ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 81 เจ้านี่ไร้เหตุผลสิ้นดี
บทที่ 81 เจ้านี่ไร้เหตุผลสิ้นดี
เย่อวี๋หรานเก็บใบสะระแหน่มาเต็มตะกร้า ทั้งยังถอนต้นสะระแหน่ติดมือมาด้วย
นางออกไปข้างนอกกลับมาคราวนี้ พี่น้องสกุลจูที่รับหน้าที่นวดข้าวก็เปลี่ยนจากจูซานกับจูซื่อ มาเป็นจูอู่กับจูเหล่าโถวแล้ว
ตอนแรกจูเหล่าโถวยังยิ้มดี ๆ อยู่ แต่เมื่อเห็นนางมาแล้วกลับตัดพ้อว่า “เจ้ามีวิธีการอันประเสริฐเช่นนี้ เหตุใดไม่เอาออกมาใช้งานตั้งแต่แรก ให้ข้าเหนื่อยเปล่ามาตั้งหลายปี”
“เมื่อก่อนข้าไม่ได้ลงไปทำนา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้าไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้?” พร้อมกันนั้น นางยังอธิบายว่า ‘ฟางโต่ว’ นี้ควรจะดัดแปลงอย่างไรให้ใช้งานได้ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างเช่นการเพิ่มฐานรองแทนเสื่อ
ถ้ากลัวว่าจะสิ้นเปลืองแผ่นไม้ ฐานของมันจะทำให้เล็กลงมาหน่อยก็ได้ ส่วนปากของมันก็ทำให้กว้างหน่อย ถึงตอนนั้นไม่จำเป็นต้องขนมัดข้าวกลับมาแล้ว แต่นวดข้าวอยู่ในนาทันทีหลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วได้เลย จากนั้นค่อยขนเพียงข้าวเปลือกกลับมา
“ท่านแม่ ความคิดของท่านดียิ่งนัก ปีหน้าพวกเราทำแบบนี้ก็แล้วกัน” จูอู่ตาสว่างวาบ ไม่ทันไรก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของนาง ทั้งยังยิ้มพลางกระแซะเข้ามาถามว่านางมีวิธีการที่ดีกว่านี้หรือไม่ ล้วนสามารถบอกกล่าวออกมาได้ทั้งสิ้น
เย่อวี๋หรานย่อมไม่หวงเอาไว้ นางไม่สนใจสีหน้าของจูเหล่าโถวสักนิด ทั้งยังกล่าวว่า “วิธีการดี ๆ มีอยู่ถมไป ขึ้นอยู่กับว่าคนที่ทำงานจะใช้สมองหรือเปล่าเท่านั้น ก่อนหน้านี้ยังมีคนรังเกียจที่ข้าสอนตำราให้คนในครอบครัว หาว่าสร้างปัญหาให้ผู้อื่น ตอนนี้รู้ข้อดีของการร่ำเรียนหรือยัง?”
