ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 793 ก่อความวุ่นวาย
บทที่ 793 ก่อความวุ่นวาย
พวกเด็ก ๆ ไม่ใคร่จะยินดี ถูกคนไล่ออกมาตอนกลางดึก ไม่ง่ายเลยกว่าจะมาถึงที่นี่ ตอนนี้จะให้กลับออกไปข้างนอกอีกเนี่ยนะ
เฉินต้าชวนถามขึ้นว่า “ท่านแม่ ท่านจะไปไหนอีกขอรับ? นี่ก็มาถึงบ้านท่านยายแล้วไม่ใช่หรือ?”
“อย่าพูดเลย รีบไปกันเถอะ” สะใภ้ใหญ่เฉินหอบหิ้วสัมภาระ บอกให้พี่ชายของนางช่วยเคลื่อนย้ายเฉินเสิ่นขึ้นรถเข็น
“ข้าไม่ไป!” เฉินต้าชวนนั่งก้นจ้ำเบ้าลงตรงนั้นไม่ยอมขยับ
สะใภ้ใหญ่เฉินเดินเข้าไปลากเขา “ไม่ไปแล้วจะอยู่ทำอะไรที่นี่? รอให้คนไปแจ้งเบาะแสแล้วถูกจับเข้าคุกหรือไร?”
สะใภ้รองเฉินก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าวุ่นวายกันมาครึ่งค่อนคืนแล้ว แต่กลับต้องมาเสียเที่ยว
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรเสียเลย ยกตัวอย่างเช่น พวกนางทราบสถานการณ์ของพวกตนกระจ่างมากขึ้น
เวลานั้นฟ้าเริ่มสว่างเรื่อเรืองขึ้นมาแล้ว
พวกนางสองคนผลักรถเข็นเข้าไปซ่อนตัวในตรอกแห่งหนึ่งด้วยกลัวว่าจะถูกใครพบเห็น
ด้านหลังยังมีเด็กน้อยที่หาวหวอดตามมาอีกสามคน บ่นอะไรกระปอดกระแปด
“พี่สะใภ้ ตอนนี้จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ? พวกเราไม่มีที่ไปอีกแล้ว” เรื่องของพี่สะใภ้ทำให้สะใภ้รองเฉินตระหนักได้ว่าบ้านเดิมของนางก็คงไม่อาจกลับไปได้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นการสร้างปัญหาให้คนที่บ้านเดิม
“ข้าจะไปรู้หรือ?” สะใภ้ใหญ่เฉินแบมือ
“แต่พวกเราจะอยู่ข้างนอกตลอดไปไม่ได้นะ”
……
ทั้งสองคุยกันไปคุยกันมา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงคิดไปถึงเย่อวี๋หราน
“จริงด้วย นางทำให้พวกเรามีบ้านก็ไม่อาจกลับ พวกเราควรไปหานางสิ…” สะใภ้ใหญ่เฉินต่างจากสะใภ้รองเฉินที่พอจะใช้สมองอยู่บ้าง พอได้ยินข้อเสนอนั้นก็หอบหิ้วข้าวของตรงไปหาคนทันที
ฟ้าสว่างขึ้นตามลำดับ
จูซานแวะมาทักทาย เปลี่ยนยาและรับประทานอาหารเช้าที่ห้องเย่อวี๋หรานเช่นเคย จากนั้นค่อยออกไปสืบข่าว
สาวใช้ซุ่ยเอ๋อถือกระจาดเย็บปักออกมานั่งบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง ทำงานไปพลางพูดคุยเป็นเพื่อนเย่อวี๋หรานไปด้วย
“ทำให้คุณชายเยี่ยน?” อาศัยจากความทรงจำเจ้าของร่างเดิม เย่อวี๋หรานมองปราดเดียวก็ดูออกว่าผ้าในมือของซุ่ยเอ๋อเป็นผ้าแพรไหม รูปแบบที่ทำก็ยังเป็นรูปแบบของบุรุษ
รูปแบบเช่นนี้ สมัยที่เจ้าของร่างเดิมยังสาวก็เคยทำให้ผู้เป็นนายมาก่อน
สิ่งที่ทำมากที่สุดก็ถือถุงหอม
