงแสดงความขอบคุณด้วยตนเอง บอกว่าถ้าร่างกายนางดีขึ้นเมื่อไหร่จะต้องเข้าครัวด้วยตนเอง เชิญเขามาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันอย่างแน่นอน
หมอไป๋หลี่น้อย “…”
คนอื่นล้วนใช้ของกำนัลล้ำค่ามาแสดงความขอบคุณ นางกลับแสดงความขอบคุณเขาด้วยการเข้าครัวทำอาหาร?
คงไม่ได้คิดจะประหยัดเงินกระมัง?
แต่เมื่อพิจารณาถึงค่ารักษาที่เย่อวี๋หรานต้องจ่ายคราวนี้ เขาก็เข้าใจได้
แต่ในมือเขามีใบค้างชำระหนี้หลายใบเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นางจึงจะชดใช้คืนได้จนหมด?
เย่อวี๋หรานพูดว่า “ไม่รีบร้อน ถึงอย่างไรก็ไม่มีดอกเบี้ย ค่อย ๆ ใช้คืนก็ได้”
นางไม่บอกหมอไป๋หลี่น้อยหรอกว่าอันใดจึงเรียกว่า ‘ภาวะเงินเฟ้อ’
เมื่อออกมาจากโรงหมอ ฟ้าด้านนอกก็มืดแล้ว
เยี่ยนเหออันกลับไปจัดการธุระของตนเองนานแล้ว แต่เขาทิ้งรถม้ากับสารถีเอาไว้ให้
ขึ้นไปนั่งบนรถม้าเรียบร้อย เย่อวี๋หรานก็ถามว่า “พวกเราจะไปที่ไหน?”
“ที่พักของคุณชายเยี่ยนขอรับ” จูซานตอบ “วันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย ไม่อาจอยู่ที่เรือนตระกูลเฉินได้อีกแล้ว แต่ยังหาที่พักใหม่ไม่ได้ คุณชายเยี่ยนจึงเชิญพวกเราไปพักด้วยกัน ข้ากับเจ้าเจ็ดคุยกันแล้วจึงตอบรับไป…ท่านแม่ ข้ารู้ว่าควรหารือเรื่องนี้กับท่านก่อน แต่ตอนนั้นท่านยังไม่ได้สติจึงไม่ได้ปรึกษาท่าน”
“อืม ข้ารู้ ไม่โทษพวกเจ้าหรอก แล้วข้าวของของพวกเราเล่า?” วันนี้เพิ่งจะได้เขียนใบค้างชำระหนี้เพิ่มมาอีกใบ จะชดใช้คืนหมดเมื่อใดก็ยังไม่รู้ ถ้าสัมภาระยังมาหายไปอีกก็ไม่รู้ว่าพวกนางต้องสูญเงินไปอีกตั้งเท่าไหร่?
ครอบครัวไม่ได้มั่งมี เย่อวี๋หรานคิดว่าพวกตนประหยัดไว้ก่อนเป็นการดี
จูชีพูดว่า “ข้าวของส่งไปที่จวนคุณชายเยี่ยนแล้วขอรับ ตอนที่ท่านแม่หลับไป พี่สามให้ข้าอยู่เฝ้าท่าน ส่วนเขากลับไปย้ายของ”
เย่อวี๋หรานถามว่า “ได้ตรวจดูโดยละเอียดหรือไม่ ไม่มีอะไรหายไปกระมัง?”
“ไม่มีขอรับ ข้าตรวจดูแล้ว” จูซานตอบ “ท่านวางใจเถอะ ท่านแม่ ข้ารู้ดีว่าพวกเรามีสัมภาระอะไรบ้าง”
“ตรวจดูแล้วก็ดี กลัวแค่มาพบทีหลังว่าลืมเอาอะไรมาจากเรือนตระกูลเฉิน คิดจะกลับไปเอาคืนมาก็คงยุ่งยากแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถึงอย่างไรพ่อลูกตระกูลเฉินก็เข้าคุกไปแล้ว ตามหลักแล้ว เรือนตระกูลเฉินเป็นสถานที่เกิดเหตุ ทางการก็คงจะสั่งปิด”
หลังจากอาจารย์กู่พาคนมาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรยืดเยื้อ ส่งสองพ่อลูกตระกูลเฉินไปให้ทางการทันที
ล้อเล่นกันหรือไร บัณฑิตที่มีตำแหน่งติดตัวทั้งคน คนตระกูลเฉินบอกว่าจะฆ่าก็ฆ่า แบบนี้มันไม่เห็นโจวเสวียปัญญาชนบนแผ่นดินนี้ รวมถึงทางการอยู่ในสายตาเลยชัด ๆ
กระทำการอุกอาจเช่นนี้ ไม่ส่งตัวให้ทางการแล้วจะส่งตัวไปที่ไหน?
อาจารย์กู่พิโรธอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงมีเรื่องที่เขาตำหนินายอำเภอหลิวตามมาหลังจากนั้น
สามแม่ลูกสนทนากันเรื่องคดีอีกเล็กน้อย
เดิมทีวันนี้ไปแจ้งความกับทางการแล้วก็ต้องขึ้นศาล แต่เพราะอาการบาดเจ็บของเย่อวี๋หรานค่อนข้างหนัก จำเป็นต้องไปหาหมอ ประกอบกับยังมีคนตระกูลเฉินที่หนีไปได้ เรื่องขึ้นศาลจึงต้องเลื่อนออกไปก่อน
แต่ไม่ว่าจะเลื่อนออกไปอย่างไร สุดท้ายยังคงต้องขึ้นศาล ในฐานะโจทก์ พวกเย่อวี๋หรานต้องขึ้นศาลอยู่แล้ว ถึงตอนได้พบนายอำเภอจะต้องพูดจาอย่างไร พวกเขาจำเป็นต้องใคร่ครวญเอาไว้ จะได้ไม่พูดผิดไปจนทำให้ตัวเองเดือดร้อน
เย่อวี๋หรานสลบไสลไปครึ่งค่อนวัน นางจึงไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง
จูซานก็ยุ่งอยู่กับเรื่องเย่อวี๋หราน ทั้งยังต้องไปขนย้ายข้าวของ จึงยังไม่ได้ไปสอบถามข่าวคราว
จูชียิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาอยู่ที่โรงหมอไป่เย่าถังตลอดเวลาย่อมไม่รู้อะไรทั้งนั้น
สามแม่ลูกสนทนากันอยู่บนรถม้าอยู่เป็นนาน ทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่หลายตลบ
เวลานั้น พวกเขาพบว่ารถม้าหยุดลงแล้ว
“อาเย่ ถึงแล้วใช่ไหมขอรับ?” จูซานกางหูผึ่ง
“ถึงประตูทางเข้าแล้ว แต่พวกท่านยังไม่ต้องรีบร้อน รถม้าสามารถวิ่งเข้าไปได้” นอกรถม้า อาเย่ผู้เป็นสารถีล้วงป้ายตรงเอวออกมาแสดงให้คนเฝ้าประตูตรวจสอบ