“และก็เป็นเพราะข้าเคยเป็นสาวใช้ในบ้านสกุลใหญ่มาก่อน จึงได้เรียนรู้อะไรมาเล็กน้อย มิฉะนั้นจะคิดเรื่องพวกนี้ออกมาได้อย่างไร? เพียงแต่ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยได้ไปทำนา จึงไม่ได้เปลืองสมองไปกับเรื่องพวกนี้ก็เท่านั้น วันนี้หายากนักที่ข้าจะไปสักเที่ยว พอเห็นวิธีที่พวกเจ้าทำงานกันก็แทบจะทำให้ข้าลมจับ”
“มีดที่พวกเจ้าใช้เกี่ยวข้าวยังเรียกว่ามีดอยู่อีกหรือ? มีใครตัดต้นข้าวแบบนั้นบ้าง? เหตุใดไม่ไปคุยกับช่างตีเหล็กสักหน่อย ตีมีดให้โค้งเหมือนจันทร์เสี้ยว ตรงด้ามทำมือจับเอาไว้…” เย่อวี๋หรานแสดงท่าทางให้ดู “เกี่ยวข้าวเช่นนี้สะดวกกว่ามากไม่ใช่หรือ”
จูอู่พยักหน้าไม่หยุด “ท่านแม่ ท่านพูดถูก วิธีการนี้ดียิ่งนัก คราวหน้าพอที่เรือนเก็บเงินได้แล้ว พวกเราค่อยไปหาช่างตีเหล็กมาทำมีดเล่มใหม่”
“อันนี้ใช้สำหรับนวดข้าว ข้าตั้งชื่อให้มันว่า ‘ฟางโต่ว’ เพราะว่ามันมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม หน้าตาเหมือน ‘โต่ว’ [1] เข้ากับชื่อนี้ยิ่งนัก”
“อื้ม ชื่อนี้ดี”
“ยังมีต้นข้าวที่พวกเจ้าปลูกกัน ข้าคิดว่ามันแปลก ๆ ปกติเวลาพวกข้าปลูกผัก ข้ามักจะให้ลูกสะใภ้ปลูกต้นกล้าให้ห่างกันเล็กน้อย ต้นกล้าจึงจะเจริญเติบโตได้ดี เหตุใดเวลาพวกเจ้าปลูกข้าวถึงได้ปลูกกันแน่นปานนั้น ต้นกล้าจะโตได้หรือ?”
ครั้นได้ยินคำถามนี้ หัวใจจูอู่พลันกระตุกวูบ และมองไปทางบิดา “เอ้อ ท่านแม่ เรื่องนี้…ท่านแม่ ท่านพ่อเป็นถึงมือดีในการปลูกข้าวที่คนในหมู่บ้านสกุลจูต่างก็ชมเชยกันเชียวนะขอรับ”
สีหน้าของจูเหล่าโถวเปลี่ยนแปลงฉับพลัน กล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “อย่าคิดว่าเจ้าทำสิ่งของเล็กน้อยออกมาได้ก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญไปเสียแล้ว ของแบบนั้นยอดเยี่ยมนักเรอะ? คนที่มีสมองนิดหน่อยก็คิดออกมาได้ เจ้าคิดว่าการทำนาง่ายดายอย่างที่เจ้าพูด อาศัยปากเปล่าก็ปลูกข้าวได้แล้วอย่างนั้นรึ?
“ถ้าง่ายดายแบบนั้น ทุกคนก็คงจะปลูกได้ตั้งนานแล้ว ยังจะรอให้เจ้ามาปลูก?”
“สตรีแบบเจ้าก็แค่ผมยาวแต่ความรู้น้อย ทำอะไรได้นิดหน่อยก็ได้อกได้ใจจนลืมตัว…”
คนในเรือนเพิ่งจะเคยเห็นจูเหล่าโถวระเบิดอารมณ์ออกมาเช่นนี้เป็นครั้งแรก ล้วนสะดุ้งตกใจกลัวกันหมด รีบก้มหน้าก้มตา พยายามทำตัวให้ลีบที่สุด
แม้จูเหล่าโถวจะ ‘ทะเลาะ’ กับเย่อวี๋หรานบ่อย ๆ แต่คนที่มักส่งเสียงดังก็คือแม่สามี ไม่เคยเห็นว่าพ่อสามีจะเสียงกร้าวเช่นนี้มาก่อน
เย่อวี๋หรานทราบว่าคราวนี้ตนเองคงไปแตะถูก ‘เกล็ดย้อน’ ของจูเหล่าโถวเข้าให้แล้ว อย่าเห็นว่าในครอบครัวสกุลจูมักให้เจ้าของร่างเดิมเป็นคนตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ แต่ว่าเจ้าของร่างเดิมไม่เคยแตะต้องเรื่อง ‘การทำนา’ มาก่อน แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้จูเหล่าโถวเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ
เรื่องอย่างการทำนานี้เป็นความภาคภูมิใจของจูเหล่าโถวตลอดมา ทุกคนล้วนทำนาเหมือนกันหมด แต่มีเพียงข้าที่สามารถเลี้ยงลูกชายหลายคนให้โตมาได้ หาว่าข้ากลัวสตรี แล้วพวกเจ้ามีลูกชายเยอะเหมือนข้าไหม?
