ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 800 จูชีหายไปไหน?
บทที่ 800 จูชีหายไปไหน?
จูชียิ้มก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว ยังจะสำลักน้ำลายอีก? ฮ่า ๆๆๆ…เจ้านี่น่ารักจริง ๆ!”
ในที่สุดก็คว้าโอกาสคืนประโยคนี้ให้เยี่ยนเหออันได้เสียที จูชีดีใจอย่างยิ่ง
เยี่ยนเหออันไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เพียงรู้สึกว่าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “คนที่น่ารักคือเจ้ามากกว่าไหม?”
จูชีมุ่ยปาก “ไม่ใช่เสียหน่อย ข้าคิดว่าเจ้าน่ารักมาก น่ารักกว่าข้ามาก ๆ จริง ๆ นะ ข้าไม่ได้โกหก”
ได้ยินประโยคแย้งกลับเช่นนั้น ความหม่นหมองในใจเยี่ยนเหออันก็พลันสลายไป
เมื่อคดีตระกูลเฉินสิ้นสุดลง การเรียนในโจวเสวียของจูชีก็เริ่มดำเนินไปตามปกติ
วันนี้แสงแดดสดใส ท้องฟ้าไร้เมฆ
จูชีฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสสวีอย่างเป็นทางการ โดยมีคณาจารย์และลูกศิษย์ของโจวเสวียเป็นสักขีพยาน
เยี่ยนเหออันรู้สึกยินดีแทนจูชี ตั้งใจไว้ว่าประเดี๋ยวจะแนะนำเขาให้อวี๋จิ้งฉีได้รู้จัก เลี่ยงไม่ให้ฝ่ายหลงฟังคำใส่ร้ายของคนอื่นจนเข้าใจว่าจูชีเป็นคนเช่นนั้นจริง ๆ
ถ้าคนใสซื่ออย่างจูชีเป็นคนแบบนั้น บนโลกนี้ก็คงไม่มีใครใสซื่ออีกแล้ว!
“อย่าลืมนัดของพวกเราล่ะ” เห็นจูชียังคงยืนพูดอะไรอยู่ข้างกายผู้อาวุโสสวี เยี่ยนเหออันจึงไม่รีบร้อนเข้าไปแทรก เพียงกำชับอวี๋จิ้งฉีเอาไว้
ด้วยเกรงว่าอีกสักหน่อยคงมีคนพลุกพล่านแล้วจะหาเขาไม่พบ
“รู้แล้ว ข้าจะรออยู่ตรงนี้” อวี๋จิ้งฉีกลอกตาขึ้นฟ้า ตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ
แล้วก็เป็นเหมือนที่เยี่ยนเหออันคาดไว้ เมื่อพิธีการสิ้นสุดลง คนในลานพิธีก็เดินเพ่นพ่านไปทั่ว บรรยากาศคึกคักวุ่นวาย
เขาเดินหาจูชีไปทั่วแต่ก็ยังไม่พบคน
“พี่สาม พี่สาม…”
พลันเห็นเงาของจูซาน เขาจึงรีบร้องทัก
จูซานหันหน้ากลับมา “เจ้าหาเจ้าเจ็ด? เมื่อครู่เขาอยู่ทางนั้น…”
ชี้นิ้วพลางบอกตำแหน่งของจูชีให้เยี่ยนเหออัน
แต่คลาดสายตาไปเพียงพริบตาเดียว จูชีที่อยู่ในสายตาเขามาตลอดกลับหายไปเสียแล้ว
“คนล่ะ?”
“พี่สาม เมื่อครู่ท่านเห็นซุ่นเต๋ออยู่ตรงนั้นหรือ?” เยี่ยนเหออันคอยืดคอยาว เมื่อครู่เขาก็เห็นจูชีอยู่ทางนั้นเช่นกัน แต่คนมากเกินไป เบียดกันไปเบียดกันมา สักพักก็ไม่เห็นคนแล้ว
“ใช่ ครู่ก่อนเขายังอยู่ตรงนั้น…” จูซานก็จนปัญญาเช่นกัน “คนเยอะเกินไป ข้ายังบอกเขาอยู่เลยว่าอย่าไปไหนส่งเดช เพราะเจ้ามีธุระกับเขา”
“ไปกับผู้อาวุโสสวีแล้วหรือเปล่า?”
“ไม่หรอก เขาบอกผู้อาวุโสสวีแล้วว่าเสร็จพิธีจะไปหาเจ้า” เมื่อครู่จูซานยืนอยู่ใกล้กับจูชีจึงได้ยินชัดเจนว่าจูชีพูดอะไรบ้าง เขากล่าวอีกว่า “ผู้อาวุโสสวียังกำชับเขาว่าอย่าเอาแต่เล่น ให้ทำการบ้านด้วย”
เยี่ยนเหออันได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะ “ฮ่า ๆๆ…ใครล้วนสามารถลืมทำการบ้านได้ แต่ซุ่นเต๋อไม่มีทางลืมแน่นอน”
ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้จูชีหายไปไหน?
