ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 794 ปรนนิบัติอย่างดี
บทที่ 794 ปรนนิบัติอย่างดี
นอกจากพวกเฉินเสิ่น เย่อวี๋หรานก็คิดไม่ออกแล้วว่าตนเองเคยไปข้องแวะกับคนแซ่เฉินคนไหนในเมืองผู่โซ่วแห่งนี้อีก
แต่เฉินหลิ่งกับลูกชายทั้งสองคนถูกทางโจวเสวียส่งให้ทางการไปแล้ว พวกเฉินเสิ่นกลับไม่ไปโวยวายที่ศาลาว่าการหรือโจวเสวีย มาโวยวายที่นี่ทำไม?
ป้าเฉินพยักหน้า “ใช่แล้ว! เป็นพวกนาง สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินพาลูกเล็กสามคนมาด้วย ทั้งยังมีแม่สามีที่ยังไม่ได้สติอีกคน พวกนางมาโวยวายหน้าเรือนหลิ่วหลงจิ้งว่ามีคนขโมยเงินในเรือนพวกนาง ทำให้ผู้ชายในครอบครัวพวกนางต้องเข้าคุก แม่สามีก็สลบไสลไม่ได้สติ…ทำให้พวกนางบ้านแตกสาแหรกขาด ถ้าคนที่พักอยู่ที่นี่ไม่มอบคำอธิบายให้พวกนาง พวกนางก็จะเอาศีรษะชนประตูฆ่าตัวตายเสียตรงนั้น”
เย่อวี๋หรานใจหายวาบ “ชนแล้วหรือ?”
“เปล่า บ่าวให้คนไปขวางไว้แล้ว” ป้าเฉินกล่าว “ตอนนั้นคนที่ผ่านไปมามีไม่มาก แต่บ่าวเกรงว่าหากพวกนางยังโวยวายต่อไปจะทำให้คนมามุงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คุณชายเสื่อมเสียชื่อเสียงจึง ‘เชิญ’ พวกนางเข้ามาเจ้าค่ะ”
ส่วนว่า ‘เชิญ’ อย่างไรนั้น ป้าเฉินไม่ได้พูดอย่างละเอียด
เย่อวี๋หรานค่อยสงบใจลงได้บ้าง “ยังคงเป็นป้าเฉินที่อาวุโสมากประสบการณ์ จัดการเรื่องราวได้เหมาะสม ถ้าเปลี่ยนเป็นคนหนุ่มสาวที่อารมณ์หุนหันพลันแล่นคงได้ทะเลาะกันหน้าประตูเรือนแล้ว”
เนื่องจากเกรงว่าป้าเฉินจะไม่รู้ความจริง เย่อวี๋หรานจึงจงใจด่าออกมาอย่างโมโห “พวกนางน่ารังเกียจเกินไปแล้ว ตอนนั้นใส่ร้ายพวกข้าว่าขโมยเงินในบ้านตัวเองยังไม่พอ ใส่ร้ายไม่สำเร็จยังคิดจะปลิดชีวิตลูกชายข้า ฆ่าคนปิดปาก คิดไม่ถึงว่าพวกข้าจะโชคดี มาพบคุณชายเยี่ยน…”
“จับพวกนั้นได้คาหนังคาเขา หลักฐานชัดเจนแน่นหนา นี่ก็คือกรรมตามสนอง!”
“น่าเสียดายที่ตอนนั้นปล่อยให้เฉินเสิ่นพาพวกลูกสะใภ้หนีไปได้”
……
“ตอนนี้พวกนางยังมีหน้ามาด่าคนถึงที่นี่?” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ “พวกนางเป็นบ้าไปแล้วหรือ? คนอย่างพวกนางสมควรเข้าคุกไปกับฆาตกรพวกนั้น ตัดสินโทษประหารไปเสียด้วยกัน”
ป้าเฉินไร้ความเห็นต่อคำพูดของเย่อวี๋หราน เพียงพูดถึงเรื่องสำคัญว่า “โกรธไปก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับพวกเราคือพิจารณาว่าจะจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างไร พวกนางมาหาถึงที่แล้ว ถ้าปล่อยออกไปก็อาจพูดอะไรเลอะเทอะ แต่ถ้าเก็บไว้ใกล้ตัวก็เป็นภัย…”
สมกับที่เป็นผู้ดูแลเรือนของตระกูลใหญ่ หนักแน่นเฉียบแหลม! เย่อวี๋หรานนึกเลื่อมใสในใจ นาง ‘ยุ’ ไปขนาดนั้นแล้ว คิดไม่ถึงว่าป้าเฉินยังสามารถเยือกเย็นอยู่ได้ ทั้งยังรู้ว่าเรื่องไหนจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ผู้ดูแลเรือนเช่นนี้ อย่าว่าแต่สกุลเยี่ยนชมชอบ แม้แต่นางเองก็ชมชอบเช่นกัน ชักอยากจะแย่งคนมาเสียแล้ว
แน่นอน นางทราบว่าเรื่องนี้ไม่มีทางสำเร็จ ยังไม่พูดถึงว่าป้าเฉินเป็นคนที่เกิดในเรือนสกุลเยี่ยน อย่างไรเสียก็เห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเจ็ดกับคุณชายเยี่ยน นางจึงไม่มีทางทำเรื่องนี้
นอกจากนี้ ถ้าป้าเฉินเป็นคนที่ถูกซื้อตัวได้ง่ายดายเช่นนั้น นางยังจะชื่นชมป้าเฉินอยู่หรือ?