“เจ้าค่ะ!” ซุ่ยเอ๋อยิ้มแย้มแล้วกล่าวว่า “คุณชายมักออกไปข้างนอกบ่อย ๆ ต้องมีอาภรณ์ที่น่ามองหลายชุดสักหน่อยถึงจะดี ที่นี่ไม่มีเรือนเย็บปักเหมือนที่จวน บ่าวจึงได้แต่ลงมือทำด้วยตัวเอง”
“คุณชายเยี่ยนเป็นคนเข้าอกเข้าใจคนอื่น ถ้าพวกเจ้ามีงานล้นมือก็บอกเขาก็ได้ หาช่างเย็บผ้ามาช่วยงานหรือซื้ออาภรณ์ที่ทำสำเร็จแล้วจากร้านขายผ้าก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
สีหน้าของซุ่ยเอ๋อเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางกล่าวว่า “อาภรณ์ที่ข้างนอกทำเหมือนกันที่ไหนเจ้าคะ? บ่าวรับใช้คุณชายมาจนชิน คุณชายชอบแบบไหนบ่าวรู้กระจ่างยิ่งนัก ถ้าให้คนนอกทำ คุณชายไม่แน่ว่าจะชอบ…อีกอย่าง บ่าวมีหน้าที่รับใช้คุณชายอยู่แล้ว ทำอาภรณ์ให้คุณชายเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
แม้น้ำเสียงจะเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง แต่ไม่รู้ว่าเย่อวี๋หรานคิดไปเองหรือไม่ จึงรู้สึกราวกับว่าขณะที่ซุ่ยเอ๋อพูดอยู่นั้นยังแฝงไว้ซึ่งบางสิ่งบางอย่าง
เย่อวี๋หรานไม่เคยมีความรักมาก่อน จึงไม่รู้ว่าดรุณีน้อยแรกรักเป็นอย่างไร
นางมองไปทางซุ่ยเอ๋ออีกครั้ง อดจะสงสัยขึ้นมาไม่ได้
‘สาวใช้คนนี้คงไม่ได้มีใจให้คุณชายเยี่ยนหรอกนะ?’
แต่ก็เข้าใจได้ คุณชายตระกูลใหญ่ที่รูปงามหนุ่มแน่นกับสาวใช้พริ้มเพราวัยกำดัดอยู่ร่วมกันทั้งกลางวันกลางคืน จะไม่หวั่นไหวเสียเลยคงเป็นเรื่องยาก
มิหนำซ้ำ ชายหนุ่มตรงหน้ายังโดดเด่นปานนั้น…
คิดถึงชะตากรรมของเจ้าของร่างเดิม เย่อวี๋หรานก็ลอบทอดถอนใจ
นางอยากจะเกลี้ยกล่อมซุ่ยเอ๋อสักคำว่าอย่าได้คิดเป็นสาวใช้อุ่นเตียงหรือภรรยาบ่าวเลยจะดีกว่า แต่พออ้าปากขึ้นมากลับไม่รู้ว่าควรเริ่มพูดจากตรงไหน
จะว่าไปแล้ว นางกับซุ่ยเอ๋อก็ไม่ได้รู้จักกันมานาน เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันเท่านั้น กระทั่งว่าในครอบครัวอีกฝ่ายยังมีพี่น้องชายหญิงหรือไม่ก็ยังไม่รู้ หากพูดออกไป คนอื่นก็คงมีแต่จะคิดว่านางยุ่งไม่เข้าเรื่อง
“ซุ่ยเอ๋อ ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?”
“สิบหกเจ้าค่ะ จูต้าเหนียง” ขณะที่พูด มุมปากของซุ่ยเอ๋อยังประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม เพียงแต่ไม่รู้ว่ารอยยิ้มนั้นเป็นเพราะอาภรณ์ในมือหรือเพราะคำพูดของเย่อวี๋หรานกันแน่
“สิบหกแล้วหรือ เช่นนั้นก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว ในหมู่บ้านของพวกข้า เด็กสาววัยเท่านี้ก็ถึงเวลาออกเรือนได้แล้ว” เย่อวี๋หรานแสร้งเอ่ยถาม “พ่อแม่ได้จัดให้เจ้าดูตัวหรือยัง?”
