ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 789 ทุบเรือนอาเฉิน
บทที่ 789 ทุบเรือนอาเฉิน
“ข้าเป็นห่วงขอรับ เจ้าเจ็ดไปกับพวกเขาแบบนี้ ไปทำอะไรบ้างพวกเราก็ไม่รู้เลย” จูซานขมวดคิ้ว
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ที่นั่นคือโจวเสวียนะ ไม่ใช่รังมังกรถ้ำพยัคฆ์หรือสถานที่อโคจรอันใดเสียหน่อย พวกเขาแค่กลัวว่าพวกเราจะเปลี่ยนใจย้ายไปอยู่ฝ่ายเดียวกับค่ายพรรคเหล่านั้นจึงพาเจ้าเจ็ดไป เวลาจะทำอะไร พวกเราก็จะพะวงถึงเจ้าเจ็ด มีข้อให้ต้องกริ่งเกรง”
“ปัญญาชนพวกนี้ชอบทำอะไรวกวนไปมา มีเรื่องอันใดพูดออกมาตรง ๆ ก็ไม่ได้?” จูซานกลุ้มใจ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าอาจารย์เสินยังคงดีกว่า ไม่ได้มีเล่ห์เพทุบายมากขนาดนั้น
เย่อวี๋หรานยิ้ม “นี่เรียกว่าอ้อมค้อม เรื่องบางอย่างทำได้เพียงเข้าใจ แต่ไม่อาจพูดออกมา”
“ช่างเถอะขอรับ ไม่พูดอะไรสักอย่าง เอาแต่ให้คนอื่นเดา ถ้าเดาผิดจะทำอย่างไร?”
“เดาผิดก็ไม่เป็นไรนี่ นั่นแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนในแวดวงเดียวกัน เข้ากันไม่ได้”
……
เย่อวี๋หรานพูดจาด้วยท่าทางผ่อนคลาย แต่ความจริงกลับรู้สึกกังวลอยู่ไม่มากก็น้อย
เพราะนางไม่รู้เลยว่าฝั่งค่ายพรรคเหล่านั้นมีท่าทีอย่างไร ทั้งยังไม่รู้ว่าทางโจวเสวียต้องการเจรจาอันใดกับอีกฝ่าย
เพียงหวังว่าตอนทั้งสองฝ่ายเจรจากัน จะไม่ ‘ขาย’ ครอบครัวของพวกนางอนาถเกินไป
จูชีไปพักอยู่ในโจวเสวียเป็นเวลาหลายวัน
อาจารย์กู่ไม่ได้ขัดขวางการมาเยี่ยมของจูซาน แต่ก่อนที่การทดสอบฝากตัวเป็นศิษย์จะสิ้นสุดลง จูชียังไม่อาจไปจากโจวเสวีย
หลายวันมานี้ ขุมอำนาจของทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันหลายรอบแล้ว
ส่วนว่าเจรจากันอย่างไรบ้าง เย่อวี๋หรานไม่ทราบ แต่สองฝ่ายถกเถียงกันอย่างดุเดือด ยังคงเจรจาไม่ลงตัว
มองผิวเผินแล้วดูเหมือนคลื่นลมสงบ ทว่าแท้จริงแล้วคลื่นใต้น้ำสาดซัด แต่ละค่ายพรรคใหญ่มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ปัญญาชนที่มีความสามารถอยู่บ้างก็วิ่งเต้นไปทั่ว เหลือแค่ว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นฝ่ายเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายได้ก่อน
แต่ละครั้งที่เยี่ยนเหออันกลับมาจากข้างนอกก็จะนำข่าวสารที่เขาสืบทราบมาแบ่งปันให้ฟัง
แม้สกุลจูอยู่ทางนี้จะไม่มีภูมิหลังอันใด แต่จูซานก็ขยันออกไปข้างนอกบ่อย ๆ พยายามไปนั่งในโรงน้ำชาหรือจุดรวมตัวของคนงานรับจ้างแบกหามเพื่อสืบข่าวซุบซิบ
แม้ข่าวซุบซิบเหล่านี้ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องจริง แต่ถ้ามีคนจำนวนมากกำลังแพร่ข่าวลือ ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีคนคอยกระพืออยู่เบื้องหลัง และกระทำไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย
สิ่งที่พวกเย่อวี๋หรานต้องทำก็คือคาดการณ์ว่าจุดมุ่งหมายนั้นคืออะไรกันแน่
ครั้นการเจรจาไม่ราบรื่น ทางโจวเสวียก็เพิ่มแรงกดดันให้นายอำเภอหลิว เร่งรัดให้เขาค้นหาตัวพวกเฉินเสิ่นให้พบโดยไว
แม้จะมีคนส่งข่าวให้อาเฉินเคลื่อนย้ายคนหนีไปได้ทันกาล แต่ความเคลื่อนไหวที่มีมาไม่ขาดสายย่อมจะทำให้คนใจกระสับกระส่ายไม่อาจสงบลงได้
“พวกเขาต้องการอย่างไรกันแน่? ทำไมเรื่องนี้ยังไม่จบเสียที?” อาเฉินได้ยินว่ามือปราบมาอีกแล้วก็อดจะโมโหไม่ได้
เฉินจ้าวซื่อรีบพูดปลอบ “ตาเฒ่า เจ้าก็เพลา ๆ ลงบ้างเถอะ ท่านหมอบอกแล้วว่าตอนนี้เจ้าไม่ควรโกรธ ไม่อย่างนั้นร่างกายจะรับไม่ไหว ประเดี๋ยวจะเกิดเรื่องเอา”
“โธ่เอ๊ย ข้ารู้ ก็โรคเดิม ๆ นั่นแหละ เอาละ ไม่ต้องพูดแล้ว รีบออกไปดูเร็วเข้า” อาเฉินหงุดหงิดรำคาญใจอยู่บ้าง
ร่างกายของเขา เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร?
ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริง ถึงแม้ร่างกายจะรับไหวก็ไร้ประโยชน์
เฉินจ้าวซื่อจนปัญญา จำต้องออกไปพบคน
มือปราบกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาพร้อมเสียงดังเอะอะ บอกว่าได้รับเบาะแสว่าคนร้ายซ่อนตัวอยู่ในเรือนของพวกเขา บอกให้พวกเขาส่งมอบตัวคนออกมา
“นายท่าน เมื่อวานนี้พวกท่านก็มาแล้วไม่ใช่หรือ? พวกท่านตรวจค้นไปแล้ว ยังมีคนร้ายที่ไหนกัน?”
“เรื่องนี้พวกข้าไม่รู้หรอก แต่มีคนมาแจ้ง พวกข้าก็ต้องมาตรวจสอบ”
……
เฉินจ้าวซื่อนึกกล่าวโทษในใจ หากไม่ใช่เพราะเฉินเสิ่นพาคนมาซ่อนตัวอยู่ในเรือนตนเอง ไฉนเลยจะมีเรื่องราวเช่นนี้?
ดูสิ เพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วัน มือปราบก็เอาแต่มาค้นเรือนของพวกนาง ไม่รู้ว่าสูญเงินไปเท่าไหร่แล้ว
เลี่ยงไม่ได้นี่นา อีกฝ่ายมาครั้งหนึ่งก็ต้องนำของว่างกับน้ำชาออกมาต้อนรับ กินดื่มเท่านี้ก็แล้วไปเถอะ ไม่แน่ว่าอาจต้องเสียค่าเหนื่อยให้อีกฝ่ายอีกด้วย ไม่ให้คนเขามาเสียเที่ยว
ช่วงหลายวันนี้เงินที่อาเฉินหามาได้แทบจะละลายไปกับเรื่องนี้หมดแล้ว
ไม่ง่ายเลยกว่าจะส่งมือปราบกลุ่มนั้นกลับไปได้ ท้องฟ้าก็จวนจะมืดแล้ว
เฉินจ้าวซื่อบอกลูกสะใภ้ว่าไม่ต้องทำอาหารแล้ว แค่ทำบะหมี่ง่าย ๆ มารับประทานก็พอ
แต่น้ำเพิ่งจะเดือดก็มีคนมาเยือนอีกรอบ
ไม่จริงน่า มาอีกแล้วหรือ?!
เฉินจ้าวซื่อใจเต้นระทึก ไม่อยากไปเปิดประตูเลยสักนิด
“เปิดประตู! ข้ารู้ว่าพวกท่านอยู่ในบ้าน เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ”
คนข้างนอกไม่เกรงอกเกรงใจเลยสักนิด เคาะประตูใหญ่เสียงดังไม่หยุด
“ท่านแม่ ดูเหมือนจะเป็นเสียงของเฟิ่งข่ายเฟิงเลยเจ้าค่ะ” สะใภ้ใหญ่เป็นฝ่ายจดจำเสียงนั้นได้ก่อน
“เจ้าหนุ่มนั่นมาเรือนเราทำไม?” เฉินจ้าวซื่อค่อนข้างสงสัย ตั้งแต่สามีของนางเกิดเรื่อง คนที่มักจะมาเยือนบ้านพวกนางก็ไม่มาอีกแล้ว จู่ ๆ ทำไมเขาถึงมาเสียได้?