เย่อวี๋หรานแสร้งทำเป็นเลอะเลือน นางถามว่า “นี่ยังต้องพิจารณาอะไรอีก ส่งให้ศาลาว่าการก็จบแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ส่งให้ทางการ?”
“ใช่แล้ว ส่งให้ทางการ สามีของพวกนางก็ส่งให้ทางการไปแล้ว ทำไมถึงจะส่งพวกนางให้ทางการด้วยไม่ได้? ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดต่อพวกนางเสียหน่อย พวกนางต่างหากที่ผิดต่อข้า…”
“ไม่ใช่ว่าส่งไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องนี้ลือกันออกไป คนอื่นจะกล่าวหาว่าท่านรังแกแม่ม่ายลูกกำพร้า เย็นชาไร้หัวใจ ใจทมิฬหินชาติ” ป้าเฉินกล่าว “เรื่องนี้อาจทำให้ชื่อเสียงไม่น่าฟังสักเท่าไหร่”
“เฮอะ! ข้าอยู่มาจนป่านนี้เคยมีชื่อเสียงน่าฟังเสียเมื่อไหร่?” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างเย็นชา “ท่านไปถามที่หมู่บ้านสกุลจูเลยก็ได้ว่ามีใครได้ยินชื่อหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์แล้วไม่ตกใจกลัวจนปัสสาวะอุจจาระราดบ้างไหม?”
แม้ป้าเฉินจะมีใจหยั่งเชิง แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดจาตรงไปตรงมาเช่นนี้ ชิงบอกสมญานามของตนเองออกมาโดยตรง
ไม่พูดถึงเรื่องอื่น เอาแค่ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ นามนี้ก็สะท้อนให้เห็นอุปนิสัยของสตรีชนบทผู้นี้ได้แล้ว
แต่ว่ากันตามความจริง ป้าเฉินเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเย่อวี๋หรานยิ่งนัก แทนที่จะเป็นคนดีสักครั้งแล้วปล่อยคนไป ยังมิสู้เป็นคนร้ายสักครา ตัดไฟเสียแต่ต้นลม กระทำการอย่างรวบรัด ส่งคนให้ทางการไปเสียตั้งแต่ตอนนี้
แม้หลังจากนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นคนใจร้าย แต่กลับเป็นประโยชน์ต่อตนเอง
มิหนำซ้ำ เรื่องวุ่นวายของสกุลเฉินนั่น ถ้าเป็นคนที่เข้าใจเหตุผล จะมีใครเห็นใจคนพวกนั้น?
เย่อวี๋หรานเสียดายยิ่ง ตอนนี้นางยังลงจากเตียงไม่ได้ ไม่อาจไปจัดการด้วยตนเอง จึงไม่อาจเห็นภาพที่คนตระกูลเฉินถูกไล่ออกไป ได้แต่ฟังคำบอกเล่าจากซุ่ยเอ๋อ
ต่างจากการปรนนิบัติด้วยท่อนไม้เหมือนที่นางคิดไว้ ป้าเฉินอ่อนโยนเป็นมิตรกว่าอย่างเห็นได้ชัด…เตรียมอาหารอร่อยไว้เต็มโต๊ะ ประหนึ่งต้อนรับแขกผู้มีเกียรติก็ไม่ปาน
รอจนพวกสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินกินข้าวเสร็จแล้ว ยังยิ้มแย้มบอกว่าเตรียมรถม้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
“รถม้า? เจ้าเตรียมรถม้าทำไม?” สะใภ้ใหญ่เฉินงุนงง “เจ้าบอกให้จูต้าเหนียงออกมาเถอะ ข้าจะพูดกับนาง”
“เมื่อครู่นี้พวกท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่าต้องการที่พักและอาหาร? ตอนนี้เรื่องอาหารการกินจัดการเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยก็ต้องหา ‘ที่พักดี ๆ’ ให้พวกท่านก่อนสิ จริงไหมเจ้าคะ?”