เย่อวี๋หรานไม่เพียงล่วงล้ำอำนาจเรื่องการทำนาของจูเหล่าโถว แต่ยังกระทบถูกความภาคภูมิใจของเขาด้วย แล้วเขาจะไม่โกรธได้อย่างไร?
แต่เย่อวี๋หรานจะถอยได้หรือ?
ย่อมไม่มีทางอยู่แล้ว ถ้านางถอยให้ตอนนี้ ต่อไปเรื่องการทำนานางก็ไม่มีสิทธิ์จะพูดอะไรอีกแล้ว
สิ่งที่เย่อวี๋หรานต้องการก็คือสิทธิ์ในการเสนอความเห็นตรงนี้เอง
“งั้นเจ้ากล้าเดิมพันกันไหม? ปีหน้าพวกเราแบ่งที่กันคนละแปลง แต่ละคนมีลูกชายช่วยงานสามคน ใช้เมล็ดพันธุ์และที่ดินเหมือน ๆ กัน ดูว่าใครจะเป็นฝ่ายปลูกได้ดีกว่ากัน” เย่อวี๋หรานตีสีหน้าเย็นชา ท้าทายออกไปตรง ๆ
จูเหล่าโถวตะลึง คำรามใส่นางว่า “เจ้าบ้าไปแล้ว! การทำนาเอามาทำเป็นเรื่องเล่น ๆ ได้เรอะ? ถ้าปลูกได้ผลไม่ดี เจ้าจะให้คนทั้งบ้านกินลมตะวันตกเฉียงเหนือกันหรือไร?”
“เจ้าทำนามาทั้งชีวิตแล้ว แต่กลับเก็บเกี่ยวได้เท่านี้ ก็ไม่พอประทังท้องอยู่ดีไม่ใช่หรือ? ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าพาลูกชายสามคนทำนา ข้าก็พาลูกชายสามคนทำนา ใช้เมล็ดพันธุ์ถุงเดียวกัน แล้วข้ายังจะปลูกข้าวออกมาไม่ได้” เย่อวี๋หรานรักษาท่าทีไม่ยอมถอย กระทั่งคืบหน้าไปอีกหลายก้าว บีบให้เขาพยักหน้า “หรือว่าเจ้ากลัว เจ้ารู้ว่าเจ้าปลูกข้าวไม่ได้เรื่องจึงไม่กล้าเดิมพันกับข้า?”
“เจ้า…” จูเหล่าโถวโมโหจนควันแทบออกหู เงื้อมือขึ้นมาได้ก็จะฟาดลงไปบนหน้าเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว ชิงเดินขึ้นหน้าถีบเท้าใส่ท้องจูเหล่าโถว ฉวยไม้คานจากข้าง ๆ ขึ้นมาได้ก็ฟาดลงไปข้าง ๆ จูเหล่าโถว ถูกต้องแล้ว ที่ตีก็คือข้าง ๆ จูเหล่าโถว ไม่ใช่ตีไปบนร่างเขา
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร จูเหล่าโถวก็ยังเป็นสามีเจ้าของร่างนี้ ถ้านางทุบตีเขาจนมีอันเป็นไปขึ้นมา คนที่จะลำบากก็คือนางเองไม่ใช่หรือ?