ที่แท้ คนหลายคนเมื่อครู่นี้จงใจยืนขวางสายตาของพวกเขา ทั้งยังส่งคนมาบอกจูชีว่า “สหายจู สหายเยี่ยนให้เจ้าไปหาเขาที่ด้านหลัง เขารอเจ้าอยู่ทางนั้น”
จูชีมองไปทั่วก็ไม่เห็นเยี่ยนเหออัน ได้ยินอย่างนั้นก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องจริงจึงตามอีกฝ่ายออกไป
ขณะที่เยี่ยนเหออันกับจูซานมองหาคนอยู่ทางนี้ คนหลายคนนั้นก็เดินตามมาข้างหลังจูชี รูปร่างสูงใหญ่ของพวกเขาสามารถปิดบังเงาร่างจูชีได้อย่างแนบเนียน
กล่าวได้ว่า พวกเขาพาตัวจูชีไปใต้เปลือกตาของพวกจูซานนี่เอง
แม้ก่อนหน้านี้จูชีก็อยู่ในโจวเสวีย แต่เวลาส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในเรือนพักของผู้อาวุโสสวี น้อยนักที่จะออกมา จึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบนอกของโจวเสวีย
คนกลุ่มนั้นพาเขาเดินอ้อมรอบเดียวก็ทำให้เขาสับสนไปหมด
“เหออันอยู่ที่ไหนกันแน่? ทำไมอยู่ไกลเช่นนี้?”
“วางใจเถอะ อยู่ข้างหน้านี่เอง ใกล้แล้ว” เด็กหนุ่มที่ท่าทางเหมือนเป็นผู้นำมองเขาแวบหนึ่ง กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
จูชีไม่นึกระแวง “ใกล้จะถึงแล้วจริงหรือ?”
“จริง!”
“เช่นนั้นก็ดี อยู่ไกลปานนี้ ข้ากลัวว่าอีกหน่อยจะหาทางกลับไม่เจอ” ว่าแล้วจูชีก็หัวเราะออกมา “ฮ่า ๆๆ…ข้านี่โง่จริง มีพวกเจ้าอยู่นี่นา ถ้าข้าหาทางกลับไม่เจอ ให้พวกเจ้านำทางก็ได้”
ทว่ายิ่งเดินก็ยิ่งปลอดผู้คน
ขณะที่จูชีก้าวข้ามประตูวงจันทร์ก็พลันถูกคนผลัก
เขาถลาไปข้างหน้า หน้าแทบจะทิ่มพื้น
เคราะห์ดีที่จูชีตอบสนองไว เกาะภูเขาปลอมข้าง ๆ เอาไว้ได้ทัน
“เจ้าผลักข้าทำไม?” เขาหันกลับมาถามคนข้างกาย
คนผู้นั้นแค่นหัวเราะ “ข้าผลักเจ้าแล้วจะทำไม?”
จากนั้นก็ผลักจูชีอีกรอบ
จูชีหัวทิ่มไปข้างหน้า กล่าวอย่างงุนงง “ทำไมเจ้าต้องผลักข้าด้วย? ข้าไม่ได้ล่วงเกินเจ้าเสียหน่อย”
“ใครว่าเจ้าไม่ได้ล่วงเกินข้า? เจ้าล่วงเกินข้าแล้ว ไม่รู้ตัวเรอะ?”
“ข้าไปล่วงเกินเจ้าตอนไหน? ข้าไม่รู้จักเจ้าด้วยซ้ำ แล้วจะไปล่วงเกินเจ้าได้อย่างไร?”
“เฮอะ! เจ้าไม่รู้จักข้า แต่เจ้าแย่งตำแหน่งของข้าไป” เขาเชิดคางขึ้น กล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “ศิษย์ปิดสำนักของผู้อาวุโสสวีเดิมทีสมควรเป็นข้าเจียงจิ่งถง เจ้ารู้ไหม?”
