ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 788 ความขัดแย้ง
บทที่ 788 ความขัดแย้ง
โดยเฉพาะคนที่มีสถานะอย่างเยี่ยนเหออัน การทำตามอำเภอใจย่อมต้องมีขอบเขต
ถ้าเขามองจูชีเป็นมิตรสหายทั่วไป ไม่มีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง พอใจก็คบหาต่อไป ไม่พอใจก็คร้านจะเขียนจดหมาย นั่นหาเป็นไรไม่
แต่ถ้าคิดจะคบหาให้ลึกซึ้งกว่านั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาย่อมมีมากกว่าเดิม
จูชีไม่จำเป็นต้องมอบผลประโยชน์ใด ๆ ให้เขา แต่อย่างน้อยก็ต้องไม่กลายเป็น ‘ตัวถ่วง’
ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อจูชี เห็นได้ชัดว่าตัวจูชีเองไม่มีปัญหาใหญ่อันใด แต่คนในครอบครัวของเขาเล่า? ถ้าคนในครอบครัวของจูชีเป็นพวกโลภมากไม่รู้จักพอ เป็นสิ่งมีชีวิตที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อ เขาก็คงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนท่าที รักษาระยะห่างกับจูชีเอาไว้
บางครั้ง ระยะห่างที่เหมาะสมไม่เพียงแต่จะปกป้องตนเอง ขณะเดียวกันก็ยังสามารถปกป้องคนอื่นได้อีกด้วย
หรือก็หมายความว่า อาหารเช้ามื้อนี้เป็นทั้งการต้อนรับอย่างอบอุ่นของเยี่ยนเหออัน ขณะเดียวกันก็เป็นการหยั่งเชิงรูปแบบหนึ่ง
จากจดหมายที่จูชีเขียนถึงเขา เขาสามารถมองเห็นกิจวัตรประจำวันของจูชี เห็นคนในครอบครัวของอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นการมองคนในครอบครัวผ่านสายตาของจูชี ถ้าอย่างนั้นในชีวิตจริง พวกเขาเป็นคนอย่างไรกันเล่า?
การหยั่งเชิงครานี้ เยี่ยนเหออันนับว่าได้เปิดโลกทัศน์ใหม่
โดยเฉพาะจูต้าเหนียงผู้นี้ กล่าวได้ว่าได้ฉีกความเข้าใจที่เขามีต่อแม่เฒ่าจากชนบทไปโดยสิ้นเชิง
เขาเข้าใจมาตลอดว่าที่จูชีชอบชมเชยมารดาอย่างนั้น เป็นเพราะเขาเป็นลูกชายของนาง ย่อมจะรักใคร่บูชามารดาเป็นธรรมดา
แต่เมื่อเยี่ยนเหออันได้พูดคุยกับเย่อวี๋หราน เขาจึงค้นพบว่านี่เป็นผู้อาวุโสที่ทรงภูมิปัญญาผู้หนึ่ง
แม้รูปการณ์ยังปรากฏไม่ชัดเจน แต่ก็มักจะมองลึกลงไปเห็นแก่นแท้ของเรื่องราว จับประเด็นสำคัญเอาไว้ได้
ปรีชาญาณเช่นนี้ เขาเคยเห็นจากในตัวของผู้ทรงภูมิไม่กี่ท่านเท่านั้น แต่ตอนนี้…
“จูต้าเหนียง ท่านคิดจริง ๆ หรือว่าเรื่องนี้จะลุกลามไปถึงขั้นนั้น?” เยี่ยนเหออันขมวดคิ้ว ท่าทางไม่เชื่อถือ
“ถ้าสิ่งที่ท่านพูดมาเมื่อครู่นี้เป็นความจริง นอกจากสาเหตุนี้แล้ว ข้าก็คิดไม่ออกแล้วว่าเหตุใดทางโจวเสวียจึงตอบสนองรุนแรงเช่นนั้น” เย่อวี๋หรานตอบด้วยท่าทางครุ่นคิด “ท่านคิดดูสิ เจ้าเจ็ดจะมีความสามารถแค่ไหน เขาก็เป็นแค่ซิ่วไฉคนหนึ่งเท่านั้น ในโจวเสวียยังจะขาดแคลนซิ่วไฉอีกงั้นรึ?”
ผู้ที่สามารถมาร่ำเรียนที่โจวเสวีย แม้ตอนนี้จะยังไม่ใช่ซิ่วไฉ แต่ก็เป็นคนที่กำลังจะได้เป็นซิ่วไฉ หรือคนที่ครอบครัวมีอำนาจอิทธิพลอย่างมาก
แต่จูชีเป็นเพียงบัณฑิตจากชนบทที่โชคดีสอบเป็นซิ่วไฉได้ก็เท่านั้น คู่ควรให้โจวเสวียยอมเสี่ยงเป็นอริกับพรรคสำนักหนึ่งเช่นนี้ด้วยหรือ?