“ยังเจ้าค่ะ” ซุ่ยเอ๋อหน้าแดงเรื่อ กล่าวอย่างขัดเขิน “ข้าอายุยังน้อย ไม่รีบร้อน…”
“ไอ้หยา ทำไมถึงยังไม่ดูตัวอีก? เจ้าหน้าตางดงาม ฝีมือก็ดี เก่งกาจปานนี้ ถ้าปล่อยข่าวออกไปเกรงว่าหัวกระไดคงไม่แห้งเลยเชียว ไม่มีเด็กหนุ่มที่ไหนมาต้องตาเจ้า แอบเอาปิ่นปักผมหรือกำไลมาส่งให้เจ้าบ้างเลยหรือ?” เย่อวี๋หรานหยั่งเชิงต่อไป
“จูต้าเหนียง…” ซุ่ยเอ๋อหน้าแดงกว่าเดิม
“อย่าอายไปเลย มีอะไรน่าอายด้วยหรือ ชายหญิงเมื่อถึงวัยก็ต้องแต่งงานกันทั้งนั้น ถ้าพบคนที่เหมาะสมหรือชอบพอก็ต้องรีบลงมือ ไม่อย่างนั้นรอให้คนอื่นลงมือไปก่อนแล้ว เจ้ามาทีหลังก็หมดโอกาสแล้วนะ…” เย่อวี๋หรานถามต่อ “เจ้าไม่มีคนที่ชอบเลยหรือ?”
ซุ่ยเอ๋อบิดตัวไปมา เนิ่นนานกว่าจะยอมรับออกมาว่าตนเองมีคนในใจแล้ว
แต่คนผู้นี้เป็นใครนั้นไม่สามารถบอกได้
เย่อวี๋หรานยังอยากหยั่งเชิงต่อไป ทว่าเสียงของป้าเฉินผู้ดูแลก็ดังมาจากข้างนอก “จูต้าเหนียง บ่าวขอเข้าไปคุยด้วยได้ไหมเจ้าคะ?”
“เข้ามา”
ซุ่ยเอ๋อรีบเก็บงานเย็บปักในมือ ลุกขึ้นออกไปรับคน
“ป้าเฉิน ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ?”
“มีเรื่อง”
ป้าเฉินสีหน้ามืดครึ้ม ซุ่ยเอ๋อลอบตกใจ นึกว่าป้าเฉินจับได้ว่าตนเองแอบทำชุดให้คุณชาย
แต่ในไม่ช้า นางก็พบว่าป้าเฉินไม่ได้สนใจตนเอง แต่เดินตรงผ่านข้างกายนางไป
ซุ่ยเอ๋อตามมา ใช้สายตาถามคนที่ตามหลังป้าเฉินมาด้วย: เกิดอะไรขึ้น ทำไมป้าเฉินจึงมีสีหน้าแบบนี้?
สาวใช้ผู้นั้นมีท่าทางหวาดกลัวเช่นกัน เพียงส่ายศีรษะอย่างเคร่งเครียด ไม่กล้าพูดอะไรสักคำ
“คารวะจูต้าเหนียง” ป้าเฉินแสดงคารวะต่อเย่อวี๋หราน
“ร่างกายข้าไม่สะดวก คงจะรับคารวะท่านไม่ได้แล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว “ป้าเฉิน ท่านนั่งลงเถอะ ข้าขอยืมดอกไม้ถวายพระ ให้ซุ่ยเอ๋อรินน้ำชาให้ท่านสักจอก…”
“ชาคงไม่ต้องแล้วเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวบ่าวยังต้องไปจัดการธุระ คงไม่มีเวลาดื่ม” ป้าเฉินหยัดกายขึ้นกล่าวว่า “จูต้าเหนียง บ่าวมาคราวนี้เพราะมีเรื่องมาสอบถามความเห็นของท่านว่าต้องการให้จัดการอย่างไร เดิมทีเรื่องนี้สมควรเป็นคุณชายมาพูดกับท่าน แต่ตอนนี้คุณชายไม่อยู่ คนที่มีอำนาจสั่งการได้จึงเหลือแค่บ่าว บ่าวจึงได้แต่มาหาท่านแล้ว…”
“มีเรื่องอะไรที่ต้องถามความเห็นของข้าอย่างนั้นรึ?” เย่อวี๋หรานสงสัย
แม้คุณชายเยี่ยนจะสุภาพมีมารยาทกับนางมาตลอด แต่เรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันล้วนจัดการไว้เรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องมาถามนางนี่นา?
“เมื่อครู่นี้มีคนมาก่อกวนหน้าประตูเรือนหลิ่วหลงจิ้งเจ้าค่ะ” ป้าเฉินมองตาเย่อวี๋หรานพลางเอ่ยต่อ “แซ่เฉิน”
“เฉิน?” เย่อวี๋หรานประหลาดใจ “คนที่ท่านว่าคงไม่ใช่พวกเฉินเสิ่นกระมัง?!”