จูเหล่าโถวคิดไม่ถึงเลยว่าภรรยาของเขาลงมือเผ็ดร้อนกับคนข้างนอก แต่กับคนในครอบครัวก็ยังลงมือเผ็ดร้อนดุจเดียวกัน ครั้นไฟโทสะที่ลุกโชนก่อนหน้านี้ดับมอดลง ทั้งตัวคนก็พลันอึ้งตะลึงขึ้นมา
เย่อวี๋หรานไม่ได้คิดจะตีเขาจริง ๆ แต่นางไม่อาจ ‘แพ้’ ได้ ดังนั้นนางจึงยืนกรานเดินหน้าไม่ถอย
ครั้นเห็นว่าเขาถอยห่างไปแล้ว เย่อวี๋หรานจึงหยุดมือ นางจ้องเขาเขม็งแล้วพูดขึ้นเสียงดัง “อะไรกัน เจ้ายังคิดจะตบตีผู้หญิง? จูฮ่าวชี่ เจ้าคิดว่าข้าจะเป็นเหมือนสตรีข้างนอกนั่น เจ้าคิดจะตีก็ตีได้อย่างนั้นหรือ? เจ้ากล้าลงมือกับข้า ข้าก็กล้าสู้ตายกับเจ้า”
“เจ้า ๆๆ…เจ้านี่มันไร้เหตุผลสิ้นดี!” คงเป็นเพราะว่ามักจะถูกทำให้โมโหอยู่บ่อย ๆ จูเหล่าโถวจึงชี้นางด้วยมืออันสั่นระริก ด่าคนเสร็จก็สะบัดหน้าจากไป
อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้ตอบรับเรื่องเดิมพันอะไรนั่น สตรีผู้นี้อย่าหวังว่าจะหาเรื่องได้เลย
“ข้าไร้เหตุผลงั้นหรือ ที่ข้าพูดมาไม่ใช่เหตุผล? ข้าพูดผิดตรงไหน มีแต่คนขี้ขลาดตาขาวที่ไม่กล้าเดิมพันกับข้า หากมีน้ำยา เจ้าก็มาเดิมพันกับข้าสิ” เย่อวี๋หรานไม่ได้ถอดใจง่ายดายปานนั้น อาศัยจังหวะได้เปรียบโจมตีต่อ
“เดิมพันก็เดิมพัน เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้างั้นเรอะ?” จูเหล่าโถวโมโหหนัก หันหน้ากลับมาคำรามอย่างโกรธกริ้ว
“ข้าก็ไม่กลัวเจ้าเหมือนกันนั่นแหละ เจ้าบอกมา เจ้าจะเลือกลูกชายคนไหน? พอดีเลย ลูกสะใภ้ ลูกชาย ลูกสาวล้วนอยู่ที่นี่กันหมด พวกเขาเป็นพยานให้พวกเราได้ ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เจ้าแบ่งที่นาให้ข้ากึ่งหนึ่ง มีลูกชายช่วยงานสามคนเท่ากัน ใช้เมล็ดพันธุ์ถุงเดียวกัน ดูว่าใครจะปลูกได้ผลเก็บเกี่ยวมากกว่ากัน”
จูเหล่าโถวถูกยั่วโมโหจนหน้ามืดตาลาย ถึงตอนนี้จึงเพิ่งตระหนักว่าในลานเรือนยังมีคนอื่นอีกหลายคน เขาอยากจะกลับคำแต่ก็พบว่าตนเองพูดออกไปแล้ว แค้นใจแทบกระอักเลือด ที่ดินเหล่านั้นเปรียบได้กับชีวิตของเขาเชียวนะ
“เจ้ากำลังทำลายชีวิตของข้าชัด ๆ!”
เย่อวี๋หรานจ้องเขาตาไม่กะพริบ “ผู้ชายอกสามศอกทั้งยังเป็นสามีคน พูดคำไหนคำนั้น เจ้าเพิ่งจะตกลงเรื่องเดิมพันกันไปเมื่อครู่นี้ ตอนนี้มานึกเสียใจทีหลังเสียแล้ว?”
[1] โต่ว(斗)เป็นเครื่องมือที่ใช้ตวงข้าวสารของจีน โดย 1 โต่ว 斗 = 10 เชิง 升 (ปัจจุบัน ข้าวสาร 1 โต่ว = 6.25 กิโลกรัม)
ภาพซ้าย : โต่วสมัยโบราณ // ภาพขวา : โต่วสมัยปัจจุบัน
ที่มารูปภาพ : http://ex.chinadaily.com.cn/exchange/partners/82/rss/channel/cn/columns/6ldgif/stories/WS5f8ff975a3101e7ce972a832.html