สะใภ้ใหญ่เฉินได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ รีบถามทันที “เป็นเรือนหลังใหญ่ใช่ไหม? ข้าบอกเจ้าไว้ก่อนเลยว่าข้าไม่พอใจเรือนหลังนี้หรอกนะ ไม่มีทางพักที่นี่เด็ดขาด ถึงตอนนั้นข้าจะไปโวยวายหน้าประตูใหญ่ของพวกเจ้า ป่าวประกาศว่าพวกเจ้าประทุษร้ายลูกชายข้า…”
“พวกท่านคงพอใจอาหารเมื่อครู่นี้อยู่กระมัง?” ป้าเฉินไม่รีบร้อนแถลงไข เพียงถามยิ้ม ๆ
ต้องพอใจอยู่แล้วสิ ชีวิตนี้ยังไม่เคยได้กินดีเช่นนี้มาก่อนเลย สะใภ้ใหญ่เฉินกำลังจะเปิดปากพูด แต่กลับถูกสะใภ้รองเฉินสะกิดแขนเสียก่อน
นางค่อยนึกเรื่องที่น้องสะใภ้กำชับเอาไว้ขึ้นมาได้ จึงเชิดหน้าขึ้นแสร้งกล่าวเนิบช้า “ก็แค่นั้นแหละ ข้ายังนึกว่าคนตระกูลใหญ่อย่างพวกเจ้าจะกินดีกว่านี้เสียอีก ที่แท้ก็แค่นี้ แต่คงเป็นเพราะพวกข้าคงมากะทันหันเกินไป พวกเจ้าไม่ได้เตรียมตัว ช่างเถอะ หวังว่าคราวหน้าจะต้อนรับขับสู้กันดีกว่านี้นะ…”
ระหว่างที่นางพูดอยู่นั้น ถ้าเฉินต้าชวน เฉินเสี่ยวชวน และเฉินเจวียนเอ๋อร์ไม่เรอไปพร้อมกับเลียนิ้วมือด้วยความอิ่มหนำสำราญไปด้วยคงจะดีกว่านี้
“เช่นนั้นก็ต้องขออภัยด้วย พวกท่านมากะทันหันเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ พวกบ่าวรับใช้ไม่รู้เรื่อง จึงมีของดีหลายอย่างที่ทำไม่ทัน เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน บ่าวจะจัดให้คนส่งพวกท่านไปพักใน ‘เรือนหลังใหญ่’ จากนั้นค่อยให้พวกเขาทำอาหารดี ๆ ให้ ทำเสร็จแล้วค่อยส่งไปทางนั้น…” ไม่ว่าสะใภ้ใหญ่เฉินจะพูดจาอย่างไร ป้าเฉินล้วนไม่โต้แย้ง รับปากไปเสียทุกเรื่อง พูดจาเป็นมิตรอย่างยิ่ง
สะใภ้ใหญ่เฉินไม่เคยพบผู้ดูแลที่เจรจาง่ายเช่นนี้มาก่อนจึงยิ่งกำเริบเสิบสาน ต้องการของกินของใช้อะไรบ้างล้วนสั่งความออกมาจนสิ้น
กระทั่งเทศกาลฤดูใบไม้ผลิในอีกหลายเดือนให้หลังจะต้องเตรียมของขวัญอะไรก็ยังบอกให้อีกฝ่ายไปจัดหามาให้
เย่อวี๋หรานหมดคำจะพูด “สะใภ้ใหญ่เฉินพูดเช่นนี้จริง ๆ?”
ซุ่ยเอ๋อพยักหน้า “เจ้าค่ะ นางพูดเช่นนี้”
“นางโง่หรือเปล่า?”
“เรื่องนี้บ่าวไม่ทราบหรอกเจ้าค่ะ เอาเป็นว่าปรนนิบัติหาอาหารหาน้ำให้กินอย่างดีแล้ว นางจะเรียกร้องอันใดก็มีแต่คนตอบรับ” สิ่งที่ซุ่ยเอ๋อไม่ได้พูดออกมาก็คือ เหมือนหลอกคนหน้าโง่อย่างไรอย่างนั้น ใครพูดอะไรล้วนเชื่อไปหมด