“บางที…อาจเป็นเพราะอาจารย์อาวุโสสวีก็ได้?” เยี่ยนเหออันกล่าว
เย่อวี๋หรานส่ายหน้า “เจ้าเจ็ดก็แค่ความจำค่อนข้างดี ไม่ใช่อัจฉริยะโลกตะลึงเสียหน่อย อาจารย์อาวุโสสวีสามารถรับเขาเป็นศิษย์หรือจะไม่รับก็ได้ทั้งนั้น แม้อาจารย์อาวุโสสวีจะเป็นหนึ่งในเหตุผล แต่ข้าไม่คิดว่านี่เป็นปัจจัยชี้ขาด ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า?”
“ไม่รู้สิขอรับ พวกท่านเพิ่งมา อาจยังไม่เข้าใจสถานะของผู้อาวุโสสวีในโจวเสวียสักเท่าไหร่ คำพูดของเขามีน้ำหนักอย่างมาก ขอเพียงเป็นคำพูดของเขา ปัญญาชนที่นี่ไม่มีใครไม่กล้าไม่ให้เกียรติ”
“เพียงเพราะวาจาประโยคเดียวของผู้อาวุโสสวี พวกเขาก็สามารถยอมเสี่ยงล่วงเกินค่ายพรรคต่าง ๆ? เมืองผู่โซ่วไม่เหมือนที่อื่น ที่นี่อย่างอื่นอาจไม่มี แต่ค่ายพรรคกลับมีมากทีเดียว กระทั่งข้าคิดจะเช่าที่พักก็ต้องผ่านมือค่ายพรรคเหล่านั้น เท่านี้ก็สามารถมองออกแล้วว่าค่ายพรรคเหล่านั้นมีอำนาจอิทธิพลแค่ไหน”
เยี่ยนเหออันเงียบไป เพราะเขาทราบว่าสิ่งที่จูต้าเหนียงพูดมานั้นไม่ผิด ในเมืองผู่โซ่วแห่งนี้ไม่มีเรื่องใดไม่อยู่ในความดูแลของค่ายพรรคต่าง ๆ
กระทั่งเขาเอง ตอนที่เพิ่งมาถึงก็ยังต้องทำตามแนวทางของค่ายพรรคเหล่านั้น
ค่ายพรรคทั้งหลายมีอิทธิพลมาก เครือข่ายความสัมพันธ์สลับซับซ้อน หยั่งรากลึกอยู่ในเมืองผู่โซ่วแห่งนี้ กระทั่งมีอำนาจข่มขู่ทางการ
มีเพียงโจวเสวียที่เป็นสถานศึกษาที่ดำเนินการโดยราชสำนัก เป็นเส้นทางซึ่งคนที่คิดจะรับราชการต้องก้าวผ่าน จึงจะมีสถานะพิเศษอยู่บ้าง
ฝ่ายหนึ่งเป็นปัญญาชนที่มีข้อถือสามากมาย ฝ่ายหนึ่งเป็นคนหยาบกร้านที่ไม่ถือสาสิ่งใด สามารถอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นได้ก็แปลกแล้ว
เมื่อเวลาผ่านไปย่อมจะเกิดความขัดแย้งตามมา
เรื่องของตระกูลเฉินเป็นเพียงเชื้อไฟอย่างหนึ่งเท่านั้น
ในไม่ช้า การมาเยือนของอาจารย์กู่และคณะก็ช่วยพิสูจน์ยืนยันการคาดการณ์ของเย่อวี๋หราน
นอกจากต้องการทราบรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขายังมาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้สกุลจูต่อสู้จนถึงที่สุด อย่าได้ยอมแพ้เพราะพบอุปสรรคเล็กน้อยเป็นอันขาด
แน่นอนว่าทางฝ่ายอาจารย์กู่ก็ใช่ว่าจะไม่ทำอะไรเสียเลย ยกตัวอย่างเช่นพวกเขายังเชิญให้แม่ลูกสกุลจูย้ายไปพักอยู่ในโจวเสวีย เช่นนี้จึงจะปลอดภัยกว่าเดิม
“อาจารย์กู่ ความปรารถนาดีของท่านและอาจารย์ทั้งหลาย พวกข้าขอน้อมรับไว้ด้วยใจ อาการบาดเจ็บของมารดาผู้น้อยค่อนข้างสาหัส จำเป็นต้องพักรักษาตัว ไม่สะดวกจะเคลื่อนย้ายบ่อย ๆ ขอรับ” ในฐานะพี่ชาย จูซานเป็นตัวแทนครอบครัวปฏิเสธข้อเสนอนี้
นี่เป็นผลจากการหารือของพวกเขา
เย่อวี๋หรานคิดว่าการแอบอิงอิทธิพลของโจวเสวียนั้นเป็นเรื่องดี แต่ครอบครัวของพวกตนกับทางโจวเสวียไม่สมควรจะผูกติดเข้าด้วยกัน
ทันทีที่อยู่ฝ่ายเดียวกันแล้ว ค่ายพรรคเหล่านั้นไม่อาจทำอย่างไรกับโจวเสวียก็ย่อมจะคิดหาคนมารองรับโทสะ ลอบสร้างความลำบากให้สกุลจูในทางลับกลับเป็นเรื่องง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ
ช่วยไม่ได้ ผู้ใดใช้ให้สถานการณ์ปัจจุบันเป็นเช่นนี้กันเล่า…ขัดแย้งก็ส่วนขัดแย้ง แต่จะขัดแย้งกันจนแตกหักกันหรือไม่กลับเป็นอีกเรื่อง
ค่ายพรรคเหล่านั้นปักหลักอยู่ที่นี่มานานปี ทางการคิดจะถอนรากถอนโคนย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างมากก็แค่ตักเตือนค่ายพรรคเหล่านั้นให้สงวนท่าทีเอาไว้บ้าง
พร้อมกันนั้นก็ดึงผลประโยชน์มาให้ทางโจวเสวียมากหน่อยก็เท่านั้น
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ฝืนใจ” อาจารย์กู่ลูบเคราแล้วเอ่ยว่า “วันนี้นอกจากจะมาเพราะเรื่องนี้แล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ผู้อาวุโสสวีต้องการจะรับซุ่นเต๋อเป็นศิษย์ปิดสำนักไม่ใช่หรือ เรื่องบางอย่างต้องเตรียมการล่วงหน้า ดังนั้นซุ่นเต๋อจำเป็นต้องไปกักตัวที่โจวเสวีย เข้าพิธีฝากตนเป็นศิษย์เสียก่อน…”
“กักตัว?” เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ จูซานมาได้ยินกะทันหันจึงค่อนข้างประหลาดใจ “กักตัวต้องทำอะไรบ้างขอรับ?”
อาจารย์กู่ยิ้ม “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้แล้ว เป็นการจัดการของผู้อาวุโสสวี ถ้าเจ้าไม่วางใจจะตามซุ่นเต๋อมาที่โจวเสวียเพื่อสอบถามผู้อาวุโสสวีด้วยตนเองก็ได้”
จูซานไม่โง่ เรื่องแบบนี้สามารถถามได้ แต่ไม่อาจกระทำ
ถ้าทำจริง ๆ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เชื่อถือผู้อาวุโสสวีน่ะสิ? ถ้าแม้แต่อาจารย์ของน้องชายตนเองก็ยังไม่เชื่อถือ แล้วใครยังจะยินดีสั่งสอนเจ้าเจ็ดอีกกันเล่า?
จูซานครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “ไม่จำเป็นหรอกขอรับ ข้าแค่สงสัยอยากรู้เท่านั้น เพราะไม่เคยได้ยินเรื่องกักตัวมาก่อน ไม่รู้ว่าทำกันอย่างไร”
“ฮ่า ๆๆ…แต่ละสำนักก็มีแนวทางของตนเอง อาจารย์สวีเป็นผู้อาวุโสของตระกูลสวี ย่อมจะมีแนวทางปฏิบัติของพวกเขา เรื่องนี้พวกเจ้าวางใจเถอะ มีอาจารย์คนไหนไม่หวังดีต่อลูกศิษย์ของตัวเองด้วยหรือ?” อาจารย์กู่หัวเราะแล้วพูดตอบ
จูซานสามารถปฏิเสธคำเชื้อเชิญให้ติดตามไปที่โจวเสวียของอาจารย์กู่ แต่กลับจนปัญญาจะปฏิเสธไม่ให้อีกฝ่ายพาจูชีจากไปโดยอ้างนามของอาจารย์อาวุโสสวี สุดท้ายจึงได้แต่ยืนมองจูชีเก็บสัมภาระแล้วจากไปพร้อมกับอีกฝ่าย
เขาติดตามไปส่งถึงหน้าประตูด้วยความเป็นห่วง
เขาคิดไปเองหรือเปล่านะ?
เหตุใดเขาจึงรู้สึกเหมือนเจ้าเจ็ดถูกพาไปเป็นตัวประกันเลยเล่า?
“ท่านแม่ ท่านว่าข้าคิดมากเกินไปหรือเปล่าขอรับ?”
เย่อวี๋หรานถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ข้ากลับหวังให้เจ้าคิดมากเกินไป”
จูซานกลุ้มใจอยู่บ้าง “คิดไม่ถึงว่าอาจารย์ใหญ่ของโจวเสวียกลับกระทำเรื่องราวแบบนี้ออกมาได้”
“ไม่มีอะไรที่คิดถึงหรือคิดไม่ถึงหรอก เจ้าคิดว่าคนที่เป็นอาจารย์ใหญ่จะมีดีแค่วิชาความรู้อย่างนั้นรึ?” เย่อวี๋หรานพูด “เมืองผู่โซ่วใหญ่โตปานนี้ ใหญ่กว่าตำบลอันจิ่วของพวกเรามากมายนัก สถานการณ์ก็ย่อมซับซ้อนกว่ามาก ถ้าจัดการได้ไม่ดีก็จะเกิดปัญหา ถ้าอาจารย์ใหญ่ไม่มีเหลี่ยมคูเสียเลย โจวเสวียก็คงไม่อาจเปิดสอนต่อไปได้แล้ว”