“ไม่รู้” จูชีตอบอย่างตรงไปตรงมา “อาจารย์ไม่ได้บอกข้า…”
“ไม่ได้บอกเจ้า เจ้าก็กล้าแย่ง? เจ้าไม่เห็นข้าเจียงจิ่งถงคนนี้อยู่ในสายตาเลยใช่ไหม?” เจียงจิ่งถงถามคาดคั้น พลางจิ้มนิ้วใส่อกจูชี
คนที่มาด้วยกันตีวงล้อมเป็นรูปพัด ย่างสามขุมเข้ามาหาจูชี
พวกเขาพูดเสียดสีไปทีละคน “เจ้าหน้าอ่อน ร้ายกาจนี่ แม้แต่ตำแหน่งของนายน้อยเจียงของพวกข้ายังกล้ามาแย่ง”
“ใช่แล้ว รู้ไหมว่านายน้อยเจียงของพวกข้าเป็นใคร? เขาเป็นญาติกับข้าหลวงฉิน ผู้ว่าการมณฑลหลวนโจวของพวกข้าเชียวนะ”
“คางคกริจะกินเนื้อห่านฟ้า*[1] ไม่รู้จักดูสารรูปของตัวเองเสียบ้าง”
……
“เหออันล่ะ? เหออันอยู่ที่ไหน? พวกเจ้าบอกว่าเหออันอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ พวกเจ้าคงไม่ได้โกหกข้าหรอกนะ?” ถึงตอนนี้จูชีค่อยรู้สึกตัวว่าเขาถูกคนพวกนี้หลอกเข้าเสียแล้ว
เขาเศร้าใจอยู่บ้าง ทำไมอีกฝ่ายต้องโกหกเขาด้วย
แม้เขาจะกราบผู้อาวุโสสวีเป็นอาจารย์ แต่นั่นเป็นเพราะผู้อาวุโสสวีต้องการรับเขาเป็นศิษย์ปิดสำนักนี่นา ไม่เกี่ยวกับเขาเสียหน่อย
“ไม่โกหกเจ้าแล้วเจ้าจะตามพวกข้ามางั้นรึ?” ใครบางคนหลุดหัวเราะ “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะโง่ขนาดนี้ พวกข้าพูดอะไรหน่อยก็เชื่อไปหมด”
“พวกเจ้าทำเกินไปแล้ว ข้าจะบอกเหออันว่าพวกเจ้าเป็นคนขี้โกหก!” จูชีร่ำร้องเสียงดัง หมายให้อีกฝ่ายตกใจ
ช่วยไม่ได้นี่นา เขาตัวไม่สูงเท่าฝ่ายตรงข้าม อีกฝ่ายยังมีคนมากกว่า ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังรู้ว่าเขาสู้อีกฝ่ายไม่ได้
นอกจากนี้ ตอนเขาอยู่ที่บ้าน พวกพี่ชายกับหลานชายเคยสอนเขาไว้ว่า
‘เจ้าเจ็ด เจ้าร่างกายอ่อนแอ ทั้งยังเป็นปัญญาชน อย่าไปยุ่งกับเรื่องทะเลาะวิวาท ถ้าเห็นว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้องให้วิ่งหนีทันที’
‘อาเล็ก ท่านอยู่ข้างนอกต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะขอรับ พบเจออันตรายให้วิ่งหนี เรื่องพวกนั้นให้คนอื่นเขาจัดการกันเอง’
……
แต่จูชีคิดไม่ถึงเลยว่าเขาเรียนที่สำนักศึกษาสกุลเสินมานานปานนั้นยังไม่เคยพบเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน พอมาถึงโจวเสวียกลับต้องมาพบเรื่องแบบนี้เสียได้
ก่อนหน้านี้เป็นตระกูลเฉิน ตอนนี้คือสหายร่วมสำนัก
พอได้ยินชื่อเยี่ยนเหออัน เจียงจิ่งถงก็ร้อนตัวอยู่บ้าง แต่ล่อลวงคนมาได้สำเร็จแล้ว จะปล่อยทิ้งไว้ตรงนี้โดยไม่ทำอะไรเสียเลยก็กระไรอยู่?
ถ้าทำแบบนั้น แล้วพวก ‘น้องชาย’ ที่ติดตามเขารู้เรื่อง จะมิดูถูกเขาแย่หรือ?
อีกอย่าง เขามีแผนการในใจแล้ว
“เจ้ากล้าฟ้อง?” เจียงจิ่งถงวางมือไว้บนบ่าของจูชี ข่มขู่ด้วยท่าทางดุร้าย “ถ้าเจ้ากล้าฟ้องเยี่ยนเหออัน ต่อไปพวกข้าเจอเจ้าครั้งหนึ่งก็จะอัดเจ้าครั้งหนึ่ง เจ้าคิดว่าเยี่ยนเหออันจะปกป้องเจ้าไปได้ตลอดชีวิตอย่างนั้นเรอะ?”
[1] คางคกริจะกินเนื้อห่านฟ้า (癞蛤蟆想吃天鹅肉) หมายถึง คนที่ไม่รู้จักเจียมตัว ปรารถนาสิ่งที่เกินกำลังตนเอง