เมื่อเปิดประตูเรือนออกไปก็พบว่าด้านนอกไม่ได้มีแค่เฟิ่งข่ายเฟิงคนเดียว แต่ยังมีคนอื่นอีกหลายคน
เฉินจ้าวซื่อเห็นเช่นนั้นก็ทราบว่าไม่ถูกต้อง จิตใจร้อนรนขึ้นมา ยืนขวางเด็กหนุ่มที่คิดจะบุกเข้าไปในเรือนผู้นั้นเอาไว้ “เฟิ่งข่ายเฟิง พวกเจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ท่านอา เป็นคำสั่งของหัวหน้าพรรคขอรับ ขออภัยด้วย” เฟิ่งข่ายเฟิงขออภัยเสร็จแล้วก็บอกคนอื่น ๆ ว่า “ทุกคนยังรออะไรอยู่? รีบลงมือ หัวหน้าพรรครอให้พวกเรากลับไปรายงานอยู่นะ”
สิ้นเสียง นักสู้ทั้งหลายก็พุ่งชนเฉินจ้าวซื่อทะลวงเข้าไปในเรือน เริ่มทุบทำลายข้าวของ
เพล้ง!
เพล้ง!!
เพล้ง!!!
ไม่ว่าเข้าไปพบอะไรเป็นต้องทุ่มต้องทุบทำลาย
พวกลูกสะใภ้ของเฉินจ้าวซื่อร้องอุทานอย่างตกใจ “ว้าย!…พวกเจ้าทำอะไรน่ะ?!”
“หยุดนะ อันนั้นห้ามทุบ อันนั้นเพิ่งซื้อมานะ”
……
แต่ไม่มีใครฟังพวกนาง มีเพียงเฟิ่งข่ายเฟิงที่เป็นคนคุ้นเคยกันจึงปฏิบัติด้วยอย่างสุภาพ เชิญพวกนางถอยออกไปยืนข้าง ๆ
“พี่สะใภ้ มายืนข้าง ๆ เถอะขอรับ ประเดี๋ยวจะถูกเศษข้าวของบาดเอาได้ ถ้าเจ็บตัวแล้วก็ไม่คุ้มกัน”
“พวกเจ้า…พวกเจ้าเป็นโจรชัด ๆ!” ลูกสะใภ้ของเฉินจ้าวซื่อโกรธจัด “พวกเจ้าคอยดูเถอะ ข้าจะไปฟ้องท่านพ่อ”
ไม่จำเป็นให้นางต้องไปเรียกคน ความเคลื่อนไหวในเรือนก็ดังไปถึงหูของอาเฉินเรียบร้อยแล้ว
“หยุดมือ!”
อาเฉินแบกสังขารลงมาจากเตียง มองภาพตรงหน้าด้วยความโมโหเดือดดาล
“เฟิ่งข่ายเฟิง ตอนแรกที่เจ้าเข้าพรรคซานไห่ก็ได้ข้าเป็นคนแนะนำ ไม่เห็นแก่หน้าภิกษุก็ต้องเห็นแก่หน้าพุทธองค์ เจ้าทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?”
ครั้นเฉินจ้าวซื่อกับพวกลูกสะใภ้เห็นเขาออกมาแล้วก็วิ่งเข้าไปฟ้องร้องไม่หยุด
ร่างของอาเฉินโงนเงนเล็กน้อย แต่เขาพยายามฝืนเอาไว้ คนรอบข้างจึงไม่ทันสังเกต
เฟิ่งข่ายเฟิงรู้สึกละอายใจ แต่ก็ทำได้เพียงฝืนเดินหน้า
ช่วยไม่ได้ ผู้ใดใช้ให้นี่เป็นภารกิจที่เบื้องบนมอบหมายให้เขาเล่า?
ยากนักกว่าจะมีโอกาสได้สร้างผลงานสักครั้ง ถ้าไม่คว้าไว้ให้ดี คราวหน้าคงเวียนมาไม่ถึงเขาแล้ว
“อาเฉิน ข้าเองก็จนปัญญาขอรับ หัวหน้าพรรคออกคำสั่งด้วยตนเอง…ท่านก็รู้”
สีหน้าของอาเฉินเปลี่ยนเป็นปั้นยาก “หัวหน้าพรรคสั่งการด้วยตนเอง?”
“ขอรับ! หัวหน้าพรรคสั่งการลงมาด้วยตนเอง ไม่อย่างนั้น อาเฉิน ท่านคิดว่าด้วยฐานะของท่านในพรรค ใครจะกล้ามาแตะต้องเรือนพวกท่านกันเล่า?”
“เจ้าช่างขวัญกล้าบังอาจจริง ๆ!” อาเฉินจ้องมองด้วยสีหน้าเย็นเยียบ
เฟิ่งข่ายเฟิงหน้าเจื่อน คลำจมูกป้อย ๆ พลางเอ่ยว่า “ข้าเองก็จนปัญญา ต้องเลี้ยงปากท้อง…อาเฉิน ท่านก็เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน ข้าคิดว่าท่านคงจะเข้าใจ…”
ไม่รอให้เขาพูดจบ อาเฉินก็สะบัดมือตบหน้าเขา ตะคอกว่า “เข้าใจบ้านเจ้าสิ! ข้าบอกเจ้าไว้ตรงนี้ ขอแค่ข้ายังไม่มีอันเป็นไป พวกเจ้าใครหน้าไหนก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ขึ้นมาขับถ่ายเรี่ยราดบนศีรษะข้า”